ขยายหน้าจอ
  • 1696เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

[สุขภาพ]'ต้อหิน' อย่าปล่อยไว้ เสี่ยงตาบอด [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 



ต้อหินเป็นโรคที่มีการทำลายของขั้วประสาทตาอย่างช้าๆส่วนใหญ่เกิดเนื่องจากมีการเพิ่มความดันลูกตาที่สูงผิดปกติความดันลูกตาที่สูงจะไปกดเส้นประสาท ทำให้ขั้วประสาทตาค่อยๆเสื่อมลงมีผลทำให้ตามัวถ้าทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาจะทำให้ตาบอดได้ในที่สุดโดยปกติคนเรามีน้ำหล่อเลี้ยงภายในลูกตาการสร้างและขับน้ำออกนี้ต้องสมดุลกัน ความดันลูกตาจึงจะปกติถ้าเกิดการเสียสมดุลของการสร้างและขับน้ำในลูกตาจะมีผลทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้น

ประเภทของต้อหิน

1.เป็นแต่กำเนิด

2.เป็นภายหลัง ชนิดเฉียบพลัน ชนิดเรื้อรังแบบมุมเปิด (ชนิดที่พบมากที่สุด) ชนิดเรื้อรังแบบมุมปิด

1.เป็นแต่กำเนิด เด็กมักมีอาการน้ำตาไหลมาก,สู้แสงไม่ได้, บีบตาบ่อยๆ สังเกตว่ามีตาดำขุ่นขาว และขนาดใหญ่มากกว่าปกติหากพ่อแม่สังเกตพบความผิดปกติควรรีบมาปรึกษาแพทย์

2.เป็นภายหลัง

2.1 ชนิดเฉียบพลัน เกิดจากความดันลูกตาขึ้นสูงทันทีผู้ป่วยจะมีอาการปวดตามาก ตาแดง ปวดศีรษะ ตามัวลงอย่างรวดเร็วอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจทำให้ตามัวลงมากจนตาบอดได้ มักเกิดในผู้ป่วยที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป

2.2 ต้อหินเรื้อรังแบบมุมเปิด ต้อหินชนิดนี้จะมีความดันตาขึ้นทีละน้อย และโรคจะดำเนินเป็นไปอย่างช้าๆมุมม่านตาเปิดมักไม่มีอาการเจ็บปวด มักเป็น 2 ตาในระยะเริ่มแรกจะไม่มีอาการผิดปกติ จนโรคเป็นมากขั้วประสาทตาถูกทำลายไปเรื่อยๆแล้วจึงพบมีอาการปวดตาบ้าง ตามัวลงจนบอดได้

2.3 ต้อหินชนิดเรื้อรังแบบมุมปิด ต้อหินชนิดนี้โรคจะดำเนินไปอย่างช้าๆ ความดันลูกตาขึ้นทีละน้อย มุมม่านตาปิดเป็นหย่อมๆความดันลูกตาค่อยๆ สูงขึ้น ตรวจขั้วประสาทตาพบมีการทำลายขั้วประสาทตาผู้ป่วยมาด้วยตามัว หรือปวดตา

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต้อหิน

1.มีประวัติในครอบเป็นต้อหิน (โรคนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์)

2.เบาหวาน

3.ไมเกรน

4.สายตาสั้น

5.ประวัติอุบัติเหตุ

6.มีความดันโลหิตสูง

7.มีประวัติการใช้ยาคอร์ติโคสเตอรอยด์

8.การอักเสบเรื้อรัง เช่น ม่านตาอักเสบ

ดังนั้นผู้ป่วยที่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมาข้างต้นควรได้รับการตรวจตาและวัดความดันลูกตาครั้งแรกเมื่ออายุ35 ปีขึ้นไปและในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 40 ปีก็ควรได้รับการตรวจเพื่อจะได้ตรวจพบโรคนี้ตั้งแต่เนิ่นๆและทำการรักษาในลำดับต่อไป

การรักษาโรคต้อหินทำได้หลายวิธี คือ

1.การใช้ยา

2.การยิงแสงเลเซอร์

3.การผ่าตัด การเลือกวิธีการรักษาขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของโรคโดยอยู่ในดุลยพินิจของจักษุแพทย์ว่าจะใช้วิธีใดจึงจะได้ผลดีกับผู้ป่วยมากที่สุด





ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง โดย นพ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป