ขยายหน้าจอ
  • 5384เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

โรคมาลาเรีย (Malaria Flu) ประวัติของโรคมาลาเรีย มาลาเรียคืออะไร [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์openpassorn
 

การค้นพบเจ้ามาลาเรีย
รางวัลโนเบล สาขาการแพทย์ ได้มาจากโรคมาลาเรีย จากแพทย์ชื่อ ross
ในปี พ.ศ. 2423 Charles-Louis-Alphonse Laveran แพทย์ทหารชาวฝรั่งเศส ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่ที่ประเทศ Algeria ได้สังเกตเห็นเชื้อมาลาเรียในเลือดของคนป่วย โดยใช้กล้องจุลทรรศน์ แต่ Laveran ก็ไม่รู้ว่าเชื้อโรคที่เขาเห็นมาจากแหล่งใด ความลึกลับเกี่ยวกับที่มาของมาลาเรียได้ถูกเปิดเผยเป็นครั้งแรก โดย Ronald Ross ผู้เป็นนักจุลชีววิทยาชาวอังกฤษ ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล Hyderabad ในประเทศอินเดีย เมื่อ Ross สามารถพิสูจน์ได้ว่าเชื้อพยาธิที่ Laveran เห็นนั้นมาจากการที่คนถูกยุงก้นปล่องกัด ผลการพบนี้ทำให้ Ross ได้รับรางวัลโนเบล สาขาการแพทย์







และหลังจากนั้นการแพทย์ก็พัฒนามากขึ้นจนรู้แล้วว่า สิ่งใดเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดโรคมาลาเรีย
ประวัติของโรคมาลาเรีย
ประวัติศาสตร์ของชาว Sumerian และจีน รวมทั้งรายงานของกวี Homer และ Aristotle ต่างได้กล่าวถึงการระบาดและคุกคามของมาลาเรีย ในสมัยเมื่อ 1,500 ปีก่อน แพทย์กรีกชื่อ Hippocrates ได้พบว่า มาลาเรียเป็นโรคชนิดหนึ่งที่มีสาเหตุจากการที่ผู้ป่วยใช้ชีวิตใกล้ชิดกับบริเวณที่มีน้ำนิ่ง แต่ Hippocrates ไม่รู้ว่ามันมีสาเหตุมาจากยุง โรมในอดีตเมื่อ 700 ปีก่อนก็เคยถูกคุกคามด้วยโรคมาลาเรีย จนกระทั่งแหล่งน้ำเน่าในเมืองถูกกำจัดหมด บุคคลสำคัญในสมัยนั้นที่เสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรียได้แก่ กวี Dante และสันตะปาปา Sixtus ที่ 5 ชาวโรมันในสมัยนั้นจึงได้ตั้งชื่อโรคร้ายนี้ว่า มาลาเรีย(malaria) ซึ่งมาจากการสนธิคำ mal ที่แปลว่าเสียกับคำ aria ที่แปลว่าอากาศ เพราะเขาเชื่อว่า อากาศเสียคือสาเหตุที่ทำให้คนเป็นโรคชนิดนี้        และในขณะเดียวกัน Giovanni Battista Grassi นักชีววิทยาชาว อิตาเลียน ก็ได้พบว่ายุงตัวเมีย Anopheles คือพาหะนำเชื้อมาลาเรีย ตามปรกติยุงเป็นแมลงที่มีลำตัวบอบบางและมีขนาดเล็ก ปีกมีจุดดำและขามีลักษณะเรียวงาม มีจะงอยปากที่เป็นท่อแหลมสำหรับดูดเลือดจากคนเพื่อเอาโปรตีนไปสร้างไข่ ยุงตัวเมียมักออกหาเหยื่อเวลากลางคืนเช่น เวลาเรานอนหลับหรือนั่งนิ่ง มันจะใช้จะงอยปากเจาะผิวหนังเพื่อหาเส้นโลหิตก่อนและพอพบ ปากที่แหลมของมันก็จะเจาะผ่านผนังเส้นเลือดทันที กระบวนการดูดเลือดคนทั้งเป็นนี้ ตามปรกติจะดำเนินไปโดยเหยื่อไม่รู้ตัว ทั้งนี้เพราะยุงจะถ่มน้ำลายออกมาสองสามหยด เพื่อทำหน้าที่เป็นยาชา ทำให้คนถูกยุงกัดไม่รู้สึกเจ็บ และน้ำลายของมันนี่เองที่มีเชื้อมาลาเรีย ซึ่งยุงได้เชื้อนี้จากคนที่มันไปกัดมาก่อน เมื่อเชื้อมาลาเรียเข้าร่างกายคน มันก็จะเดินทางไปที่ตับเพื่อพำนักนานเป็นอาทิตย์ และเจริญเติบโตและพอมันเจริญเติบโตเต็มที่ เซลล์ตับที่ได้รับเชื้อก็จะแตกเพื่อปลดปล่อยเชื้อสู่สายเลือด จากนั้นเชื้อก็จะไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง กระบวนการสังหารเซลล์เม็ดเลือดแดงก็จะเริ่มอีก เพราะอีก 2-3 วันต่อมา เซลล์เม็ดเลือดแดงจะแตกอีก เพื่อปลดปล่อยเชื้อจำนวนมหาศาลออกมาอีก ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นมาลาเรียระดับรุนแรง เชื้อมาลาเรียจำนวนมากมหาศาลอาจอุดเส้นเลือดในสมอง ทำให้สมองได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ส่วนเซลล์เม็ดเลือดแดงหากถูกเชื้อมาลาเรียทำลายมากก็จะมีผลทำให้คนคนนั้นเป็นโรคโลหิตจาง ณ วันนี้แพทย์รู้แล้วว่าไข้มาลาเรียเกิดจากเชื้อปรสิต สกุล Plasmodium 4 ชนิดได้แก่ falciparum, vivax, ovale และ malaria โดย falciparum จะทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงทุกชนิด ไม่ว่าเซลล์จะแก่หรืออ่อน แต่ vivax, ovale และ malaria นั้น จะฆ่าเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดแดงที่อ่อนเท่านั้น และตามปรกติ Anopheles จะชอบออกไข่ในน้ำนิ่งเช่น น้ำที่ขังในกะลามะพร้าว ในยางรถยนต์ หรือแม้แต่ในแอ่งเล็กๆ ที่เป็นรอยเท้าของวัว หรือตามบริเวณน้ำครำในสลัม

การกำจัดโรคมาลาเรีย
ดังนั้นวิธีหนึ่งที่เราจะช่วยกำจัดมาลาเรียคือ ทำลายแหล่งน้ำนิ่งทั้งในและนอกบ้านให้หมดสิ้น องค์การอนามัยโลกได้รายงานว่า ทุกปีพลโลก 400 ล้านคน จะล้มป่วยเป็นไข้และมีอาการหนาวสั่นด้วยโรคมาลาเรีย และคน 2 ล้านคน จะเสียชีวิตด้วยโรคนี้ นั่นคือในทุก 30 วินาที จะมีคนตายด้วยโรคมาลาเรีย 1 ศพ
องค์การสหประชาชาติยังได้รายงานอีกว่า เหยื่อของโรคนี้ส่วนมากมักเป็นเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ขวบ(ระวังบุตรหลานคุณด้วยนะครับ เรื่องโรคมาลาเรีย)
โดยเฉพาะในกรณีครอบครัวที่ยากจน เหตุการณ์เสียชีวิตจะมีโอกาสเป็นไปได้สูง มาลาเรียจึงแตกต่างจากเอดส์ตรงที่เด็กมักเป็นมาลาเรีย แต่ผู้ใหญ่มักเป็นเอดส์ ในสมัยก่อนเวลาประเทศเขตร้อนมีการระบาดของมาลาเรีย นักล่าอาณานิคมจะพากันถอยหนี แต่มาวันนี้การหลบลี้ถอยหนีก็ยังคงมีอยู่
เมื่อบรรดาประเทศที่ร่ำรวยไม่ศรัทธาการวิจัยหาวัคซีนป้องกันมาลาเรีย เพราะเชื่อว่าถึงแม้โลกจะมีวัคซีนมาลาเรียใช้ แต่ผู้คนในประเทศที่ยากจนก็ไม่มีปัญญาหาเงินมาซื้อวัคซีนมาฉีดป้องกันตนเองได้ สำหรับคนยากจนที่ได้เงินจากการทำงานเป็นวัน เวลามีใครล้มป่วยด้วยโรคมาลาเรีย มาลาเรียจะทำให้เงินรายได้ที่จุนเจือครอบครัวลดลง เด็กทารกที่ป่วยเป็นมาลาเรียหากไม่ตาย การพัฒนาการด้านสมองจะไม่สมบูรณ์ สำหรับสตรีมีครรภ์หากได้รับเชื้อมาลาเรีย ลูกที่คลอดจะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติและอาจพิการด้วย
ในประเทศใดที่มีมาลาเรียระบาด การท่องเที่ยว การค้าขาย และเงินรายได้จากนักทัศนาจรจะลดลงทันตาเห็น ดังนั้น เราจึงเห็นได้ว่าประเทศที่กำลังพัฒนาจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยเฉพาะประเทศแถบทะเลทราย Sahara เวลามาลาเรียระบาดหนัก คนยากจนจะไม่มีเงินซื้อยามารักษาตน พอเวลาลูกตายพ่อแม่ที่ต้องการแรงงานลูกก็จะมีลูกอีกเพื่อทดแทนลูกที่จากไป อัตราการเกิดของประชากรในบริเวณนั้นจึงสูง มีผลทำให้สุขภาพของมารดาทรุดโทรม และลูกมากจะทำให้ครอบครัวต้องทุ่มเงินให้การศึกษาของลูกมากตามไปด้วย ความจริงจึงมีว่าสถานที่ใดที่มาลาเรียรุ่งโรจน์ ในสถานที่นั้นมนุษย์จะมีชีวิตอยู่อย่างไร้คุณภาพทันที สำหรับมาตรการป้องกันการระบาดของมาลาเรียนั้น นอกจากเราจะใช้วิธีทำลายบริเวณที่มีน้ำนิ่งแล้ว ชาวบ้านที่ยากจนก็สมควรกางมุ้งที่ได้รับการพ่นยาฆ่าแมลง และกินยาทันทีเวลารู้สึกป่วย ซึ่งกระบวนการป้องกันง่ายๆเช่นนี้สามารถป้องกันได้ดีระดับหนึ่ง แต่ก็มีวิธีอื่นๆ อีกที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการควบคุมการระบาดของมาลาเรีย วิธีนั้นก็คือการจัดการสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นเช่น โดยการปรับปรุงคุณภาพของสถานอาศัย การพัฒนายาฆ่ายุงและการพยายามกำจัดยุง เป็นต้น แต่ผลก็ปรากฏว่า ทุกวันนี้เชื้อมาลาเรียกำลังดื้อยา จึงมีผลทำให้การรักษาทำได้ยากขึ้น ดังนั้น วิธีอ้อมที่จะทำให้จำนวนผู้ป่วยลดจำนวนคือ กำจัดความยากจนของคน และวิธีตรงนั้นคือ การพึ่งพาความร่ำรวยของกองทุน Bill และ Melinda Gates
ในการสนับสนุนการวิจัยโรคมาลาเรียด้วยเงิน 4,600 ล้านบาท
เพื่อให้ประชาชนได้ข้อมูลและมีวัคซีนป้องกันตนเอง และได้ยาสำหรับรักษา ในปี พ.ศ. 2544 ที่ผ่านมานี้ องค์การ สหประชาชาติได้มีมติจัดตั้งกองทุนสู้เอดส์ มาลาเรียและวัณโรคแล้วด้วยเงิน 4,500 ล้านบาท ซึ่งก็นับว่าน้อย เพราะผู้เชี่ยวชาญเรื่องมาลาเรียคิดว่า ถ้าจะกำจัดมาลาเรียให้หมดทวีปแอฟริกา โลกต้องลงทุนอย่างน้อย 90,000 ล้านบาททุกปี ทุกวันนี้ การศึกษาวิจัยวัคซีนและยารักษามาลาเรียกำลังรุดหน้ามาก และโลกก็ได้ให้ความสนใจมาลาเรียมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากสถิติการลงทุนวิจัยเรื่องนี้เมื่อ 10 ปีก่อน สถาบันอนามัยแห่งชาติ (National Institute of Health) ของสหรัฐอเมริกาลงทุนวิจัยมาลาเรีย 400 ล้านบาท ในขณะที่การวิจัยเอดส์ได้รับเงินสนับสนุนมากกว่า 100 เท่า ในอนาคตองค์การอนามัยโลกก็มีแผนจะลดจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคมาลาเรียให้ได้ถึง 50% ในอีก 8 ปี นอกจากปัญหาด้านเงินที่กำลังได้รับการแก้ไขแล้ว ปัญหาเกี่ยวกับการรู้รหัสพันธุกรรม (genome) ของเชื้อ Plasmodium falciparum ก็กำลังจะหมดไปเช่นกัน
เพราะขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ได้รู้ข้อมูลนี้อย่างสมบูรณ์ แล้วและกำลังจะรู้ว่าเชื้อมาลาเรียทำลายชีวิตคนอย่างไร และนักวิทยาศาสตร์ควรสร้างยาและวัคซีนอย่างไร ย้อนอดีตไปเมื่อ 50 ปีก่อนนี้ องค์การอนามัยโลกได้เคยตั้งความหวังจะกำจัดมาลาเรียให้หมดโลก เพราะคิดว่าเมื่อประเทศตะวันตกไร้มาลาเรียรบกวนโลกก็ควรปลอดมาลาเรียด้วย แต่เหตุการณ์กลับเป็นว่าโลกก็ยังไม่ปลอดภัย ทั้งนี้เพราะความจนและพฤติกรรมบริโภคอาหารที่ไม่สมดุลของผู้คน การมีบ้านพักที่ไม่ถูกสุขลักษณะ การมีระบบสาธารณสุขที่ไร้ประสิทธิภาพทั้งหลายทั้งปวงนี้คือเหตุผลที่ทำให้มาลาเรียระบาดอย่างไม่รู้จบ
ดังที่เห็น ถึงกระนั้นแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ก็ยังคิดว่าวัคซีนมาลาเรียเป็นวิธีกำจัดมาลาเรียที่ดีที่สุด ส่วนยารักษามาลาเรียนั้นก็มีวิวัฒนาการของมันเช่นกัน เช่นเมื่อ 400 ปีก่อน ในประเทศเปรูคนที่เป็นมาลาเรียจะได้รับ quinine ซึ่งเป็นสารที่สกัดได้จากเปลือกของต้น cinchona ถึงแม้ยานี้จะทำให้ผู้ป่วยหายไข้ในสมัยนั้น แต่ยาก็ไม่ปลอดภัยสำหรับสตรีมีครรภ์ แต่มาถึงวันนี้ ยา quinine ก็ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะเชื้อมาลาเรียได้พัฒนาตนจนมีภูมิต้านทานยาแล้ว ส่วนยา mefloquine หรือ sulfadoxine-pyrimethamine รวมทั้ง chloroquine ก็ใช้ไม่ได้ผล ซึ่งนั่นก็แสดงว่าธรรมชาติยังสามารถพิชิตวิทยาศาสตร์ได้ (ในบางประเด็น)
ส่วนยาจิงเฮาซู quinghaosu ที่สกัดได้จาก artemisinin นั้นก็น่าสนใจ เพราะเป็นยาที่ชาวจีนใช้รักษาไข้มาลาเรียมานานร่วม 2,000 ปี แต่ยาชนิดนี้มีราคาแพง องค์การอนามัยโลกซึ่งต้องการยาดีและมีราคาถูกด้วย จึงต้องหาตัวยาใหม่เช่น ยา artesunate เป็นต้น ความยากลำบากในการค้นหาวัคซีนต่อสู้มาลาเรียเกิดจากการที่เชื้อโรคชนิดนี้แปลงตัวปลอมตนได้ตามอายุของมัน เช่น ในระยะที่มันอยู่ในลำไส้ของยุงมันจะมีรูปร่างหนึ่ง แต่พอมันเข้าไปอาศัยในตับคน มันก็จะเปลี่ยนรูปร่าง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 นี้ M.Gardner แห่ง Institute for Genomic Research ที่ Rockirlle ในรัฐ Maryland ของสหรัฐอเมริกาได้แถลงว่า 6 ปีแห่งความพยายาม และเงิน 872 ล้านบาท ได้ทำให้เขาและคณะรู้รหัสพันธุกรรมของ P.falciparum เรียบร้อย ผลพวงที่ได้จากโครงการนี้แสดงให้เห็นว่า เชื้อมาลาเรียมักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในตับและเม็ดเลือด ซึ่งเป็นบริเวณที่ระบบภูมิคุ้มกันเข้าไปไม่ถึง ความสามารถในการเปลี่ยนโปรตีนในตัวมันได้อย่างน้อย 50 รูปแบบ ทำให้มันสามารถเลือกใช้วิธีการโจมตีเซลล์เม็ดเลือดแดงได้ถึง 50 วิธี มนุษย์จำต้องสู้มาลาเรีย เพราะถ้าเราสู้มันไม่ได้ เราก็จะถูกมาลาเรียกำจัด แทนที่เราจะกำจัดมัน


หน้าร้อนหรือหน้าใหนก็ต้องระวัง เพราะว่าเป็นฤดูที่เชื้อโรคทำงานได้ดีขึ้นกว่าฤดูอื่นๆ

กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป