ขยายหน้าจอ
  • 1823เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

[สุขภาพ]‘เกลือ’ ภัยเงียบ กับความเสี่ยงความดันโลหิตสูง [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 




ปัจจุบันพบว่าคนไทยมีการบริโภคเกลือเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีอายุระหว่าง 40-49ปีคนกลุ่มนี้บริโภคเกลือมากขึ้นกว่าเดิมถึง 2เท่าและเป็นกลุ่มอายุที่มักพบว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงโดยพบว่าในภาคเหนือมีจำนวนผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมากที่สุดรองลงมาได้แก่ภาคกลาง กรุงเทพฯ ภาคอีสาน และภาคใต้ตามลำดับ

สาเหตุมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนไทยที่นิยมรับประทานอาหารรสจัดซึ่งรวมถึงรสเค็ม สังเกตได้จากเครื่องปรุงรสเช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว กะปิ ปลาร้านอกจากนี้เกลือยังแฝงอยู่ในรูปของเกลือโซเดียมอื่นๆซึ่งมีอยู่ในอาหารและขนมเกือบทุกชนิด เช่นเนื้อสัตว์ อาหารจานด่วนขนมกรุบกรอบต่างๆ ซึ่งหากร่างกายได้รับเกลือในปริมาณมากโอกาสที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงก็ย่อมมากตามไปด้วยเช่นกัน
คนไทยเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากขึ้น
จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขพบว่าแนวโน้มตัวเลขผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในประเทศไทยสูงขึ้น71เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าจะมีผู้มีภาวะความดันโลหิตสูงประมาณ 10ล้านคนซึ่งมีเพียง 30เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่รู้ตัวว่ากำลังมีภาวะความดันโลหิตสูงและในจำนวนนี้มีผู้เข้ารับการรักษาเพียง 60เปอร์เซ็นต์ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงมีเพียง 5เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ทราบสาเหตุของการเกิดโรค ซึ่งโดยส่วนใหญ่แพทย์สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่ส่วนที่เหลืออีก 95เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคทำให้จำเป็นต้องรักษาที่ปลายเหตุโอกาสที่จะรักษาโรคให้หายขาดได้จึงมีค่อนข้างน้อยซึ่งปัจจุบันแพทย์สามารถควบคุมการรักษาโรคความดันโลหิตสูงได้ถึงเป้าหมายมีประมาณ 30เปอร์เซ็นต์
รศ.นพ.พีระ บูรณะกิจเจริญ แพทย์ที่ปรึกษาภาควิชาโรคความดันโลหิตสูงภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลในฐานะอุปนายกสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “เกลือ”เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงซึ่งทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดโรคหัวใจโต โรคไต โรคทางตา โรคหลอดเลือดแดงตีบ รวมถึงโรคหลอดเลือดสมองซึ่งทำให้เกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต และเป็นสาเหตุการตายอันดับ 3ของโลก
ความน่ากลัวของโรคความดันโลหิตสูงคือการที่ผู้ป่วยมักไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังป่วยเป็นโรคนี้และเข้ารับการรักษาเมื่อมีอาการมากและมีผลแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงจึงทำให้การรักษายากขึ้นและสิ่งสำคัญอีกอย่างที่ทำให้การรักษาไม่ได้ผลคือการที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ละเลยที่จะรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอหรือรับประทานยาเฉพาะเวลาที่มีอาการเท่านั้นและในขณะเดียวกันโรคความดันโลหิตสูง ที่เกิดขึ้นในผู้ใหญ่นั้นประมาณ95เปอร์เซ็นต์ ไม่ทราบสาเหตุ แพทย์จึงรักษาที่ปลายเหตุ
ค่าความดันโลหิตของคุณควรเป็นเท่าไร
ตามปกติระดับความดันโลหิตควรอยู่ระหว่าง 120/80มม.ปรอทถ้าหากพบว่ามีค่าความดันสูงกว่านี้ แต่ไม่เกิน 140/90มม.ปรอทถือว่าเข้าข่ายความเสี่ยงที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงและหากว่ามีค่าความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90มม.ปรอทขึ้นไปถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นต้องควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำกว่าค่าดังกล่าวแต่หากว่ามีความดันโลหิตสูงร่วมกับเป็นเบาหวานหรือโรคไตจะต้องลดความดันให้ต่ำกว่า 130/80มม.ปรอท
หากค่าความดันโลหิตสูงกว่าที่ควรเป็นจะส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นโดยความดันโลหิตตัวบนที่สูงกว่าความดันโลหิตเป้าหมายของแต่ละคนทุกๆ20มม.ปรอท และความดันโลหิตตัวล่างทุกๆ 10มม.ปรอทจะทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นถึง 2เท่า
ดังนั้น สิ่งที่สามารถลดค่าความดันโลหิตได้คือการรับประทานยาตามคำสั่งของแพทย์โดยต้องแน่ใจว่าได้รับยาตามที่แพทย์สั่งเพราะแพทย์ได้คำนึงถึงประโยชน์อื่นๆ ที่นอกเหนือจากการลดความดันโลหิตผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจต้องใช้ยาลดความดันโลหิตมากกว่า 1ชนิดเพื่อลดความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งสามารถทำได้โดยเพิ่มยาอีก1เม็ด ที่ออกฤทธิ์แตกต่างกันหรือจ่ายยา 2ชนิด ที่ออกฤทธิ์แตกต่างกันแต่รวมอยู่ในเม็ดเดียวกัน
วิธีพ้นภัยโรค
การรักษาโรคความดันโลหิตสูงแบ่งได้ 2แบบคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการกินยา รวมไปถึงการงดสูบบุหรี่ พยายามไม่เครียดแต่อย่างไรก็ตามการแพทย์ได้ให้คำแนะนำในการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงวิธีการหนึ่ง คือลดการกินเกลือ องค์การอนามัยโลก (WHO)แนะนำว่าไม่ควรรับประทานเกลือหรืออาหารที่มีเกลือแกง (Sodium Chloride)มากกว่า 6กรัม หรือ 1ช้อนชาต่อวัน แต่ต่อมาพบว่ายังมากเกินไปดังนั้นจึงมีบทสรุปที่ว่า ควรรับประทานเกลือหรืออาหารที่มีเกลือแกง (SodiumChloride) ไม่เกินครึ่งช้อนชาต่อวัน โดยแนะนำวิธีลดการรับประทานเกลือและการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินชีวิตบางลักษณะ
1.เลือกซื้อผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ ที่สดใหม่แทนการเลือกซื้ออาหารกระป๋อง ผักดอง และอาหารสำเร็จรูปล้างผักและเนื้อสัตว์ที่ใช้ประกอบอาหารให้สะอาด เพื่อชะล้างเกลือออก
2.ไม่วางภาชนะ หรือขวดใส่เกลือรวมทั้งเครื่องปรุงต่างๆ ไว้บนโต๊ะอาหารเช่น ซอส ซีอิ๊วขาว และน้ำปลาเพื่อเป็นการลดพฤติกรรมการเพิ่มรสเค็มลงในอาหาร
3.อ่านฉลากอาหารก่อนซื้อทุกครั้ง และเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมต่ำ
4.ชิมอาหารก่อนรับประทาน และฝึกการรับประทานอาหารที่มีรสชาติพอเหมาะ ไม่เค็มจัดหรือหวานจัดเกินไป
5.ลดการใช้เกลือและเครื่องปรุงรส หันมาใช้เครื่องเทศและสมุนไพรที่มีปริมาณโซเดียมต่ำแทน เช่น หัวหอม กระเทียม ขิง พริกไทย มะนาว
6.พยายามปรุงอาหารรับประทานเอง แทนการรับประทานอาหารนอกบ้าน หรือการซื้ออาหารสำเร็จรูป และใส่เกลือในการปรุงรสให้น้อยที่สุด
7.การเดินเร็วๆ วันละ 30นาที โดยหากสามารถทำได้ทุกวัน สามารถลดความดันโลหิตได้ 4-9มม.ปรอท
8.การลดน้ำหนักลง 10กก. สามารถลดความดันโลหิตได้ถึง 20มม.ปรอท
และเนื่องในวันความดันโลหิตสูงโลกประจำปีนี้ หรือ World HypertensionDay2009ทั่วโลกได้ร่วมมือกันรณรงค์ให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมความดันโลหิตสูงให้ถึงเป้าหมายของการรักษา โดยส่งเสริมการลดการรับประทานเกลือซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งของการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคโดยลดการทานเกลือหรืออาหารรสเค็มจัดรวมถึงให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษา


ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามดารา
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป