ขยายหน้าจอ
  • 2129เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

นํ้าตาล (Sugar) อาหารหวานที่แสนอันตราย ภัยจากนํ้าตาล โทษนํ้าตาล [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 

           นํ้าตาลถูกใช้ในการประกอบอาหารหลายประเภท ในวันฉลองงานวันเกิด จะต้องมีเค้กที่น่ารับประทานสักก้อน อาจจะหลายปอนด์ หรือ ปอนด์เดียวก็ช่าง ก็ทำให้น่ากินแล้วใช่ไหมล่ะ หรือแม้กระทั่งขนมไทยๆ ทองหยิบทองหยอด บัวลงบัวลอย ตะโก ใส้สังขยา มีใครรู้บ้างหรือเปล่าว่านํ้าตาลที่แสนหวานนั้น มันช่างมีภัยอันตรายที่แสนร้ายกาจได้ถึงขนาดนี้






ความหมายของนํ้าตาล           ทางวิกิพีเดียได้ให้ความหมายของนํ้าตาลไว้ว่า น้ำตาล คือ สารให้ความหวานตามธรรมชาติชนิดหนึ่ง มีเรียกกันหลายแบบ ขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะของน้ำตาล เช่น น้ำตาลทราย น้ำตาลกรวด น้ำตาลก้อน น้ำตาลปีบ เป็นต้น แต่ในทางเคมี โดยทั่วไปหมายถึง ซูโครส หรือ แซคคาโรส ไดแซคคาไรด์ ที่มีลักษณะเป็นผลึกของแข็งสีขาว น้ำตาลเป็นสารเพิ่มความหวานที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขนมหวาน และเครื่องดื่ม ในทางการค้าน้ำตาลผลิตจาก อ้อย(sugar cane) , ต้นตาล(sugar palm),ต้นมะพร้าว(coconut palm),ต้นเมเปิ้ลน้ำตาล(sugar maple) และ หัวบีท (sugar beet) ฯลฯ น้ำตาลที่มีองค์ประกอบทางเคมีแบบง่ายที่สุด หรือ โมโนแซคคาไรด์ เช่น กลูโคส เป็นที่เก็บพลังงาน ที่จะต้องใช้ในกิจกรรม ทางชีววิทยา ของเซลล์ ศัพท์ทางเทคนิคที่ใช้เรียกน้ำตาลจะลงท้ายด้วยคำว่า “-โอส” (-ose) เช่น กลูโคส
อาหารรสชาติหวานมีส่วนสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพคนส่วนใหญ่ มีแนวโน้มจะติดใจในรสหวานอร่อยของอาหารที่เติมน้ำตาล เนื่องจากคุ้นเคยว่าอาหารออกหวานจึงจะให้รสชาติที่ดี จึงมีการเติมผงชูรส หรือน้ำตาลลงไปในขณะปรุงอาหาร นอกจากนี้เรายังได้รับการฝึกมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าจะได้รับขนมหวาน เช่น ลูกกวาด ช็อกโกแลต เป็นรางวัล หรือรอคอยที่จะได้กินเค้กวันเกิด
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เด็กที่ชอบกินขนมหวาน ๆ มีแนวโน้มว่าจะเจ็บป่วยได้ง่าย และเลือดกำเดาออกได้ง่ายกว่า จนถึงมีปัญหาฟันผุ คนในวัยหนุ่มสาวที่กินน้ำตาลมาก ๆ และกินอาหารไม่มีประโยชน์บ่อย ๆ จะมีระดับของวิตามินบี 1 ลดน้อยลง ทำให้เป็นโรคเหน็บชาได้ง่าย มีอาการภูมิแพ้ อารมณ์แปรปรวน กระสับกระส่าย ซึมเศร้า และนอนไม่หลับ โทษเบาๆเองนะเนี่ย
เรื่องจริงที่คุณอาจจะยังไม่รู้ว่าในโลกนี้มา โรคติดนํ้าตาล เหมือน ยาเสพติดด้วย
อาการของผู้ที่ติดหวานจนอยู่ในข่ายเสพติดน้ำตาลหรือที่เรียกว่า Sugar Blues จะมีความต้องการและอยากกินอยู่เสมอ มีความรู้สึกหดหู่ซึมเซาในช่วงระหว่างสิบโมงเช้าและประมาณบ่ายสามโมง เนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หากยังไม่แก้ไขนิสัยการกิน จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ซึมเศร้า อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย ขาดสมาธิ เกิดภูมิแพ้ และความดันโลหิตต่ำ
นํ้าตาลเทียมดีกว่านํ้าตาลแท้ จริงหรือเปล่า?
        น้ำตาลเทียม เช่น Aspartame หรือ Saccharin เป็นสารสังเคราะห์ที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล แต่ให้พลังงานหรือแคลอรี่ต่ำ จึงมักเป็นส่วนผสมอยู่ในอาหารชนิดไดเอต ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้ที่อยากผอม นอกจากนี้ยังเป็นสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลที่แพทย์มักแนะนำให้ใช้ในรายที่ เป็นเบาหวาน ซึ่งควรกินภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะผู้บริโภคบางรายมีอาการไมเกรน คลื่นเหียน ท้องร่วง และถ้าใช้ในระยะยาวอาจมีผลข้างเคียงที่ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค มะเร็งมีโทษเหมือนกันนะครับ

        สำหรับสารอาหารที่ให้รสหวาน ธรรมชาติและเหมาะจะใช้แทนน้ำตาลก็คือหญ้าหวาน (Stevia) ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในแถบบราซิล และมีการนำมาปลูกทางภาคเหนือของไทย วิธีใช้คือ นำใบที่ตากแห้งมาใส่ในอาหารแทนน้ำตาล ซึ่งจะให้รสชาติอาหารที่กลมกล่อมขึ้นด้วย แต่ไม่ควรใส่มากเพราะจะให้รสที่หวานมาก เนื่องจากในใบมีสารหวานที่หวานกว่าน้ำตาลทราย 250-300 เท่า แต่ไม่ทำให้อ้วน ถ้้าเกิดว่าใครกินนํ้าตาลเทียมเขาไม่ได้หมายถึงว่าคุณโง่หรอกนะครับ เพราะว่าคุณแค่กินหญ้า(หวา่น) เอง
โทษของนํ้าตาลที่คุณอาจจะยังไม่รู้
        1.เมื่อ เรากินน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลเชิงเดี่ยว (น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง น้ำตาลในผลไม้ น้ำตาลในนม) น้ำตาลจะเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรดมากเกินไป ร่างกายเกิดภาวะไม่สมดุล จึงมีการดึงแร่ธาตุจากส่วนต่างๆ ภายในร่างกายมาแก้ไขความไม่สมดุล

       2.ทำให้เกิดไขมันสะสม น้ำตาลจะถูกเก็บไว้ที่ตับ ในรูปของไกลโคเจน แต่ถ้ามีมากจนเกินไป ตับก็จะส่งไปยังกระแสเลือด และเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน โดยจะสะสมไว้ในส่วนของร่างกาย ที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น สะโพก ก้น ขาอ่อน หน้าท้อง
       3.หากยังคงรับประทานน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง กรดไขมันจะสะสมไว้ที่อวัยวะภายในอื่นๆ เช่น หัวใจ ตับ และไต ดังนั้น อวัยวะเหล่านี้จะค่อยๆ ถูกห่อหุ้มด้วยไขมันและน้ำเมือก ร่างกายจะเริ่มผิดปกติ ความดันเลือดจะสูงขึ้น
       4.การรับประทานน้ำตาลมากเกินไป มีผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้รู้สึกง่วงหงาวหาวนอน
       5.อาการปวดศีรษะเรื้อรัง เป็นตะคริวเวลามีรอบเดือน เป็นสิว ผื่น แผลพุพอง ตกกระ แผลริดสีดวงทวาร ไมเกรน เบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ มะเร็งตับ เหล่านี้ล้วนสัมพันธ์ กับการรับประทานน้ำตาลมากเกินไป
       6.น้ำตาลทำให้อาการของโรคติดเชื้อที่เป็นอยุ่ ทวีความรุนแรงขึ้น เพราะเชื้อโรคทุกชนิดใช้น้ำตาลเป็นอาหาร
       7.น้ำตาลนอกจากจะมีผลต่อผู้ใหญ่แล้ว ยังมีผลต่อเด็กอีกด้วย เพราะถ้าหากเด็กกินน้ำตาล ในปริมาณที่มากจนเกินไป จะทำให้เด็กเป็นโรคกระดูกเปราะ และฟันผุได้ และอาจเป็นคนโกรธง่าย ไม่มีสมาธิในสิ่งที่ทำอยู่
แหล่งข้อมูล
นิตยสาร ELLE ฉบับกุมภาพันธ์ 2548 No. 124
นิตยสารเกษตรศาสตร์ ฉบับที่ 59 พฤษภาคม 2548


สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป