ขยายหน้าจอ
ออฟไลน์karminsc
 

ขันธ์๕ หรือเบญจขันธ์  องค์ประกอบสำคัญทั้ง ๕ ที่ทางพุทธศาสน์ถือว่า เป็นหตุคือสิ่งทั้ง๕ ที่มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งเป็นชีวิต ขึ้น,  เป็นเหตุปัจจัยที่เมื่อประชุมปรุงแต่งกันขึ้นจนเป็นสังขารคือสิ่งปรุงแต่งที่เรียกกันโดยสมมติในภาษาไทยว่าชีวิต,  ชีวิตจึงประกอบด้วยขันธ์ที่หมายถึงฝ่ายหรือกองต่างๆ ดังนี้ รูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์   และมักเรียกกันทั่วไปสั้นๆว่ารูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ
        กล่าวโดยย่อ ชีวิตเกิดขึ้นแต่เหตุคือขันธ์ทั้ง๕ มาเป็นปัจจัยกันในชั่วขณะระยะเวลาหนึ่งๆ นั่นเอง
        ควรรู้เข้าใจอีกด้วยว่าขันธ์ ๕ หรือชีวิตนี้  เมื่อมีเหตุปัจจัยประชุมปรุงแต่งกันขึ้นแล้วนั้น ย่อมหมายถึงต้องมีการประสานทำงานที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันหรือการเป็นปัจจัยแก่กันและกันระหว่างขันธ์หรือระหว่างกองทั้ง๕ อยู่ตลอดเวลา ตราบเท่าที่ยังดำรงขันธ์คือชีวิตอยู่    ซึ่งพระองค์ท่านแบ่งขันธ์หรือชีวิตออกเป็นส่วนหรือเป็นกองทั้ง๕ ที่มาประกอบกันเป็นเหตุปัจจัยกันจนเป็นชีวิตหรือสังขารตัวตนที่ประกอบด้วยจิตวิญญาณก็ล้วนเพื่อยังประโยชน์ในการวิปัสสนาเพื่อให้เกิดปัญญาจากการไปรู้เห็นตามความเป็นจริงที่เป็นไปของชีวิต เพื่อให้เกิดนิพพิทาญาณอันเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด(ตัณหา)จึงคลายความยึดมั่น(อุปาทาน)เพื่อความปล่อยวาง อันเป็นสุข สะอาด สงบ บริสุทธิ์ยิ่ง
        ๑.รูปขันธ์ หรือรูป หมายถึง กองหรือส่วนของรูปร่างหน้าตาหรือร่างกาย หรือฝ่ายตัวตน   รูปขันธ์ ถ้ายังไม่กระจ่างว่าเป็นอย่างไรกันแน่ก็ให้นึกภาพของคนที่เพิ่งตายใหม่ๆที่มีร่างกายสมบูรณ์อยู่ยังไม่แตกสลาย นั่นแหละส่วนหรือกองของรูปหรือรูปขันธ์แท้ๆล้วนๆที่เมื่อยังไม่อิงหรือไม่เป็นเหตุปัจจัยประชุมร่วมกับขันธ์อื่นๆทั้ง๔  ขันธ์ก็จะมีสภาพเป็นเพียงกลุ่มก้อนมายาของเหตุปัจจัยของธาตุทั้ง๔ ซึ่งเป็นเพียง"สรีระยนต์"ที่นอนเป็นท่อนเป็นก้อนเฉยอยู่นั่นเอง,  อายตนะภายในทั้ง๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือทวาร ๖ อันคือประตูหรือช่องทางที่ใช้ติดต่อกับโลกภายนอกทั้ง๖  ต่างก็ล้วนต้องแฝงอาศัยอยู่หรือเป็นส่วนหนึ่งของกองรูปขันธ์นี้นี่เอง(สมองก็เป็นส่วนหนึ่งของรูปขันธ์นั้น แต่ก็เป็นหทัยวัตถุคือเป็นส่วนหนึ่งของใจหรือจิตคือเป็นวัตถุหรือเหตุปัจจัยอันหนึ่งของจิตแต่ก็ยังไม่ใช่จิต เพราะยังต้องประกอบด้วยเหตุอื่นๆมาเป็นปัจจัยกันอีกด้วยนั่นเอง)
        พึงระวังสับสนที่ในภายหน้าบางครั้ง เมื่อกล่าวถึงการทำงานประสานกันของขันธ์หรือก็คือกระบวนธรรมของขันธ์๕ แล้ว มีคำว่า รูป ที่อาจหมายถึง สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จิตใช้เป็นอารมณ์คือเป็นที่กำหนดในขณะนั้นจึงอาจหมายถึงใน รูป  รส  กลิ่น  เสียง  โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ทั้ง ๖  ใดๆก็ได้(คือสิ่งที่ถูกรู้หรือสัมผัสได้โดยอายตนะภายใน) จึงครอบคลุมได้ถึง รูปหรือภาพที่เห็นด้วยจักษุ หรืออาจหมายถึงเสียงที่ได้ยินนั้น  หรือกลิ่นที่ได้ดมนั้นหรือรสที่ได้ลิ้มสัมผัสนั้นๆ ฯ. ได้เช่นกัน
        ๒.เวทนาขันธ์การเสวยอารมณ์,ความรู้สึก, ความรู้สึกที่เกิดจากการรับรู้ในรสของอารมณ์(Feeling)คือความรู้สึกรับรู้ที่ย่อมเกิดขึ้นจากสิ่งที่จิตกำหนดหมายหรือยึด หรือกระทบนั้นๆ  จึงหมายถึง กองหรือหมวดหมู่ของชีวิตที่ทำหน้าที่เสพเสวยในรสชาดของสิ่งต่างๆที่เป็นอารมณ์กล่าวคือ ความรู้สึกที่ย่อมต้องเกิดขึ้น จากการเสพเสวยหรือรับรู้ในสิ่ง(อารมณ์)ต่างๆที่กระทบสัมผัส(ผัสสะ) พระองค์ท่านแบ่งความรู้สึก(Feeling)ของเวทนา ออกเป็น ๓ อันมี
        สุขเวทนา ความรู้สึก สุขสบาย  ถูกใจ  สบายใจ  ชอบใจ จึงครอบคลุมทั้งฝ่ายกายและจิต หรือที่เรียกความรู้สึกชนิดนี้กันโดยทั่วไปว่า สุข นั่นเอง
        ทุกขเวทนา ความรู้สึก ลำบาก, ความรู้สึกเจ็บปวด, ความรู้สึกเป็นทุกข์, การเสวยอารมณ์ที่ไม่สบาย ไม่ถูกใจ  ไม่ชอบใจ  อันครอบคลุมทั้งกายและจิตเช่นกัน  หรือที่เรียกความรู้สึกชนิดนี้กันโดยทั่วไปว่าทุกข์ นั่นเอง
        อทุกขมสุขเวทนา ความรู้สึก ไม่สุขไม่ทุกข์ คือ เฉยๆ  เรียกกันอีกอย่างว่า อุเบกขาเวทนา
        พระไตรปิฏกในภายหลังพระอรรถกถาจารย์ได้จำแนกแตกธรรมออกเป็น๕ ก็มี เพื่อแยกแยะให้เห็นเวทนาเป็นฝ่ายกายและฝ่ายจิตให้ชัดเจนขึ้น จึงได้จำแนกเพิ่มเติมเป็น สุข-สบายกาย๑  ทุกข์-ไม่สบายกาย๑ โสมนัส-สบายใจ๑  โทมนัส-ไม่สบายใจ๑ และอุเบกขา-เฉยๆ๑
        เวทนาในภาษาธรรมจึงไม่ใช่ความหมายในภาษาไทยหรือในทางโลก(โลกิยะ)ที่หมายถึงความสงสาร, ความเจ็บปวด
        ๓.สัญญาขันธ์หมายถึง ส่วนหรือกองของชีวิตที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ ความจำได้ ความทรงจำ ตลอดจนครอบคลุมถึงการหมายรู้ การกำหนดหมาย ปัญญา การประเมินข้อมูล ฯ. จึงย่อมเกิดจากการสั่งสม จดจำประมวลผลตั้งแต่อดีตหรือแต่อ้อนแต่ออกจวบจนปัจจุบัน อันย่อมใช้สมองส่วนหนึ่งในการบันทึกเก็บจำ ซึ่งย่อมมีข้อมูลอย่างมากมายมหาศาลจนเกินกว่าที่จำได้ทั้งปวงในขณะจิตหนึ่งๆ  สัญญาหรือฝ่ายความจำได้,หมายรู้จึงต้องทำงานหรือเกิดขึ้นในลักษณะเกิดดับ..เกิดดับๆ...ดังนี้อยู่เสมอๆ กล่าวคือเกิดคือจำขึ้นมาได้ แล้วก็ดับคือลืมลงไปนั่นเอง เป็นไปดังนี้เสมอๆ  ดังเช่นผู้เขียนเอ่ยคำว่าแม่ ท่านก็เกิดสัญญาจำได้ในแม่ขึ้นมาทันทีตั้งอยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็ดับไป   จึงเกิดแล้วดับเกิดดับๆๆ..ในลักษณาการนี้อยู่เสมอๆ,   ดังนั้นสมองอันเป็นส่วนหนึ่งหรืออาศัยอยู่ในรูปขันธ์จึงถูกจัดเป็นหทัยวัตถุอันเป็นเหตุปัจจัยอย่างหนึ่งของจิต แต่ก็อย่าเข้าใจผิดไปว่าจิตคือสมอง เพราะจิตก็ไม่ได้เกิดแต่เหตุคือสมองแต่อย่างเดียว เพราะจิตก็ยังเกิดแต่มีเหตุอื่นๆมาเป็นปัจจัยปรุงแต่งอีกเช่นกัน
        น่าสังเกตุว่าการเกิดคือชาติของสัญญาขันธ์หรือสัญญานั้นเป็นไปได้หลายลักษณะ ดังเช่น  เจตนาด้วยตนเองขึ้นมาบ้าง๑   เกิดขึ้นเมื่อมีการผัสสะคือกระทบกับสิ่งนั้นๆคือสิ่งเร้าบ้าง๑  หรือแม้แต่ผุดลอยขึ้นมาเองบ้าง๑    ทั้ง ๓ ต่างล้วนเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติอย่างหนึ่งของชีวิตและจำเป็นยิ่งในการดำเนินชีวิตหรือดำรงขันธ์อีกด้วย  ไม่มีเสียก็อยู่ไม่ได้ตามปกติเสียอีกด้วย
        ๔.สังขารขันธ์หมายถึง กองหรือส่วนของผล ที่เกิดขึ้นจากขันธ์ต่างๆมาเป็นเหตุปัจจัยกันกล่าวคือเกิดผลเป็นการกระทำต่างๆขึ้น กล่าวคือ เป็นสิ่งปรุงแต่งทางใจให้เกิดการกระทำ(กรรม)ทางกาย,วาจา, ใจ  กล่าวคือ เกิดเจตนาที่จะกระทำหรือกรรมทางกายวาจา ใจต่างๆขึ้นมา เช่นการกระทำทางกายทุกๆอย่างคือกายสังขาร เช่นเดิน นอน กิน นั่ง อุจจาระปัสสาวะ ฯ.  ทางวาจาหรือวจีสังขาร เช่นการพูด การคุยการอุทานต่างๆ การด่าทอต่อว่า ฯ.  หรือทางใจที่เรียกกันว่ามโนสังขารบ้างจิตสังขารบ้าง เช่น ความคิด ความนึกต่างๆนาๆขึ้น  อันล้วนย่อมป็น ผลที่เกิดขึ้นจากการเป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันร่วมกับขันธ์อื่นๆ หรือจากการผัสสะต่างๆขึ้นนั่นเอง,   อนึ่งพึงระวังความสับสนจากความเคยชินในภาษาไทยที่มักใช้คำว่า สังขารในความหมายว่าสังขารกายหรือร่างกายด้วย
        ๕.วิญญาณขันธ์ความรู้แจ้งในอารมณ์ พอที่จะกล่าวแสดงในแบบทางโลกให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นได้ว่า หมายถึงกองหรือหมวดหมู่ของระบบประสาททั้งปวงนั่นเอง กล่าวคือวิญญาณมีหน้าที่ ในการรับรู้ คือรู้แจ้งในอารมณ์คืออายตนะภายนอกทั้งหลายที่จรหรือเกิดการกระทบนั้นก็คือเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่ดั่งระบบประสาทในการสื่อสารต่อเหล่าอายตนะภายนอกทั้งหลายที่จรมากระทบและแม้แต่ถ่ายทอดข้อมูลต่างๆของชีวิตคือระหว่างขันธ์ต่างๆทั้ง ๕ ด้วยกันกล่าวคือ ขันธ์ต่างๆล้วนมีการเชื่อมสื่อสารประสานสัมพันธ์หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างขันธ์ด้วยกันและทั้งต่อเหล่าอายตนะภายนอกทั้งหลายที่จรมากระทบด้วย ก็ล้วนต้องอาศัยวิญญาณนี้นี่เองเป็นตัวเชื่อมประสาน
        การรู้แจ้งในอารมณ์ของวิญญาณนั้น ต้องทำความเข้าใจกันเล็กน้อย  การรู้แจ้งนี้มิได้หมายถึงความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งทางด้านปัญญาแต่ประการใด   เป็นเพียงแค่การรับรู้ในภาพ ในเสียง ในกลิ่น ในรส ฯ.(อายตนะภายนอก)ที่มากระทบต่างๆเท่านั้น  ยังไม่ประกอบไปด้วยความรู้,ความเข้าใจต่างๆใดๆที่หมายถึงปัญญาในสิ่งที่ไปกระทบนั้นๆ,   และวิญญาณมักถูกเข้าใจแบบโลกิยะคือแบบโลกๆแต่ฝ่ายเดียว จึงมักถูกเข้าใจผิดด้วยมายาของจิตมาตั้งแต่เริ่มรู้ความและด้วยตำนานเล่าขานที่ถ่ายทอดสืบต่อกันอย่างแรงกล้ามาอย่างช้านาน จนเป็นทิฏฐุปาทานและสีลัพพตุปาทานของปุถุชนกล่าวคือเมื่อกล่าวถึงวิญญาณ  มักจะเข้าใจในวิญญาณโดยนัยไปว่าเป็นดังเจตภูตหรือปฏิสนธิวิญญาณ ที่หมายถึงวิญญาณที่ลอยละล่องท่องเที่ยวหาที่เกิด  หรือหมายถึงวิญญาณที่ท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่และปรภพในลักษณะสัมภเวสีหรือโอปปาติกะหรือกายทิพย์ หรือเทวดา ฯ.
        วิญญาณในขันธ์๕ หรือปฏิจจสมุปบาทธรรม เป็นวิญญาณที่ต้องกล่าวกันอย่างโลกุตระหรือภาษาธรรม  มิฉนั้นจะไม่สามารถเข้าใจในธรรมอย่างปรมัตถ์หรือโลกุตระได้เลย กล่าวคือเมื่อพิจารณาธรรมในลักษณะธัมมวิจยะอันจัดเป็นสัมมาทิฏฐิของอริยะอันควรปฏิบัติยิ่ง, วิญญาณนั้นหมายถึงสิ่งที่ทำหน้าที่ในการสื่อสารเชื่อมสัมพันธ์กันภายในขันธ์ทั้ง ๕หรือระบบประสาทดังกล่าวข้างต้น   ดังนั้นจึงเรียกชื่อของวิญญาณเฉพาะเจาะจงแตกต่างกันไปตามอายตนะภายในอันที่เป็นที่เกิดหรือแดนเกิด กล่าวคือในผู้ที่ยังดำรงขันธ์หรือชีวิตอยู่วิญญาณย่อมเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมีการกระทบกันของอายตนะภายนอกกับอายตนะภายใน เป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิตหรือชีวิตตินทรีย์ที่เป็นปรกติที่ย่อมต้องเป็นไปเช่นนี้เองเป็นธรรมดา เป็นอสังขตธรรมอันเที่ยงแท้และทนต่อกาลอยู่อย่างนี้เอง   จึงนำมาเขียนเป็นกระบวนธรรม เพื่อให้พิจารณาได้ง่ายได้ดังนี้ว่า

อายตนะภายนอกอายตนะภายใน วิญญาณ
จึงมีวิญญาณทั้งสิ้น ๖ แบบ ตามอายตนะภายในทั้ง๖ ที่เป็นแดนเกิดนั่นเอง จึงเรียกรวมกันว่า วิญญาณ ๖,  การเรียกชื่ออย่างเฉพาะเจาะจงลงไปโดยสมมตินั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังพระดำรัสที่ตรัสแสดงไว้ในฉฉักกสูตร หรือในมหาตัณหาสังขยสูตร ความดังนี้ว่า
        [๔๔๔]พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย

วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆเกิดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ
วิญญาณอาศัยจักษุและรูปทั้งหลายเกิดขึ้น(ชาติ) ก็ถึงความนับว่าจักษุวิญญาณ (ได้เกิดขึ้นกล่าวคือเกิดการรู้แจ้งในอารมณ์อันคือรูปหรือรับรู้ในรูปนั้นๆ)
วิญญาณอาศัยโสตและเสียงทั้งหลายเกิดขึ้นก็ถึงความนับว่าโสตวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในอารมณ์อันคือเสียงหรือรับรู้ในเสียงนั้นๆ)
วิญญาณอาศัยฆานและกลิ่นทั้งหลายเกิดขึ้นก็ถึงความนับว่าฆานวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในกลิ่นหรือรับรู้ในกลิ่นนั้นๆ)
วิญญาณอาศัยชิวหาและรสทั้งหลายเกิดขึ้นก็ถึงความนับว่าชิวหาวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในลิ้นหรือรับรู้ในรสนั้นๆ)
วิญญาณอาศัยกายและโผฏฐัพพะทั้งหลายเกิดขึ้นก็ถึงความนับว่ากายวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในกายหรือรับรู้ในกายสัมผัสนั้นๆ)
วิญญาณอาศัยมนและธรรมารมณ์ทั้งหลายเกิดขึ้นก็ถึงความนับว่ามโนวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในธรรมารมณ์หรือรับรู้ในธรรมารมณ์นั้นๆ)
เปรียบเหมือนไฟอาศัยเชื้อใดๆติดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยเชื้อนั้นๆ
ไฟอาศัยไม้ติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟไม้
ไฟอาศัยป่าติดขึ้นก็ถึงความนับว่า ไฟป่า
ไฟอาศัยหญ้าติดขึ้นก็ถึงความนับว่า ไฟหญ้า
ไฟอาศัยโคมัยติดขึ้นก็ถึงความนับว่า ไฟโคมัย  
ไฟอาศัยแกลบติดขึ้นก็ถึงความนับว่า ไฟแกลบ
ไฟอาศัยหยากเยื่อติดขึ้นก็ถึงความนับว่า ไฟหยากเยื่อ ฉันใด
ดูกรภิกษุทั้งหลายฉันนั้นเหมือนกันแล
วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆเกิดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ
(มหาตัณหาสังขยสูตร)
        ดังนั้นการโยนิโสมนสิการในขันธ์๕ หรือปฏิจจสมุปบาทธรรม หรือในธรรมใดอย่างปรมัตถ์หรือโลกุตระแล้ว วิญญาณย่อมต้องหมายถึงความเป็นวิญญาณ๖ ดังพระสูตรข้างต้น  อย่าได้ไปตีความไปในลักษณะของเจตภูตหรือปฏิสนธิวิญญาณที่ลอยละล่องแสวงหาที่เกิดหรือภูตผีปีศาจหรือสัมภเวสีหรือโอปปาติกะ ดังความเข้าใจโดยทั่วๆไปอย่างโลกิยะ อันย่อมจะไม่สามารถโยนิโสมนสิการจนเกิดธรรมสามัคคคีให้แจ่มแจ้งในธรรมนั้นๆได้เลยกล่าวคือ ในผู้ที่ยังดำรงขันธ์หรือชีวิตอยู่ วิญญาณนั้นๆเกิด(ชาติ)ขึ้นจากเหตุปัจจัยของอายตนะภายนอกกระทบกับ อายตนะภายในใดๆ ก็ย่อมเกิดวิญญาณของอายตนะภายในนั้นๆขึ้นเป็นธรรมดาหรือตถตากล่าวคือย่อมเกิดวิญญาณตามอายตนะภายในนั้นๆคือ  จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ  มโนวิญญาณ หรือกล่าวได้ว่า จิตหนึ่งย่อมมีการเกิด(ชาติ)ขึ้นเป็นธรรมดาในกิจนั้นๆ
        เมื่อพิจารณาโดยแยบคายก็จะพบความจริงยิ่งไปอีกว่า  วิญญาณจึงมีสภาวะผลัดกันเกิดดับๆอยู่ตลอดเวลาเป็นอนัตตาไม่มีตัวตนแท้จริงเหมือนดั่งเงา กล่าวคือเมื่อมีเหตุปัจจัยครบก็เกิดขึ้น จึงเกิด(ชาติ)วิญญาณขึ้นเมื่อมีการกระทบกันของอายตนะภายนอกและภายใน และเป็นวิญญาณที่เกิดขึ้นเฉพาะกิจนั้นๆ แล้วก็ดับไป  จริงหรือไม่จริง? (บางทีก็จำแนกแตกธรรมว่า จิต คือวิญญาณขันธ์ นี้นี่เอง)
        ขันธ์ทั้ง๕ นี้ ทำงานประสานสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น กล่าวคือขันธ์ต่างๆอันเป็นคนละกองคนละส่วนกันนั้น เมื่อจะสื่อสารติดต่อสัมพันธ์กันได้ แม้แต่การสื่อกับเหล่าอายตนะภายนอกคือ รูป รส กลิ่น ฯ.ก็ด้วยต้องอาศัยสื่อหรือตัวกลางเป็นสำคัญ  ในขันธ์ ๕ หรือชีวิต สื่อหรือตัวกลางนั้นก็คือกองวิญญาณ นี้นี่เอง เป็นสภาวธรรมของชีวิต  กล่าวง่ายๆก็คือมีชีวิตหรือขันธ์อยู่ได้ ก็เพราะกระบวนการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕ นี้นี่เอง ที่ทำงานกันอย่างเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม ซึ่งเมื่อขันธ์ใดแม้ขันธ์หนึ่งไม่ทำงานประสานสัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยกันเมื่อใดก็เป็นเวลาของการอาพาธเจ็บป่วย แม้จนถึงกาละหรือความตายได้นั่นเอง  อันอุปมาได้ดั่งรถที่ย่อมประกอบด้วยขันธ์ที่แปลว่ากองหรือส่วนต่างๆ ดังเช่น  ส่วนตัวถัง  ส่วนเครื่องยนต์ ส่วนระบบขับเคลื่อน  ส่วนระบบล้อ  ส่วนระบบเบรค  ส่วนระบบไฟฟ้าฯ. ที่เมื่อยังไม่เป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งหรือประกอบกันขึ้น ก็ยังไม่เรียกว่ารถ แต่เมื่อนำมาประกอบกัน กล่าวคือ เมื่อเป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้นแล้วจึงเกิดหรือชาติ สิ่งที่เรียกกันโดยสมมติทางโลกว่า รถ  แต่ถ้าสิ่งที่ปรุงแต่งกันเหล่านั้นไม่ทำงานประสานสอดคล้องเนื่องสัมพันธ์กันอย่างดีงามเสียแล้วรถ นั้นก็ย่อมไม่สามารถทำงาน คือย่อมแล่นไม่ได้ ที่เรียกกันโดยสมมติว่ารถเสีย รถดับ หรือรถตาย,  ขันธ์ ๕ ก็เป็นไปเฉกเช่นนั้นเอง ถ้าขันธ์ทั้ง ๕ไม่ทำงานประสานเนื่องสัมพันธ์กันอย่างถูกต้องดีงามก็ย่อมเป็นเวลาของการอาพาธเจ็บป่วยหรือตายนั่นเอง
  
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป