ขยายหน้าจอ
  • 2494เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

[สุขภาพ]'สมองเสื่อมเอ็มซีไอ' อาการหลงลืมวัย 50 [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์openpassorn
 

วงการแพทย์กำลังค้นหาวิธีป้องกันและรักษาอาการสมองเสื่อมอย่างอ่อนๆ ซึ่งมักเกิดกับคนที่มีอายุในวัย 50 ปีขึ้นไป ซึ่งทำให้คนไข้มักหลงลืม และอาจเป็นสัญญาณแรกของโรคสมองเสื่อม
อาการสมองเสื่อมอย่างอ่อนๆ หรือ mild cognitive impairment (MCI) ทำให้คนไข้มีอาการขี้หลงขี้ลืม แต่ยังดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติได้ คนในช่วงวัย 60 กลางๆ จะมีอาการเช่นนี้ราว 1 ใน 5 และอาจเริ่มมีอาการตั้งแต่ช่วงวัย 40-50 แต่จำนวนผู้มีอาการในกลุ่มนี้จะมีน้อยกว่า

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเซาท์แคโรไลนา ระบุว่า สัญญาณแรกๆ ของปัญหาเกี่ยวกับความจำมักเริ่มในช่วงต้นวัย 50ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าคนคนนั้นอาจเป็นโรคสมองเสื่อมได้ในระยะเวลาต่อไป
นักวิจัยพบว่า ราวครึ่งหนึ่งจะมีอาการพัฒนาจากเอ็มซีไอไปเป็นโรคสมองเสื่อม และอีกครึ่งหนึ่งจะสามารถดำเนินชีวิตได้ต่อไปตามปกติ และราว 1 ใน 4 ความจำจะกลับมาดีขึ้น
วงการแพทย์ยังไม่รู้ว่าทำไมอาการจึงมีได้หลากหลายเช่นนี้ แต่นักวิจัยกำลังพยายามค้นคว้าตัวยา ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เอ็มซีไอพัฒนาไปเป็นโรคสมองเสื่อม
ความยากลำบากในการวินิจฉัยเอ็มซีไอก็คือ มันมีอาการแบบเดียวกับการสูญเสียความจำ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคนเราแก่ตัวลง เพียงแต่อาการหลงลืมจะเกิดขึ้นบ่อยกว่า และลืมอย่างสนิท
รายงานซึ่งตีพิมพ์ใน Journal of the American Geriatrics Socirty บอกว่า อาการหลงลืมทั่วไป เช่น นึกไม่ออกว่าเอากุญแจรถไปวางไว้ตรงไหน ไม่ใช่สัญญาณของเอ็มซีไอ แต่อาการจะเป็นว่านึกไม่ออกว่าจะไปทางไหนบนถนนที่ตัวเองคุ้นเคย
นักวิจัยของสถาบันว่าด้วยภาวะชราแห่งชาติในสหรัฐ ได้ออกคำชี้แนะในการวินิจฉัยอาการเอ็มซีไอ โดยชี้ว่า คนไข้ที่เสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมจะมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย นึกไม่ออกว่าของสิ่งนี้เรียกว่าอะไร หรือมองภาพรวมของสถานการณ์ไม่ได้
ในอังกฤษ แพทย์มีวิธีทดสอบอาการเอ็มซีไอโดยให้คนไข้ตอบคำถาม 30 ข้อ เช่น คำถามเกี่ยวกับวันเดือนปี การสะกดตัวอักษร การนับเลขถอยหลัง และการให้จดจำกลุ่มคำ
ดร.แอนน์ คอร์เบ็ต แห่งสมาคมวิจัยโรคอัลไซ เมอร์ในอังกฤษ บอกว่า นักวิจัยกำลังหาคำอธิบายว่า ทำไมบางคนได้พัฒนาอาการไปสู่โรคสมองเสื่อม แต่บางคนไม่เป็นโรคนี้
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์เปิดเผยว่า การสแกนสมองของคนที่มีอาการเอ็มซีไอ จะช่วยทำนายได้ว่าใครมีแนวโน้มจะเป็นโรคอัลไซเมอร์
ทีมวิจัยซึ่งนำโดยศาสตราจารย์คาร์ล เฮอร์โฮลซ์ ได้ศึกษาคนที่มีสุขภาพดี 44 คน คนไข้อัลไซเมอร์ 40คน และคนที่มีอาการเอ็มซีไอ 94 คน โดยการสแกนได้ตรวจวัดว่า สมองของอาสาสมัครมีการเผาผลาญกลูโคสอย่างไร ซึ่งเป็นเครื่องบอกถึงการทำงานของสมองพบว่า คนที่มีอาการเอ็มซีไอ ซึ่งผลการสแกนพบการเผาผลาญกลูโคสได้ไม่ดี จะพัฒนาไปเป็นโรคอัลไซเมอร์นักวิจัยในอังกฤษกำลังค้นคว้าตัวยาที่จะบำบัดอาการสมองเสื่อมอย่างอ่อนๆ ด้วย
ดร.คอร์เบ็ตบอกว่า แม้เราไม่สามารถรักษาโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มโรคสมองเสื่อมได้ แต่เราหวังว่าจะรักษาโรคสมองเสื่อมที่เชื่อมโยงกับการทำงานของหลอดเลือดหัวใจได้
โรคสมองเสื่อมที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดหัวใจนั้น เกิดขึ้นเพราะเนื้อเยื่อสมองเสียหายหรือถูกทำลาย เพราะมีออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ซึ่งคนไข้มักเริ่มด้วยอาการเอ็มซีไอก่อน ในบางกรณีเอ็มซีไออาจเป็นสัญญาณแรกที่ฟ้องว่าสมองของคนไข้ขาดออกซิเจน
"การดูแลเรื่องความดันโลหิตและคอเลสเตอรอล จะช่วยป้องกันหรือชะลอโรคสมองเสื่อมที่เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจได้" ดร.คอร์เบ็ตบอก
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ในสหรัฐ พบว่า การให้ยาแก้โรคลมชัก (levetiracetam) แก่คนไข้ที่มีอาการเอ็มซีไอ ช่วยให้คนไข้จดจำได้ดีขึ้น
เข้าใจกันว่า ในคนไข้ที่มีอาการเอ็มซีไอนั้น สมองส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการจำ ได้พยายามชดเชยพลังที่เสื่อมถอยด้วยการทำงานเกินขนาด ทำให้เกิดอาการสับสน คล้ายเกิดพายุกระแสไฟฟ้าต่ำๆ ภายในสมอง ยาตัวนี้ได้ลดปฏิกิริยาทางไฟฟ้าดังกล่าว ผลดีในทำนองเดียวกันยังพบได้ในการใช้ยาลิเธียม ซึ่งใช้รักษาอาการคลุ้มคลั่งและโรคซึมเศร้าด้วย
ศาสตราจารย์โจนาธาน เซ็กเกิล แห่งมหาวิทยาลัยเอดินบะระ กำลังพัฒนายาอีกตัวหนึ่ง เขาเชื่อว่าอาการเอ็มซีไอ มีสาเหตุส่วนหนึ่งจากความเครียดในชีวิตสมัยใหม่ ซึ่งทำให้สมองต้องทำงานหนัก ฮอร์โมนความเครียดจึงสูงตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้สมองส่วนฮิปโปแคมปัสเสียหาย ตัวยาของเขาคือ UOE1961จะช่วยป้องกันสมองจากความเสียหายนี้
แต่ ดร.คอร์เบ็ตบอกว่า การใช้ยาควรเป็นทางเลือกสุดท้าย การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุด นั่นคือ การออกกำลังกาย ซึ่งจะลดความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมได้ 50% ในคนที่มีอาการเอ็มซีไอ นอกจากนี้ควรตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เช่น ความดันโลหิต คอเลสเตอรอล และเบาหวาน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยง
ถ้าไม่แน่ใจว่าตัวเองมีอาการสมองเสื่อมอย่างอ่อนๆ หรือไม่ ขอแนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์


ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป