เปลี่ยนธีมขยายหน้าจอ
  • 2521เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

รำวงมาตรฐาน [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 

     รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม   ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า "มาตรฐาน" จะเรียกกันเพียงว่า "รำวง"เท่านั้นการรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึงความสนุกสนานการเล่นรำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการเล่นรำโทนนั้นเพราะในสมัยก่อนเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ประกอบจังหวะก็คือ โทน ฉิ่งและกรับ  โดยจังหวะการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ  จึงเรียกกันว่า "รำโทน" ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบ ง่ายไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใดตามลักษณะของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การเกี้ยวพาราสีหยอกล้อของหนุ่มสาว การเชิญชวนตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้นทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น




ในเรื่องของเครื่องแต่งกายในสมัยก่อนก็ไม่เน้นถึงความพิถีพิถันมากนัก  เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด เมื่อประมาณพ.ศ. 2488 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย     ด้วยเหตุความนิยมเป็นอย่างมากนี้เองจึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนอง  ขึ้นใหม่เป็นจำนวนมากแต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิมส่วนเนื้อร้องใดที่นิยมก็จะร้องกันอยู่ได้นานเพลงใดเนื้อร้องไม่เป็นที่นิยม  ก็จะไม่นำมาร้องเท่าใดนักและก็จะเป็นที่ลืมเลือนไปในที่สุด จากนั้นก็จะ   มีเนื้อเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่        ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 - 2488เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปูจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทยโดยใช้เส้นทางต่างๆในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอม พล ป. (แปลก)  พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามา
ตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปราม  แน่ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายพันธมิตรที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย  จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย  ข้าศึกมักจะ   เข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิดซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับ ฐานทัพญี่ปุ่น        เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามาข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทยได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมากจึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเครียด  ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่    ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ"การเล่นรำโทน"  คำร้อง  ทำนอง และการแต่งกายก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย  
สนุกสนาน เช่นเดิม  เพลงที่นิยมได้แก่  เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด  ช่อมาลี    ตามองตา ยวนยาเหล่ เป็นต้น ต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทยเพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ   (รำโทน)     ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อ-ร้อง ทำนอง ตลอดจนเครื่องแต่งกาย        เมื่อประมาณ พ.ศ. 2487กรมศิลปากรได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่ 4 บทคือ  " เพลง งามแสงเดือน"  "เพลงชาวไทย"   "เพลงรำซิมารำ"   "เพลงคืนเดือนหงาย"  ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่ง   บทร้องขึ้นมาใหม่อีก 6 บทคือ " เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ"
"เพลงดอกไม้ของชาติ" "เพลงหญิงไทยใจงาม" "เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า""เพลงยอดชายในหาญ" "เพลงบูชานักรบ"ในด้านทำนองนั้นรับผิดชอบโดยกรมศิลปากรและกรมประชาสัมพันธ์ส่วนท่ารำนั้นนาฏศิลปินอาวุโสของกรมศิลปากร คือ จมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิมเศวตนันท์) และนางลมุล ยมะคุปต์ร่วมกันคิดท่ารำขึ้นประกอบการรำโดยนำท่ารำมาจากการรำ "แม่บท"และต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกการ "รำโทน" เป็น "รำวง"ตามลักษณะของการเล่น ซึ่งวิธีการเล่นนั้นจะเล่นรวมกันเป็นวงและเคลื่อนย้ายเวียนกันไปเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา

     เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ชาวไทยก็ยังคงให้ความนิยมการเล่น รำวง สืบมาจนถึงปัจจุบัน และชาวต่างชาติก็นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในงานเต้นรำต่าง ๆ  จนกระทั้งมีนักประพันธ์ผู้หนึ่งเป็นชาวอเมริกัน     ที่ชื่อว่า FoubionBowers ที่ได้มาพบเห็นศิลปะการรำวงของไทย และนำไปกล่าวไว้ในหนังสือ   Theatre in the East      ซึ่งมีสำเนียงการเรียก "รำวง"เพี้ยนไปบ้างเล็กน้อยเป็น   “รำบอง”   (Rombong)   ( อมรา กล่ำเจริญ , 2531: 111)          แต่อย่างไรก็ดี วัตถุประสงค์ของกรมศิลปากรในการปรับปรุงศิลปะการรำวงทั้งหมด 10 เพลงก็เพื่อเป็นศิลปะการรำวงที่มีระเรียบแบบแผน ทั้งคำร้อง ทำนอง ท่ารำ    ตลอดจนการแต่งกายให้เป็นแบบฉบับมาตรฐานสะดวกในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทยและสืบสานต่อไป ด้วยเหตุผลนี้เราจึงเรียก "รำวง" ที่มีศิลปะเป็นแบบฉบับมาตรฐาน  ว่า    "รำวงมาตรฐาน"สืบมาจนถึงปัจจุบันนี้

รำวงมาตรฐาน  มีทั้งหมด 10 เพลงคือ
      1. เพลงงามแสงเดือน ใช้ท่าสอดสร้อยมาลา

       2. เพลงชาวไทย ใช้ท่าชักแป้งผัดหน้า
       3. เพลงรำมาชิมารำ ใช้ท่ารำส่าย
       4. เพลงคืนเดือนหงาย ใช้ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง
       5. เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ ใช้ท่าแขกเต้าเข้ารัง  ท่าผาลาเพียงไหล่
       6. เพลงดอกไม้ของชาติ ใช้ท่ารำยั่ว
       7. เพลงหญิงไทยใจงาม ใช้ท่าพรหมสี่หน้า  ท่ายูงฟ้อนหาง
       8. เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า ใช้ท่าช้างประสานงา จันทร์ทรงกลดแปลง
       9. เพลงยอดชายใจหาญ ใช้ท่าชะนีร่ายไม้  ท่าจ่อเพลิงกาฬ
     10. เพลงบูชานักรบ ใช้ท่า(หญิง) ขัดจางนาง(ชาย) จันทร์ทรงกล(หญิง) ล่อแก้ว (ชาย) ขอแก้ว
การแต่งกายในรำวงมาตรฐาน


 
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป