ขยายหน้าจอ
  • 1713เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

[สุขภาพ]รู้จักกิน-รู้จักอยู่ เคล็ดสู้ร้อนตับแลบ [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 


ช่วงนี้ไปไหนมาไหนก็จะได้ยินเสียงบ่นอากาศร้อน โดยเฉพาะวันที่ 26-27 เมษายนคาดว่าหลายพื้นอากาศจะร้อนจัดทำให้มีความชื้นสัมพัทธ์สูงเหงื่อไม่สามารถระเหยและพาความร้อนออกจากร่างกายได้เสี่ยงเป็นโรคลมแดดและอีกหลายโรคเคราะห์หามยามร้ายอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เหล่าคุณหมอจึงออกเตือนประชาชนให้ดูแลสุขภาพให้ดีกับฤดูร้อนนี้

คุณหมอมาลินี สุขเวชวรกิจ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) บอกว่า ระยะนี้สภาพอากาศร้อนมาก ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการตากแดดเป็นเวลานานเพราะเสี่ยงจะเป็นโรคลมแดดหรือฮีตสโตรก (Heat Stroke)ส่วนนักกีฬาหรือประชาชนที่เล่นกีฬากลางแจ้งก็ต้องระมัดระวังเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมและควรดื่มเกลือแร่ให้เพียงพอกับการสูญเสียน้ำในร่างกายส่วนเรื่องอาหารการกินควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกหรืออาหารที่ไม่ทิ้งไว้นาน เพราะอากาศร้อนทำให้แบคทีเรียโตเร็ว อาหารบูดง่ายหากไม่ระวังจะทำให้ท้องร่วงได้ขอเตือนผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำอย่างผู้สูงอายุ เด็กและผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับภูมิต้านทานหากสัมผัสทั้งอากาศเย็นและร้อนสลับกันบ่อยๆอย่างอยู่ในห้องแอร์และออกไปเจอแดดร้อนๆ และกลับมาห้องแอร์อีกจะทำให้เป็นหวัดหรือเกิดโรคแทรกซ้อนได้
"อากาศที่ร้อนอาจทำให้เชื้อโรคบางชนิดโตเร็วขึ้น ดังนั้นหลายๆโรคจึงเกิดขึ้นได้ง่าย ประชาชนจึงควรดูแลสุขภาพให้ดีและนอกจากโรคภัยแล้วยังจะเกิดพายุฤดูร้อนขึ้นอีก ดังนั้นต้องระมัดระวังป้ายต่างๆ และต้นไม้ที่อาจล้มลงมา อย่างไรก็ตามกทม.ได้มีมาตรการเตรียมไว้ทั้งการป้องกันอัคคีภัยและตัดกิ่งต้นไม้ใหญ่ทั่งกรุงเทพฯแล้ว"พญ.มาลินีกล่าว
ส่วน คุณหมอพรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรคบอกว่า ในช่วงกลางวันเวลาประมาณ 13.00 น. ถึง 16.00 น.จะเป็นช่วงที่อุณหภูมิอากาศร้อนที่สุด โดยเฉพาะเวลาประมาณ 14.00 น.จะเป็นช่วงเวลาร้อนที่สุดของวันประชาชนอาจได้รับความร้อนมากจนเกินไปและเกิดภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง6 กลุ่ม ได้แก่ 1.เด็กแรกเกิดถึงอายุ 4 ขวบ 2.ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65ปีขึ้นไป 3.ผู้ที่เป็นโรคอ้วนหรือมีน้ำหนักตัวมาก4.คนป่วยหรือผู้ทานยาเป็นประจำ5.ผู้ที่ต้องทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้งเป็นเวลานานๆ และ6.ผู้ที่ดื่มสุราหรือเบียร์ในขณะที่มีสภาพอากาศร้อน จะเสี่ยงต่อการป่วยด้วย4 โรคสำคัญ ได้แก่1.โรคลมแดดหรือฮีต สโตรก (Heat Stroke)2.โรคเพลียแดด(Heat Exhaustion) 3.โรคตะคริวแดด (Heat Cramps) และ 4.ผิวหนังไหม้แดด(Sunburn) ที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตคือโรคลมแดด
อาการสำคัญของแต่ละโรคมีดังนี้
1.โรคลมแดดหรือฮีต สโตรก อาการที่สังเกตง่ายคือผิวหนังจะแดงร้อน และแห้งไม่มีเหงื่อหากวัดปรอททางปาก อุณหภูมิจะสูงเกิน 40องศาเซลเซียส หรือ 103 องศาฟาเรนไฮต์ ผู้ป่วยชีพจรเต้นแรงและเร็วมีอาการคลื่นไส้สับสน ไม่รู้สึกตัว ในการช่วยเหลือเบื้องต้นให้นำผู้ป่วยเข้าที่ร่มทันทีและใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวหรือแช่ตัวในน้ำเย็น ในรายที่มีอาการหนักอาจจะใช้ผ้าชุบน้ำเย็นห่อตัวไว้ และรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีไม่เช่นนั้นอาจเสียชีวิตได้
2.โรคเพลียแดด จะมีอาการเหงื่อออกมากหน้าซีด ปวดหัววิงเวียน คลื่นไส้หรืออาเจียนผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยอ่อนแรงหรือเป็นลมผู้ป่วยประเภทนี้จะมีอุณหภูมิในร่างกายสูงกว่า 37 องศาเซลเซียส แต่ไม่เกิน40 องศาเซลเซียส ในการช่วยเหลือคนที่เป็นโรคเพลียแดดให้ดื่มน้ำเย็นที่ไม่มีแอลกอฮอล์ผสม ให้พักอาบน้ำหรือเช็ดตัวด้วยน้ำเย็นหากเป็นไปได้ให้อยู่ในสถานที่ที่มีเครื่องปรับอากาศเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายและสวมเสื้อผ้าที่เบาสบาย อาการก็จะดีขึ้นเรื่อยๆและเป็นปกติได้เอง
3.โรคตะคริวแดด มักพบในผู้ที่ทำงานกลางแดดหรือออกกำลังกายหักโหม ขณะที่มีอากาศร้อนจะมีอาการปวดกล้ามเนื้อ หน้าท้อง แขนขามีอาการเกร็ง ผู้ป่วยต้องหยุดออกกำลังกายหรือหยุดใช้แรงทันทีเมื่ออาการดีขึ้นแล้วไม่ควรออกกำลังกายซ้ำภายใน 2-3 ชั่วโมงให้ดื่มน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มที่มีเกลือแร่หากเป็นไปได้ให้อยู่ในที่ที่มีเครื่องปรับอากาศหากอาการไม่ดีขึ้นใน 1 ชั่วโมงให้รีบไปพบแพทย์
4.ผิวหนังไหม้แดด เป็นอาการเบาที่สุดผิวหนังจะเป็นรอยแดงปวดแสบปวดร้อนเล็กน้อยหลังถูกแดด โดยทั่วไปอาการจะหายได้เองภายใน 1สัปดาห์ ในการดูแลหากผิวหนังไหม้แดด ขอให้หลีกเลี่ยงการออกแดดซ้ำและประคบด้วยความเย็น เช่น ผ้าเย็น กระเป๋าน้ำแข็ง ถุงเจลแช่เย็นและทาโลชั่นให้ความชุ่มชื้นบริเวณที่เป็นรอยไหม้หากมีตุ่มพุพองขึ้นห้ามเจาะ เพราะจะทำให้อักเสบได้
การป้องกันอันตรายจากอากาศร้อน
คุณหมอพรเทพแนะนำว่าต้องเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 แก้วหรือประมาณวันละ 2 ลิตร สวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อนไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายความร้อนได้ดี ใช้โลชั่นกันแดดที่มีค่าSPF 15 ขึ้นไปก่อนออกแดด 30 นาทีเด็กเล็กหรือคนชราที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยควรดูแลเป็นพิเศษโดยจัดให้อยู่ในสภาพแวดล้อมหรือห้องที่ระบายอากาศได้ดีอย่าเพิกเฉยต่อความรู้สึกร้อนหรือเหนื่อยเกินไปของเด็กและคนชราอย่าปล่อยให้เด็กหรือคนชราอยู่ในรถที่ปิดสนิทตามลำพัง หลีกเลี่ยงการกินยาแก้แพ้ลดน้ำมูก โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกายหรืออยู่กลางแดดเป็นเวลานานๆและหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด
ในกรณีที่ต้องทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง กลางแดดร้อน ขอให้ดื่มน้ำเย็น2-4 แก้วทุกชั่วโมงหากเสียเหงื่อมากให้ดื่มน้ำเกลือแร่ในช่วงที่อากาศร้อนจัดมากขอให้ประชาชนควรอยู่ในอาคาร ส่วนวิธีที่ดีที่สุดในการลดอุณหภูมิของร่างกายคือให้อาบน้ำหรือใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวและหากมีข้อสงสัยติดต่อได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข โทร.1422และศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค โทร.0-2590-3333
สำหรับอาหารการกิน
นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติเตือนให้ระวังอาหารพวกนมเนยและครีมเป็นของบูดเสียได้ง่ายเพราะในอุณหภูมิสูงจะทำให้มีเชื้อบางชนิดโตเร็ว เช่นเชื้อแบคทีเรียที่หมักนมจนเน่าเสียเหม็นเปรี้ยวได้ต้องดูว่าข้างในจะสอดไส้อะไรไว้ และขอให้ดูวันหมดอายุด้วยอาหารสอดไส้จำพวกไข่แดง ถั่ว ข้าวโพดธัญพืชต่างๆ ยกตัวอย่าง ขนมเปี๊ยะเก็บได้นานก็จริง แต่ต้องระวังเชื้อราที่มากับถั่วเพราะเสี่ยงมะเร็งตับจาก"อะฟลาท็อกซิน(Aflatoxin)"หรือท้องเสียจากเชื้อ "ซัลโมเนลล่า(Salmonella)"ในไข่เน่า และอาหารที่นิยมมากในหน้าร้อน คือข้าวเหนียวมะม่วงขนมจีนซาวน้ำ หรือจะเป็นแกงเขียวหวานและขนมน้ำกะทิแม้ว่ากะทิมีประโยชน์ที่ให้วิตามินอีและกรดไขมันดี แต่อยู่ในอากาศร้อนนานๆกะทิก็จะบูดง่าย ถ้ากินกะทิสดหรือกะทิกล่อง ก็ขอให้ทานสดๆที่เหลือเก็บใส่ตู้เย็นให้ดี
อาหารที่ควรต้องระวังอีกอย่างคือ ของทอดของมันการกินของมันช่วงหน้าร้อนเป็นการเพิ่มการอักเสบจริงๆเพราะในของมันส่วนใหญ่ทอดด้วยน้ำมันพืช เช่น กล้วยแขกข้าวเม่า มันฝรั่งข้าวโพดคั่ว ฯลฯ ในน้ำมันพืชมี "เคมีอักเสบ" อยู่คือกรดไขมันโอเมก้า 6มันจะทำให้ร่างกายไปกระตุ้นให้ยิ่งร้อนรุ่มหนักขึ้นส่วนของกระป๋องและของหมักดอง (Fermen tation organisms)หากทิ้งไว้ในอุณหภูมิสูงอาจมีเชื้อปนเปื้อนได้ง่าย
สำหรับของสดทั้งเปลือก อย่างผักดิบกินกับส้มตำ ขนมจีนหรือผลไม้สดจากรถเข็นใช้เขียงร่วมกัน ไม่ได้ห้ามรับประทานแต่ให้ระวังไว้เพราะเชื้อท้องร่วงอย่าง"ซัลโมเนลล่า","อี.โคไล"และอื่นๆอีกมาก อาจเข้าสู่ร่างกายได้ ทุเรียนและอาหารที่มีกลิ่นฉุนรุนแรง เช่นกระเทียม กุยช่าย หัวหอม สะตอกระถินทุเรียน ฯลฯ มีกำมะถันหรือสารซัลเฟอร์เป็นสารประกอบจะยิ่งเพิ่มความร้อนในร่างกายอาจทำให้เกิดอาการอักเสบหรือที่เรียกจนชินปากว่า "ร้อนใน" ได้ เทคนิคคือกินแล้วให้ดื่มน้ำตามมากๆแล้วอย่าเพิ่งไปออกกำลังกายมากนัก
ของเค็มก็เช่นเดียวกัน อย่าง "ข้าวแช่"ก็มีของเค็มอย่างลูกกะปิทอดหรือปลาป่นหวาน,กระเทียมดองผัดไข่, ไชโป๊วผัดอะไรทำนองนี้ล้วนแต่มี "ธาตุเค็ม(โซเดียม)"อยู่พอสมควรด้วยความเค็มทำให้ปัสสาวะบ่อยกระหายน้ำคนสมัยก่อนท่านจึงให้ดื่มน้ำตามด้วย"ข้าวแช่"ที่เย็นชื่นใจสำหรับท่านที่นิยมอาหารชาววังเก่าต้องระวังเรื่องกับข้าวแช่ให้ดีท่านที่ทานของเค็มอื่นช่วงหน้าร้อนก็ใช้น้ำดื่มดับเค็มเข้าไปมากๆจะทำให้สบาย ไม่ร้อนจัด
ไอศกรีม รวมไปถึงน้ำแข็งเย็น ไอศกรีมทุกประเภท จะเป็นโคนหรือรถเข็น จัดเป็นของโปรดทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในไอศกรีมที่มีครีมหรือกะทิ ต้องระวังการปนเปื้อนด้วยอีกทั้งน้ำแข็งในน้ำดื่มด้วยช่วยดูสักนิดว่ามีการแยกช่องระหว่างไอศกรีม,น้ำแข็งบริโภค และอาหารสดด้วยหรือไม่ รวมถึงให้ระวังการเปิดตู้เย็นบ่อยๆหรือร้านที่ชอบถอดปลั๊กตู้ไอศกรีมไว้เป็นระยะด้วย
คุณหมอย้ำว่า อาหารที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมด ไม่ได้ห้ามรับประทาน แต่ให้ระวังเพื่อความปลอดภัยของร่างกาย "กินได้แต่ไม่ควรมาก"
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป