ขยายหน้าจอ
  • 1532เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

'สิว' วัยแรกรุ่น [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 



แม้ใครๆจะพร่ำบอกว่าเรื่องสิวเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ในความรู้สึกของหนุ่มกวาง หนุ่มน้อยวัยใสชั้นมัธยมฯต้น การมีสิวเหมือนเป็นปัญหาชีวิตอันยิ่งใหญ่ที่จำต้องแบกรับไว้บนหน้า จนแทบไม่อยากไปโรงเรียนกวดวิชากันเลยทีเดียว




จะว่าไปแล้วเรื่องสิวก็เป็นเรื่องธรรมชาติจริงๆนั่นแหละถ้าหนุ่มสาววัยใสเข้าใจและเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิว (ไปสักระยะ) เพราะสิวเป็นสัญญาณของการแตกเนื้อหนุ่มสาว ซึ่งส่วนมากมักจะพบว่าหนุ่มน้อยสาวน้อยบ้านเราเริ่มมีสิวกันตั้งแต่อายุประมาณ 12-13 ปี และไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะจากสถิติทางการแพทย์พบว่าวัยรุ่นประมาณ 80% เคยเป็นสิวมาก่อน
สาเหตุของสิวเนื่องจากเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นฮอร์โมนเพศในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศแอนโดรเจน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานมากขึ้น เมื่อรูขุมขนบริเวณใบหน้า บริเวณอก และแผ่นหลังอุดตัน ไขมันที่ถูกสร้างจากต่อมไขมันระบายออกไม่ทันก็จะกลายเป็นอาหารอย่างดีแก่เชื้อแบคทีเรียบนผิวหน้า และทำให้เกิดการอักเสบตามมา
แต่ถ้าหนุ่มน้อยสาวน้อยต่างรู้จักดูแลตัวเองก็อาจลดโอกาสการเกิดสิวได้เหมือนกัน แต่หากเป็นสิวแล้วก็ไม่ต้องกังวลมากเกินไป เพราะถ้าเกิดความกังวล เดินผ่านใครหรือใครเดินผ่านมักจะเอามือปกปิด หรือเผลอตัวไปสัมผัสบริเวณนั้นตลอดเวลา กลับยิ่งกระตุ้นให้สิวเกิดการอักเสบเป็นหนอง การดูแลจะยุ่งยากขึ้นกว่าเดิม มีวิธีง่ายๆที่อยากจะแนะนำดังนี้
1.รักษาความสะอาดโดยล้างหน้าวันละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอ เนื่องจากสิวไม่ได้เกิดจากความสกปรกของฝุ่นผงในอากาศ เวลาล้างหน้าอย่าถูแรง พยายามหลีกเลี่ยงการใช้สครับล้างหน้าเพราะระคายผิว และหลีกเหลี่ยงการใช้สบู่หรือโฟมล้างหน้าทั่วไปที่มีฤทธิ์เป็นด่าง
2.หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารเคมีที่อาจทำให้เกิดสิว
3.หลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหน้าบ่อยๆ 4.อย่าบีบหรือแกะสิว เพราะจะทำให้เกิดรอยแผลเป็น ซึ่งรักษาให้หายได้ยากกว่าการรักษาสิว
5.อย่าปล่อยให้ผมยาวรุงรังปรกหน้า และอย่าปล่อยให้ผมมัน ควรงดใช้น้ำมันใส่ผม เจล สเปรย์
6.พยายามอย่าให้เครียด อย่าให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดหรือกังวล และพยายามอย่านอนดึก
7.กรณีผิวหน้ามันควรซับมันออกจากผิวหน้าด้วยกระดาษซับความมันบนใบหน้า
หากสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นจะสามารถลดปัญ หาเรื่องสิวได้อย่างแน่นอน การรักษาสิวด้วยยาทาและยารับประทาน จำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ตามขั้นตอนการรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรใจร้อน เพราะอาจต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งจึงจะเห็นผล การรักษาที่ไม่ต่อเนื่องอาจทำให้เกิดการดื้อยา มีผลทำให้การรักษายากยิ่งขึ้น และมีโอกาสเกิดการกลับเป็นซ้ำได้มากขึ้นด้วย


ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้วันสุข
เรื่องโดย : พญ.ศรีศุภลักษณ์ สิงคาลวนิช สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (ร.พ.เด็ก)
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป