ขยายหน้าจอ
  • 2223เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

[แก่นพุทธศาสนา]คติธรรมนี้รวบรวมแก่นธรรมอันสําคัญยิ่งทางพุทธศาสนา [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 

จิต,อีกทั้งทวารทั้ง๕ ที่ส่งออกไปฟุ้งซ่านปรุงแต่ง            
ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการผัสสะ ย่อมยังให้เกิดเวทนาต่างๆขึ้น เป็นธรรมดา
อันเวทนาที่ย่อมเกิดขึ้นเหล่านี้นั่นแล              อาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาขึ้น
อันเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์อุปปาทานอันแสนเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายยิ่งกว่าทุกข์โดยธรรมชาติ  อีกทั้งยังประกอบด้วยการวนเวียนปรุงแต่งเป็นระยะโดยที่ไม่สามารถหยุดได้อีกเสียด้วย
คติธรรมนี้รวบรวมแก่นธรรมอันสําคัญยิ่งทางพุทธศาสนา
อันเมื่อบริกรรม ท่องบ่น  เพื่อเป็นเครื่องรู้  เครื่องระลึก  เครื่องเตือนสติ  เครื่องพิจารณา
อันพึงมีความเข้าใจในความหมายของธรรมเหล่านี้ด้วย  จึงจักยังผลอันยิ่งใหญ่   อันมี
อิทัปปัจจยตา
    

แสดงหลักธรรมอิทัปปัจจยตาที่มีใจความอันสำคัญยิ่ง อีกทั้งเป็นจริงทุกกาลสมัยว่า

เพราะเหตุนี้มี
    

ผลเหล่านี้จึงเกิดขึ้น

เพราะเหตุนี้ดับ
    

ผลนี้จึงดับ

ปฏิจจสมุปบาท: เวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา หมายถึงเมื่อเกิดเวทนาขึ้นแล้ว อาจเกิดตัณหาชนิดความทะยานอยาก(ภวตัณหา) หรือความไม่อยาก(วิภวตัณหา)ต่อเวทนาต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านั้น  เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความทุกข์ชนิดประกอบด้วยอุปาทานอันแสนเร่าร้อน เผาลน กระวนกระวายขึ้น

สังขาร อันเกิดจาก อาสวะกิเลส เป็นเหตุปัจจัยร่วมกับ อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด ทุกข์อุปาทาน (รายละเอียดใน ปฏิจจสมุปบาท)

อริยสัจ ๔  ทุกข์อันมี ทุกขอริยสัจ และทุกข์อุปาทานอันเป็นทุกข์  
    
สมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์ นิโรธคือการพ้นทุกข์   มรรคคือทางปฏิบัติให้พ้นไปจากทุกข์

สติปัฏฐาน๔ : ทางสายเอกในการปฏิบัติ  อันควรปฏิบัติในการดำเนินชีวิตประจำวัน  กล่าวคือ เห็นธรรมใดคือสติระลึกรู้เท่าทันในธรรมคือในกาย หรือ เวทนา หรือจิต หรือธรรมใดก่อน ก็ปฏิบัติไปตามธรรมนั้นๆ อันมี

สติเห็นเวทนา หรือ เวทนานุปัสสนา(สติระลึกรู้เท่าทันในเวทนา) ในสติปัฏฐาน ๔, อันคือมีสติรู้เท่าทันอย่างเข้าใจในเวทนา

สติเห็นจิตคือจิตตสังขาร(คิด,โทสะ ฯ.) หรือ จิตตานุปัสสนา (สติระลึกรู้เท่าทันในจิตตสังขาร) ในสติปัฏฐาน๔ อันคือสติรู้เท่าทันอย่างเข้าใจในจิตที่หมายถึงจิตตสังขาร(ราคะ, โทสะ, ฟุ้งซ่าน, หดหู่ ฯลฯ หรือความคิด, ความนึก)

สติเห็นกาย หรือ กายานุปัสสนา (สติระลึกรู้เท่าทันในกาย) ในสติปัฏาน๔ อันคือฝึกสติและมีสติรู้เท่าทันอย่างเข้าใจใน กายหรือกายสังขาร เช่น สักว่าธาตุ๔ ฯลฯ.

สติเห็นธรรม ดังเช่น ธรรมานุปัสสนา(สติระลึกรู้เท่าทันในธรรม) ในสติปัฏฐาน๔ หรือสติเห็นปฏิจจสมุปบาท  สติเห็นคือรู้เท่าทันและเข้าใจในธรรมดังกล่าวเพื่อเป็นเครื่องรู้  เครื่องระลึก  เครื่องเตือนสติ  อีกเพื่อให้เกิดปัญญาญาณ(สัมมาญาณ) อันสําคัญยิ่งในการปฏิบัติเพื่อการดับไปแห่งทุกข์

     เมื่อมีสติรู้เท่าทันในธรรมทั้ง๔ คือกาย หรือเวทนา หรือจิต หรือธรรม กล่าวคือสิ่งใดสิ่งหนึ่งในธรรมทั้ง๔ นี้ที่บังเกิดขึ้นนั้นๆแล้ว  ก็ให้ไม่ยึดมั่น หมายมั่นในสิ่งนั้นๆดังปรากฏในสติปัฏฐาน๔ ด้วยอาการของการเป็นกลางวางทีเฉย(อุเบกขา) โดยการปฏิบัติก็คือ การไม่เอนเอียงไปแทรกแซงคิดนึกปรุงแต่งในเรื่องหรือกิจที่สติเท่าทันนั้นๆ  แม้ทั้งทางดีหรือชั่ว อันหมายถึงไม่ยึดมั่นถือมั่นใดๆ  กล่าวคือไม่ไปยึดแม้ทั้งในด้านดี(กุศล)หรือด้านร้าย(อกุศล)ในเรื่องนั้นๆ   เพราะต่างล้วนเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันให้เกิดการปรุงแต่งจนๆเกิดเวทนาต่างๆขึ้น อันอาจเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา อันยังให้เกิดทุกข์อุปาทานอันเร่าร้อนเผาลนขึ้นในที่สุดโดยไม่รู้ตัว อันดำเนินเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง


สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
สามารถอัพโหลดไฟล์แนบ สำหรับโพสได้
 
ถอยกลับ ถัดไป