ขยายหน้าจอ
  • 1484เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

[สุขภาพ]เทคนิคช่วยเจ้าตัวเล็กไปโรงเรียนวันแรกอย่างมีความสุข [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 



เมื่อลูกถึงวัยอนุบาลที่คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายเริ่มพาลูกไปโรงเรียน ในวันแรก ๆเรามักจะเห็นภาพของเจ้าตัวเล็กร้องไห้สะอึกสะอื้น กอดผู้ปกครองแน่นและภาพของคุณพ่อคุณแม่ยืนเฝ้าลูกไม่ไปไหนด้วยความเป็นห่วงรวมถึงภาพของคุณครูที่ต้องคอยปลอบเด็ก ๆและอธิบายให้ผู้ปกครองฟังว่าไม่ต้องห่วงมากเกินไป แม้ว่าเด็กจะร้องไห้ก็ตาม

สำหรับพ่อแม่มือใหม่ที่ลูกเพิ่งจะเข้าโรงเรียนอนุบาลและมีปัญหาร้องไห้ไม่ยอมไปโรงเรียน พญ.เพียงทิพย์ หังสพฤกษ์จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ อธิบายถึงสาเหตุให้ฟังว่าการที่เด็กร้องไห้เมื่อไปโรงเรียนวันแรก ๆ นั้นถือเป็นพัฒนาการตามปกติของเด็กเนื่องจากเด็กยังไม่เข้าใจในเหตุผลว่าทำไมต้องไปเรียนหนังสือแม้พ่อแม่จะบอกว่าลูกไปเรียนเถอะจะได้ฉลาด โตขึ้นจะได้มีงานทำ แต่เด็กๆก็ยังไม่เข้าใจภาพที่ผู้ใหญ่บอกอยู่ดีเพราะไม่สามารถจินตนาการถึงภาพอนาคตที่ไกลขนาดนั้นได้ยิ่งพ่อแม่บางคนขู่ว่าถ้าไม่ไปเรียนไม่มีงานทำ จะต้องไปเป็นขอทานกลับยิ่งทำให้เด็กเกิดความกลัวและกังวลมากขึ้น
"พ่อแม่ไม่ควรไปขู่เด็กว่าถ้าไม่ไปเรียนจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เพราะจริงๆ แล้วการที่เด็กร้องไห้เมื่อต้องไปโรงเรียนอาจจะเป็นเพราะยังไม่เข้าใจว่าการไปโรงเรียน ต่างจากการถูกทอดทิ้งอย่างไรซึ่งในเด็กบางคนอาจจะมีความจำฝังใจที่พ่อแม่มักจะขู่ตอนที่ร้องไห้หรือดื้อว่า ถ้าร้องไห้เดี๋ยวแม่ไม่รักเดี๋ยวแม่ไม่เลี้ยงแล้ว เดี๋ยวส่งไปอยู่โรงเรียนประจำอยู่กับครูไม่ต้องกลับบ้าน ดังนั้นพอถึงเวลาที่ต้องไปโรงเรียนจริงๆความทรงจำเรื่องที่พ่อแม่ขู่และอาจฝังอยู่ในใจ ก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาทำให้เข้าใจไปว่า นี่คงถึงเวลาแล้วที่พ่อแม่จะทอดทิ้งฉัน"จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นอธิบาย
ดังนั้น เด็กบางคนที่ร้องไห้ไม่อยากไปโรงเรียนอาจต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่พอสมควร โดยเด็ก ๆ อาจมีการร้องไห้ในช่วง 1-2สัปดาห์แรก ซึ่งถือว่าเป็นช่วงปกติของเด็กทั่วไป แต่หากร้องไห้มากกว่า 2-3สัปดาห์ขึ้นไปทั้งคุณพ่อคุณแม่และคุณครูควรช่วยกันสังเกตุและพูดคุยกันถึงสาเหตุเพื่อหาทางช่วยเหลือ
"หากข้อมูลที่คุณครูบอกว่า เมื่อคุณแม่กลับบ้านไป เด็กก็หยุดร้องส่วนตอนกลางวัน ยิ้มแย้ม แจ่มใส กินข้าวได้ เล่นกับเพื่อนได้แบบนี้ก็ไม่ต้องห่วง แต่ถ้าคุณครูบอกว่า เด็กร้องไห้ตลอดวันเลยไม่ร่วมกิจกรรม ถ้าเป็นอย่างนี้นานเกินสองสัปดาห์ก็ต้องกลับมาดูว่าลูกเป็นอะไร เขากังวลอะไรไหมลูกมีอะไรอยากให้ช่วยเหลือหรือไม่ โดยส่วนใหญ่จะพบว่า เด็กถูกพ่อแม่ขู่จึงเกิดความกลัว และกังวล เมื่อพบปัญหาก็กลับมาแก้ไขด้วยการสร้างความมั่นใจ ความอุ่นใจให้เขา โดยก่อนจากกันก็ควรพูดทำนองว่าลูกไม่ต้องกลัว อยู่กับคุณครู มีอะไรก็ไปบอกครูนะจ๊ะเดี๋ยวเลิกเรียนก็เจอกันแล้ว ซึ่งอาจต้องใช้เวลา ในบางรายอาจนานถึง 1 เดือนก็ไม่ต้องกังวลมากไป" จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นคนเดียวกันเผย
ทั้งนี้การช่วยให้เจ้าตัวเล็กไปโรงเรียนได้อย่างมีความสุขและมั่นใจมากขึ้นนั้นพญ.เพียงทิพย์ให้คำแนะนำว่า คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองอาจจะต้องช่วยเตรียมพร้อมลูกตั้งแต่เนิ่นๆด้วยการฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง มีการส่งเสริมพัฒนาการการใช้มือใช้ขาให้แข็งแรง รวมถึงการฝึกให้ลูกรู้จักการสังเกต รู้จักใช้ช้อนฝึกการขับถ่าย ฝึกการใส่เสื้อผ้าเอง เป็นต้น
"เด็กที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยพอไปโรงเรียนครูฝึกให้ทำอะไรแล้วทำไม่ได้ แต่เพื่อนทำได้เด็กก็จะรู้สึกด้อย ไม่มั่นใจ รู้สึกแตกต่าง หรือรู้สึกถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการดูแลเหมือนที่บ้าน เขาก็จะยิ่งไม่อยากไปโรงเรียนบางรายพบว่าเหตุผลที่เด็กไม่อยากไปโรงเรียน เพราะติดพี่เลี้ยงเนื่องจากตอนอยู่บ้านพี่เลี้ยงทำให้ทุกอย่างดังนั้นพ่อแม่ต้องช่วยเหลือลูกให้ถูกทาง คือช่วยให้เขาช่วยตัวเองให้ได้ไม่ใช่ทำให้เขาสบาย จนทำอะไรไม่เป็นเลยขณะที่ด้านคุณครูก็อาจจะต้องลดความดุลง เพราะการที่เด็กไม่อยากไปโรงเรียนบางครั้งเป็นเพราะกลัวครูดุ หรือมีการขู่เด็กเกิดขึ้น ซึ่งด้วยความเป็นเด็กเขาอาจไม่สามารถบ่นออกมาเป็นคำพูดได้ เลยสะท้อนออกมาเป็นอาการทางกาย"จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแนะ
อย่างไรก็ดี นอกจากการร้องไห้ไม่ไปโรงเรียนแล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจพบว่าลูกจะมีการเจ็บป่วยทางกาย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง ปวดขา ปวดแขน ทั้ง ๆที่ไม่ได้ไปโดนหรือหกล้ม ทั้งนี้เป็นเพราะเด็กเกิดความกังวล หรือเครียดทำให้ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียดหลั่งออกมา ทางที่ดีคุณพ่อคุณแม่และคุณครูควรช่วยกันสังเกต อย่าด่วนตัดสินว่าเด็กแกล้งทำสำออยแต่ควรรับฟัง โดยคุณครูอาจจะให้เด็กไปนอนพักห้องพยาบาลก่อนเพื่อให้เด็กรู้สึกว่ามีที่ปลอดภัยมาหลบภัยเมื่ออาการดีขึ้นก็ให้กลับไปเรียนเหมือนเดิมแต่ก็มีบางรายอาจจะไม่มีอาการปวดจริงแต่เกิดการเรียนรู้ว่าถ้าทำแบบนี้จะได้ไม่ต้องไปโรงเรียนหรือคุณครูให้กลับบ้านได้ ก็ปวดอยู่อย่างนั้นบ่อยๆ อย่างไรก็ตามคุณครูและพ่อแม่ก็ต้องคอยสังเกต
สำหรับในรายที่พบว่าลูกร้องไห้ไม่หยุด ไม่ยอมไปโรงเรียนและไม่รู้จะหาสาเหตุอย่างไร พญ.เพียงทิพย์ แนะนำว่าคุณพ่อคุณแม่อาจจะปรึกษานักจิตวิทยาและจิตแพทย์ ซึ่งปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่รุ่นใหม่ให้ความสำคัญและเข้าใจงานด้านนี้มากขึ้นแล้วว่าเป็นการพัฒนาลูกและหากช่วยเหลือได้ทันจะไม่เพียงทำให้ลูกไปโรงเรียนอย่างมีความสุขแต่ยังมีความมั่นใจด้วย
"หลายรายที่เจอปัญหาตั้งแต่เริ่มต้นไปโรงเรียนแล้วทำให้โตขึ้นมาเป็นคนขี้กลัว กังวล กลัวครู กลัวการถูกดุ ถูกขู่ ขี้อายขาดความมั่นใจไม่เข้าร่วมกิจกรรมการแสดงออกก็จะเสียโอกาสในการพัฒนาบุคลิกภาพความมั่นคงด้านอารมณ์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการมีชีวิตที่มีความสุขและประสบความสำเร็จการได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกทางตั้งแต่เนิ่นๆจึงเป็นการป้องกันปัญหาได้ดีที่สุด" พญ.เพียงทิพย์ทิ้งท้าย


ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป