ขยายหน้าจอ
  • 2104เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

[สุขภาพ]หวัด ไวรัส แบทีเรีย และหน้าร้อน เรื่องเล็กๆ ที่...ไม่เล็ก [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 


ท่ามกลางอากาศที่ร้อนและแสงแดดที่แผดเผาเปรี้ยงๆซึ่งอาจทำให้หลายคนตาลายเมื่อต้องออกจากที่ร่มไปเผชิญหน้ากับแสงแดดและอุณหภูมิที่สูงลิบในช่วงเที่ยงวัน ซึ่งผลที่ตามมาก็อาจทำให้หลายคนมีสภาวะขาดน้ำเมื่อตากแดดนานๆโดยไม่ได้รับการชดเชยน้ำที่สูญเสียไป จนถึงขั้นเป็นโรคลมแดดหรือที่เรียกว่า ฮีทสโตรกซึ่งเป็นอันตรายที่อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้หากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลที่ถูกวิธีและในเวลาที่ทันท่วงที


การระมัดระวังไม่ตากแดด ไม่อยู่ท่ามกลางแดดจ้านานๆหรือไม่อยู่ในสถานที่ที่อบอ้าวไม่มีอากาศถ่ายเทก็สามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคลมแดดได้ส่วนหนึ่งและอีกวิธีที่จะลดความเสี่ยงก็คือการทำร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอโดยการออกกำลังกาย

"การออกกำลังกายเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดอยู่แล้วการออกกำลังกายไม่ว่าอย่างไรก็ดีต่อสุขภาพทั้งนั้นเพราะทำให้ร่างกายแข็งแรงแต่การจะเป็นลมแดดหรืออาการอ่อนเพลียต่างๆ เมื่อเจอแดดนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วยอย่างบางคนอาจจะมีโรคประจำตัวอยู่แล้วและไปอยู่กลางแดดแม้จะไม่นานแต่ก็อาจทำให้เป็นโรคลมแดดได้เช่นเดียวกัน" ดร.วิโรจน์ ปองธนพิสิฐ (เภสัชศาสตร์ชีวภาพ) ไวรัสวิทยาและจุลชีววิทยาโมเลกุล ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายเมื่อถามถึงวิธีการป้องกันการเป็นโรคลมแดดในสภาวะอากาศร้อนเช่นนี้

ส่วน "โรคหวัดแดด" ที่มักได้ยินและได้เห็นกันบ่อยในระยะนี้ เดี๋ยวคนนั้นเป็นหวัด เดี๋ยวคนนี้เป็นหวัด

ดร.วิโรจน์อธิบายว่า การเป็นหวัดในหน้าร้อนไม่ได้เป็นเรื่องน่ากังวล ที่ควรจะให้ความระมัดระวังกลับเป็น "แบคทีเรีย" มากกว่าโดยเฉพาะแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคในทางเดินอาหาร ที่มักจะระบาดในหน้าร้อนซึ่งอาจทำให้เป็นโรคทางเดินอาหารจำพวกท้องเสียหรือท้องร่วงได้ซึ่งมีความแตกต่างจากเชื้อจำพวกไวรัสที่ไม่พบการระบาดในหน้าร้อนเนื่องจากไวรัสจะระบาดในสภาวะอากาศเย็น จึงมักจะพบการระบาดในหน้าหนาว

แต่การที่เกิดอาการไข้ขึ้นในคนที่ตากแดดหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งนานๆ นั้นดร.วิโรจน์บอกว่า น่าจะเป็นเพราะการที่ตากแดดนานๆ แล้วทำให้ร่างกายอ่อนแอซึ่งจะส่งผลให้ไวรัสโจมตีจึงทำให้มีอาการไข้ขึ้นมาไม่ได้มีสาเหตุมาจากการระบาดของไวรัสแต่อย่างใด

คนไข้บางคนนั้นเมื่อไปหาหมอแล้วจะต้องถูกเก็บเนื้อเยื่อหรือสารคัดหลั่งในส่วนต่างๆไปตรวจสอบหาไวรัส เพื่อที่ว่าคุณหมอจะได้รักษาได้อย่างถูกต้องแต่เมื่อกินยารักษาตัวไปสักระยะอาการกลับไม่ดีขึ้นก็จะบอกว่าคุณหมอให้ยาผิดหรือรักษาไม่ถูกวิธีบ้าง

ซึ่งความจริงนั้นการตรวจหาไวรัสในแต่ละตัวนั้นต้องใช้เวลาใช้อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์มากมาย โดยการตรวจสอบนั้นบางครั้งอาจไม่ครอบคลุมตรวจพบเพียงตัวเดียวทั้งๆ ที่ยังมีไวรัสอีกหนึ่งตัวแต่ไม่แสดงผลเพราะไม่มีปฏิกิริยากับอาหารที่ใช้เพาะไวรัสหรือสารเคมีที่ใช้ทดสอบ จนทำให้แพทย์ไม่สามารถรักษาได้อย่างถูกต้องและนำมาสู่ความล้มเหลวในการรักษา

ดร.วิโรจน์บอกว่า ปัจจุบันนั้นมีเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบไวรัสได้ทีละ18 ตัว พร้อมๆ กัน ซึ่งจะทำให้มีความแม่นยำเที่ยงตรงมากขึ้นโดยผลที่ออกมานั้นมีความจำเพาะของไวรัสสูงถึง 98 เปอร์เซ็นต์

ส่วนหลักการทำงานของเครื่องตรวจไวรัสชนิดนี้นั้น จะใช้หลักการ Multiplex PCR  (PCR : Polymerase Chain Reaction) คือวิธีการเพิ่มปริมาณชิ้นส่วนดีเอ็นเอที่มีความจำเพาะขึ้นในหลอดทดลองโดยทำปฏิกิริยาอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ในอัตรา 2nซึ่งภายหลังการทำปฏิกิริยาจะได้สายดีเอ็นเอใหม่จำนวนมาก

และใช้การย้อมสีไวรัส โดยใช้วิธี hybridization and detectionคือการจับคู่ระหว่างเม็ดสีที่อยู่ในเครื่องตรวจและความจำเพาะของไวรัสแต่ละชนิดที่สามารถเข้าคู่กันได้ซึ่งปัจจุบันนั้นเครื่องมือสามารถอ่านความแตกต่างของสีได้ถึงหนึ่งร้อยกว่าสีและเมื่อไวรัสถูกย้อมสีแล้วก็จะนำข้อมูลมาประมวลผลในเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อไป

ดร.วิโรจน์อธิบายเพิ่มเติมว่าเครื่องตรวจไวรัสนี้มีข้อดีคือ1.ลดระยะเวลาในการตรวจหาไวรัส เพราะสามารถตรวจได้พร้อมกันถึง 18 ตัว2.ลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากการตรวจแต่ละครั้งต้องใช้เครื่องมือทีละชุดการตรวจได้หลายชนิดพร้อมกันจึงถือว่าลดค่าใช้จ่ายไปได้มาก

3.ไม่สิ้นเปลืองตัวอย่างในการทดสอบซึ่งข้อนี้จะเป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ที่ตรวจไวรัสในระบบสมองเพราะต้องใช้การเก็บตัวอย่างจากน้ำในไขกระดูกสันหลังและการจะเก็บตัวอย่างได้ต้องใช้วิธีเจาะเข้าไปที่หลังของผู้ป่วยหากเป็นเมื่อก่อนจะเก็บตัวอย่างได้ทีละเล็กน้อยเท่านั้นและเมื่อทดสอบไปแล้วต้องการตัวอย่างเพิ่มก็ต้องเจาะใหม่ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยต้องเจ็บตัวหลายครั้งแต่เมื่อใช้วิธีการเพิ่มตัวอย่างแล้วทำให้ไม่ต้องเจาะหลังผู้ป่วยหลายรอบก็สามารถทดสอบหาไวรัสได้หลายชนิด

4.สามารถตรวจ co inflexion หรือตรวจหาการติดเชื้อในเวลาเดียวกันได้มากกว่า 1 ชนิดเพราะเมื่อก่อนตรวจได้ทีละชนิดแล้วเมื่อบางครั้งตรวจทางห้องปฏิบัติการพบไวรัสตัวนี้แล้วก็รักษาเฉพาะตัวนี้ โดยที่ไม่รู้เลยว่ายังมีไวรัสอีกหนึ่งชนิดที่อยู่ในร่างกายซึ่งอาจส่งผลให้การรักษาของแพทย์ผิดพลาดได้

ซึ่งนับเป็นเรื่องดีที่วงการแพทย์บ้านเรามีการพัฒนาขึ้นโดยมีเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์เข้ามาช่วยให้การตรวจวิเคราะห์ผลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแม่นยำขึ้นและที่สำคัญที่สุดคือเป็นผลดีต่อผู้ป่วยเองที่ไม่ต้องทนทรมานกับอาการป่วยที่รักษาอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น อันเนื่องมาจากการวิเคราะห์หาต้นตอไม่พบ

ปัจจุบันนั้นมีโรงพยาบาลเพียงสองแห่งในประเทศไทยเท่านั้นที่มีเครื่องตรวจไวรัสชนิดนี้อยู่คือ โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลศิริราช

ปัจจุบันนั้นมีเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบไวรัสได้ทีละ 18 ตัว โดยผลที่ออกมานั้นมีความจำเพาะของไวรัสสูงถึง 98 เปอร์เซ็นต์







ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชนโดย ชุติมา สิริทิพากุล
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป