ขยายหน้าจอ
  • 5859เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

โรคอารมณ์แปรปรวณ (Bipolar disorders) โรคซึมเศร้าและดีใจ โรคอารมณ์ปรวนแปร [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 

(โรคอารมณ์เศร้าอารมณ์แปรปรวนหรือ BP)
โรคทาง จิตเวชจากข่าวดัง…..ดาราฮอลีวูดป่วยเป็นโรค BP
โดย กรมสุขภาพจิต



มื่อสองสามวันก่อนมีข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งและโทรทัศน์กล่าวถึง การป่วยเป็นโรค BP ของดาราระดับนางเอกภาพยนตร์ชื่อดัง “คนเหล็ก Terminatros” ของฮอลีวูด ซึ่งป่วยมานานกว่า 20 ปี แต่ปัจจุบันสามารถมีวิถีการดำเนินชีวิตที่เป็นปกติเหมือนคนทั่วไป และดาราท่านนั้นได้ทำหน้าที่ที่เธอเรียกว่า เป็น “ผู้นำความหวัง (Messenger of Hope)” ให้กับผู้ป่วยทางจิตทั้งหลายทั่วโลก และคนทั่วไปได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีในการป้องกัน และรักษาโรค

หลายท่านคงจะสงสัยว่าโรค BP ที่ดาราดังท่านนั้นป่วยเป็นอย่างไร วันนี้กรมสุขภาพจิตจึงขอแจ้งแถลงไขให้ทราบโดยทั่วกันดังนี้คือ

Bipolar disorders หรือ BP เป็นโรคอารมณ์แปรปรวนที่ผู้ป่วยมีอารมณ์คลุ้มคลั่งครื้นเครงมากกว่าปกติหรือ อารมณ์ครื้นเครงไปจากภาวะปกติเล็กน้อย สลับกับมีภาวะอารมณ์เศร้าซึม (ขอแทรกสักนิดหน่อย มันหมายถึงอารมณ์แปรปรวณแบบหน้ามือเป็นหลังเท้าอ่ะครับ)

ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งมีเพียงอาการอารมณ์คลุ้มคลั่งครื้นเครงมากกว่า ปกติเท่านั้นในแต่ละครั้งที่อาการกำเริบ โดยไม่มีระยะที่มีอาการซึมเศร้าเลย แต่ยังคงให้การวินิจฉัยว่าเป็นภาวะอารมณ์เศร้าอารมณ์แปรปรวนทั้งนี้เนื่อง จากการดำเนินโรค ประวัติของโรคในครอบครัว ตลอดจนการตอบสนองต่อการรักษาไม่ต่างไปจากผู้ป่วยที่มีอาการทั้ง 2 ด้าน อีกทั้งผู้ป่วยประเภทนี้พบได้ไม่มาก (ประมาณร้อยละ 10)

ลักษณะอาการทางคลินิก อาการของ ผู้ป่วยอาจแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่
1. อาการด้านอารมณ์ ผู้ป่วยรู้สึกมีความสุขมาก อารมณ์ดี พูดจามีอารมณ์ขัน ล้อเลียนผู้อื่น คึกคะนอง ไม่สำรวม มีการแสดงออกของอารมณ์หรือความต้องการอย่างขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่ค่อยคำนึงถึงผู้อื่นหรือกฎเกณฑ์ของสังคม หากถูกห้ามปรามหรือขัดขวางในสิ่งที่ตนต้องการจะหงุดหงิด ฉุนเฉียว จะบอกว่าอาการนี้ผมก็เป็นอยู่นะ ไม่แคร์สื่ออ่ะ

2. อาการด้านพฤติกรรม ผู้ป่วยจะรู้สึกคึกคัก มีกำลังวังชา ขยันมากกว่าปกติแต่มักทำได้ไม่ค่อยดี ความต้องการนอนลดลง ชอบพูดคุยทักทายผู้อื่น แม้แต่กับคนแปลกหน้า พูดมาก พูดเร็ว กิจกรรมทางเพศเพิ่มขึ้น ใช้จ่ายสิ้นเปลือง อันนี้ผมก็เข้าขั้นแล้วด้วยนะ

3. อาการด้านความคิด ผู้ป่วยจะมีความคิดสร้างสรรค์มากมาย มีโครงการในกิจการต่างๆ ซึ่งเกินตัว เชื่อมั่นในตนเองมากร่วมกับมีการตัดสินใจที่ไม่เหมาะสม ไม่ยอมรับฟังผู้อื่น ในรายที่เป็นรุนแรงจะพบมีอาการหลงผิดหรือประสาทหลอน โดยเนื้อหามักเกี่ยวกับเรื่องของอำนาจวิเศษ ศาสนา หรือบางครั้งอาจมีลักษณะแปลกๆ เช่นเดียวกับที่พบในโรคจิตเภท โห อันนี้เข้าขั้นโรคจิตแล้ว

ปรากฎว่าเมื่ออ่านครบทั้ง 3 ข้อ ผมเป็นหมดเลย 3 ข้อ ไอ้ข้อ 3 ที่ตรงเล็กน้อยผมยังไม่เข้าขั้นโรคจิตหรอก ^^

ระบาดวิทยาโรคอารมณ์แปรปรวณ
ความชุกโดยคำนวณตลอดชีวิต ร้อยละ 1 หญิงและชายพบได้พอๆ กัน อายุเฉลี่ยเมื่อเริ่มมีอาการประมาณ 30 ปี

สาเหตุโรคอารมณ์แปรปรวณ
ปัจจุบันเชื่อว่าสาเหตุเป็นจากปัจจัยด้านชีวภาพ ซึ่งพบเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านพันธุกรรมค่อนข้างสูง และเกี่ยวข้องกับสารเคมีในสมอง ในแง่ของสารสื่อนำประสาทในสมองหลายตัว โดยพบว่าในระยะที่มีอารมณ์เศร้า มีสารสารสื่อนำประสาทนอร์อิพิเนฟรินและซีโรโทนินลดลง และในระยะอารมณ์คลั่งมีนอร์อิพิเนฟรินสูง

การดำเนินโรคอารมณ์แปรปรวณ
ผู้ป่วยชายส่วนใหญ่จะมีอาการครั้งแรกเป็นภาวะอารมณ์คลั่ง ส่วนผู้ป่วยหญิงจะมีอาการครั้งแรกเป็นแบบภาวะอารมณ์เศร้า ระยะเวลาที่เป็น หากไม่ได้รักษาโดยเฉลี่ยนาน 4 เดือน ผู้ป่วยที่มาด้วยภาวะอารมณ์คลั่ง พบว่ามีโอกาสที่จะเป็นอีกมากกว่าร้อยละ 90 และโรคนี้มีโอกาสเกิดซ้ำของโรค สูงกว่าพวกที่มาด้วยภาวะอารมณ์เศร้า

การรักษาโรคอารมณ์แปรปรวณ
รับไว้รักษาในโรงพยาบาลในรายที่อาการรุนแรง เช่น ก้าวร้าว ทำลายข้าวของ มีอาการโรคจิต หรือไม่พักผ่อน รบกวนคนในครอบครัวหรือผู้อื่น ญาติควบคุมพฤติกรรมไม่ได้ เป็นต้น

ยาหลักใน การรักษา

ได้แก่ ลิเทียม ให้ขนาด 600-9000 มก./วัน โดยให้ระดับยาในเลือดอยู่ระหว่าง 0.8-1.4 mEq/ลิตร ในรายที่มีอาการมากในช่วงแรกจำเป็นต้องให้ยารักษาโรคจิต หรือยาในกลุ่มเบนโซไดอะซีปีนในขนาดสูงร่วมไปด้วย เพื่อควบคุมพฤติกรรม ลดอาการวุ่นวาย ก้าวร้าว เมื่ออาการด้านอารมณ์ลดลงจึงค่อยๆ ลดยารักษาโรคจิตลงจนหยุด ผู้ป่วยอารมณ์คลั่งที่มีอาการโรคจิตร่วมด้วยนั้นต้องให้การรักษาด้วยยารักษา โรคจิต และลดยาลงเมื่อหายอาการเช่นกัน

ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยลิเทียม หลังจากให้ยาในขนาดที่เหมาะสมไปนาน 4 สัปดาห์ หรือในผู้ป่วยที่เป็น rapid cycling อาจให้การรักษาด้วย carbamazepine หรือ sodium valproate

หลังจากผู้ป่วยอาการกลับสู่ปกติแล้ว ให้ลิเทียมต่อไปอีก 3-4 เดือน แล้วลดยาลงจนหยุด ในผู้ป่วยที่มีประวัติเคยเป็นมาแล้ว 2 ครั้งขึ้นไป ควรให้การรักษาแบบดูแลต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเกิดโรคซ้ำ โดยมีระยะเวลาที่ให้ควรนานอย่างน้อย 2 ปีขึ้นไป

ขณะให้ยารักษาเพื่อดูแลต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ หากผู้ป่วยที่กลับมามีอาการ อารมณ์คลั่งให้เพิ่มขนาดลิเทียม หรือให้ยารักษาโรคจิตร่วม หากมีอาการซึมเศร้าให้เพิ่มขนาดลิเทียม ร่วมกับทำจิตบำบัด ถ้ายังไม่ดีขึ้นอาจให้ยาแก้เศร้า แต่ไม่ควรให้นาน เนื่องจากอาจไปกระตุ้นให้โรคเกิดกำเริบบ่อยขึ้นได้

เอกสารอ้างอิง : มานิต ศรีสุรภานนท์. ตำราจิตเวชศาสตร์, โรคอารมณ์แปรปรวน, พิมพ์ครั้งที่ 2 เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์, เชียงใหม่: หน้า 165, พ.ศ. 2544.
มาโนช หล่อตระกูล. จิตเวชศาสตร์รามาธิบดี, โรคอารมณ์แปรปรวน, พิมพ์ครั้งที่ 6 สวิชาการพิมพ์, กรุงเทพฯ: หน้า 153-157, พ.ศ. 2544.

ผู้แต่ง: กรมสุขภาพจิต

หากใครคิดว่าไม่พอเรายังมีแถมให้เอามาอีกเว็บนึง


โรคอารมณ์แปรปรวน (Mood disorders หรือ Affective disorders)

โรคอารมณ์แปร ปรวน (Mood disorders หรือ Affective disorders) เป็นกลุ่มของโรคทางจิตเวช
ที่มีความผิดปกติของอารมณ์เป็นอาการสำคัญ ความผิดปกตินี้เป็นไปในรูปแบบที่ดีขึ้นมากกว่าธรรมดา หรือเป็นแบบซึมเศร้า ซึ่งเป็น 2 ขั้วที่ตรงกันข้าม

โรคอารมณ์แปรปรวนมีหลายชนิดที่สำคัญมีดังนี้

1. Manic episode โรคนี้ยังไม่มีศัพท์บัญญัติในภาษาไทย บางคนเรียกว่าโรคคลุ้มคลั่ง ซึ่งอาจไม่
ตรงกับความหมายที่แท้จริงนัก

อาการของโรคนี้คือมีอารมณ์ที่ครื้นเครง ร่วมกับความรู้สึกว่ามีพลังงานมาก ไม่อยากพักผ่อน มีกิจกรรมต่างๆเพิ่มมากขึ้น พูดมาก และบางครั้งพูดเร็วจนไม่สามารถขัดจังหวะได้ ความคิดโลดแล่น ไม่ค่อยควบคุมตัวเองใช้จ่ายเงินมากผิดปกติ เชื่อมั่นในตัวเองมากเกินปกติ ไม่มีสมาธิ คิดฟุ้งซ่าน คิดโครงการมากมายใหญ่โตเพราะรู้สึกว่าตัวเองเก่งกาจหรือมีความสำคัญยิ่งใหญ่ อันนี้คล้ายกับของกรมสุขภาพจิต เออ แต่ก็มีส่วนที่ผมเป็นมากนะ

โรคนี้อาจมีอาการของโรคจิต (psychosis) ร่วมด้วยนั่นคือ ผู้ป่วยอาจมีอาการหลงผิด (delusion) และประสาทหลอน (hallucination)

อาการหลงผิดในผู้ป่วย mania มักเป็นลักษณะของความคิดว่าตนเองเป็นใหญ่เป็นโต เป็นบุคคลสำคัญเป็นเชื้อพระวงศ์ มีฐานะร่ำรวยหรือเก่งกาจเป็นอัจฉริยะ บรรลุโสดาบัน เป็นต้น
เหอะ อันนี้ผมไม่ใช่อ่ะ ผมไม่บ้าขนาดนั้นหรอก

อาการประสาทหลอน มักพบเป็นหูแว่ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวที่สอดคล้องกับอาการหลงผิด หรือเป็นไปตามอารมณ์ที่ผิดปกติ มีบางรายอาจเป็นลักษณะหวาดระแวงก็ได้

อารมณ์ของผู้ป่วยบางรายเป็นแบบฉุนเฉียว ก้าวร้าว แทนที่จะเป็นแบบครื้นเครง ผู้ป่วยพวกนี้อาจก่อความรุนแรงได้หากถูกขัดใจ เพราะควบคุมตัวเองไม่ได้ผู้ป่วย mania ส่วนใหญ่มีอาการไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์และอาจเป็นอยู่นาน 4-5 เดือน ถ้าอาการรุนแรงมาก
อาจต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อป้องกันอันตราย หรือความเสียหายที่ผู้ป่วยอาจก่อขึ้น

ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง อาจยังสามารถทำงานทำการได้บ้าง แม้จะไม่เหมือนปกติ ผู้ป่วยแบบนี้ เรียกว่าHypomanic episode

2. โรคซึมเศร้า (Depressive episode หรือ Major Depressive Disorder)
อาการที่สำคัญของโรคนี้คือ มีอารมณ์เศร้า ไม่มีความรู้สึกสนุกสนานและขาดความสนใจ ในสิ่งที่เคยสนใจรู้สึกว่าพลังงานลดลง เหนื่อย อ่อนเพลีย กิจกรรมลดลง ขาดสมาธิ รู้สึกตัวเองไร้ค่า ขาดความเชื่อมั่นในตนเองมีความรู้สึกผิด มองโลกในแง่ร้าย นอนไม่หลับ ตื่นเร็วผิดปกติ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เบื่อโลก เบื่อชีวิต มีความคิดทำร้ายตนเอง หรือฆ่าตัวตาย
โห ใครเป็นถึงขนาดนี้ไม่ต้องเกิดเลยดีกว่า ถ้ามีเศร้าขนาดนี้

ผู้ป่วยบางรายมีอาการน้อยในแต่ละวันไม่เท่ากัน และในวันเดียวกันก็ยังแปรเปลี่ยนไปได้ด้วย เช่น รู้สึกเศร้ามากที่สุดในตอนเช้า พอสายๆ บ่ายๆ ก็ค่อยยังชั่ว ผู้ป่วยบางรายมาหาแพทย์ ด้วยอาการทางกายหลายๆ อย่างซึ่งถือได้ว่าเป็นอาการซึมเศร้าที่เปลี่ยนรูปไป บางคนหันไปดื่มสุรา หรือใช้สารเสพติด เพื่อพยายามบำบัดอาการซึมเศร้าของตนเอง

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอาจมีอาการของโรคจิตร่วมด้วย เช่นมีอาการหลงผิดในเรื่องเกี่ยวกับ การทำบาปทำกรรมทั้งที่ไม่ได้ทำจริง หรือหลงผิดว่าตนเป็นผู้ผิด เป็นคนบาป ต่ำช้า เป็นคนที่โลกควรประณาม หรือสมควรตายบางรายมีประสาทหลอน เช่น มีหูแว่ว กล่าวหาว่าผู้ป่วยกระทำสิ่งไม่ดีต่างๆ หรือด่าว่าผู้ป่วยสาปแช่งประณามผู้ป่วย เป็นต้น

อาการของโรคซึมเศร้าต้องคงอยู่อย่างน้อย 2 สัปดาห์โดยเฉลี่ย มักเป็นราว 6 เดือน อาจแบ่งเป็น 3 ระดับ
ตามความรุนแรงของโรค คือ ชนิดอ่อน ชนิดปานกลาง และชนิดรุนแรง

3. โรคอารมณ์แปรปรวน ชนิด bipolar (Bipolar affective disorder)
เป็นโรคที่มีการเป็นซ้ำของโรค Mania หรือ Hypomania สลับกับโรคซึมเศร้า อาการของโรคจึงเหมือนกับโรคที่กล่าวมาข้างต้น ผู้ป่วยที่มีอาการครั้งแรกเท่านั้นจึงได้รับการวินิจฉัยเป็น Mania หรือHypomania ถ้าเป็นครั้งที่ 2 จะวินิจฉัยเป็นโรคอารมณ์แปรปรวนชนิด bipolar เพราะแสดงถึงธรรมชาติของโรคนี้ ที่จะมีการแปรปรวนของอารมณ์และกิจกรรม ระหว่าง 2 ขั้ว คือ เพิ่มขึ้นหรือลดลงจนผิดปกติ การดำเนินของโรคจะมีการสลับของอารมณ์ในทางขึ้นหรือลงแบบใดก็ได้ แต่มักไม่เป็นไปทางขั้วใดขั้วหนึ่งโดยเฉพาะ

ข้อมูลความรู้จากเรื่องโรคอารมณ์แปรปรวน
ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์

การรักษาโรค อารมณ์แปรปรวนBipolar Disorder
Mogens Schou *ดัดแปลงโดย ผศ.นพ. ปราโมทย์ สุคนิชย์

โรคอารมณ์แปรปรวน

โรคอารมณ์แปรปรวน เกิดขึ้นโดยมีอาการเป็นครั้งๆหรือเป็นช่วงๆซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 2 ด้าน หรือขั้ว คือด้านหนึ่ง จะมีช่วงระยะที่อารมณ์ดีอย่างผิดปกติ ขยันเพิ่มการทำกิจกรรมในชีวิตของตัวเองอย่างมาก หรืออาจเป็นอีกด้านหนึ่งที่เป็นช่วงระยะของอาการซึมเศร้า มีความเศร้าหมองผิดปกติ และหมดอาลัยตายอยาก
ผู้ป่วยคนเดียวกันอาจมีอาการทั้ง 2 ด้าน ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมีแต่อาการซึมเศร้า และบางคนมีแต่

อาการโรคอารมณ์แปรปรวณ

กระตือรือร้นผิดปกติ บางครั้งอาจมีอาการปนกันระหว่างสองอาการในเวลาเดียวกันก็ได้โรคนี้พบได้ประมาณ 1-2 คน ต่อประชากร 100 คน ผู้หญิงจะป่วยเป็นโรคนี้บ่อยกว่าผู้ชาย เล็กน้อย
โรคนี้มักเริ่มปรากฏระหว่างอายุ 30-50 ปี แต่ก็อาจปรากฏครั้งแรกเมื่ออายุ 15-20 ปีได้ และอาจเกิดในวัย60-70 ปีได้

ระยะฟุ้งพล่าน (mania)
โรคอารมณ์แปรปรวน ในแต่ละช่วงมีอาการแตกต่างออกไป ในแต่ละบุคคล ในแต่ละครั้ง อาการที่ปรากฏมักเป็นไปตามลักษณะที่จะกล่าวต่อไปนี้ แต่ลักษณะอาการนี้ไม่ได้ปรากฏทุกอย่างในแต่ละช่วง ที่ป่วย

ลักษณะที่เห็นได้ชัด คือ อารมณ์ดี แต่อาจโกรธ โมโหง่าย และใช้สมองได้อย่างว่องไว กระตือรือร้นผิดกว่าเคย แต่มักจะแสดงความรำคาญต่อผู้อื่นเป็นส่วนใหญ่ ผู้ป่วยจะโกรธถ้าคนอื่นตามความคิด ที่แล่นเร็วของเขาไม่ทัน กิจกรรมความคิดจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ความคิดหลายๆอย่างหลั่งไหลอยู่ในสมอง คำพูดจะลื่นไหลโดย เกือบไม่หยุดพัก มีการใช้คำพูดอย่างคล้องจอง มีการตอบโต้เสียดสีอย่างหลักแหลม ใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย ระหว่างการเกิดอาการขั้น manic หรือฟุ้งพล่านนี้ ผู้ป่วยจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงเกินกว่าปกติ วิพากษ์ วิจารณ์แต่ผู้อื่น กระฉับกระเฉงมากอย่างไม่เคยเป็น และเมื่อผสมด้วยความคิดเห็นต่างๆมากมาย ความไม่รู้ เหน็ดเหนื่อยและขาดการยับยั้ง ผลที่ตามมาของระยะฟุ้งพล่านนี้ ผู้ป่วยอาจทำให้ชีวิตคู่ล้มเหลว สร้างความ เสื่อมเสียต่อภาพพจน์ตัวเอง หรือสร้างความเสียหายทางการเงิน

ผู้ป่วยในขั้นฟุ้งพล่านนี้ จะนอนได้น้อยมาก ไม่ค่อยรู้สึกเหน็ดเหนื่อย และตื่นอยู่เพราะความคิดต่างๆไหลเข้ามา อย่างรวดเร็ว สนใจแต่งตัวแต่งหน้ามากขึ้น กิจกรรมทางเพศเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยมักไม่สนใจเรื่องอาหารการกิน และ อาจมีน้ำหนักลด นำไปสู่ความเหนื่อยอ่อนล้าของร่างกายในระยะท้าย

ผู้ป่วยระยะฟุ้งพล่านมักไม่รู้ว่าตัวเองป่วย ในทางตรงกันข้าม ผู้ป่วยจะรู้สึกสบายดีเป็นอย่างยิ่ง และไม่เข้าใจ ว่าทำไมผู้อยู่ใกล้ชิด หรือผู้เป็นที่รักเห็นว่าตนป่วย ซึ่งในสภาพนี้จะสร้างความกดดันให้แก่ชีวิตคู่และครอบครัว เมื่อญาติเห็นว่าผู้ป่วยป่วย และจำเป็นต้องได้รับการรักษา ซึ่งต้องอาศัยความรัก ความเข้าใจเอาใจใส่ และความ อดทนจากทุกฝ่ายเป็นอย่างมาก

ระยะซึมเศร้า (Depression) โรคอารมณ์แปรปรวณ
อาการซึมเศร้าในหลายๆแง่ จะตรงข้ามกับอาการระยะฟุ้งพล่าน โดยจะมีลักษณะ โศกเศร้า หดหู่ ขาดความ เชื่อมั่นในตัวเอง คิดช้า โต้ตอบช้า ความซึมเศร้า อาจเปลี่ยนแปลงอยู่ระหว่างความรู้สึกเบื่อหน่าย ไปจนถึง ความโศกเศร้าเป็นอย่างมาก บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยรู้สึกแย่มากที่อารมณ์ ของเขาแห้งแล้ง เช่น ถ้าผู้ป่วยต้องการ ร้องไห้แต่ไม่สามารถทำได้ เมื่อผู้ป่วยจมอยู่กับความรู้สึกผิดและความรู้สึกประณามหยามตนเอง ผู้ป่วย อาจคิดถึงการฆ่าตัวตาย

ความเชื่อมั่นในตนเองและกำลังใจของผู้ป่วยสูญหายไป ผู้ป่วยขาดพลัง ขาดความคิดริเริ่ม ได้แต่คล้อยตาม ผู้อื่น รู้สึกว่าไม่อาจผ่านอุปสรรคต่างๆได้ ลังเลแม้แต่การตัดสินใจเล็กๆน้อยๆเนื่องจากขาดความเชื่อมั่นใน ตนเอง ผู้ป่วยจึงมักไม่กล้าเข้าสังคม การใช้สมองของผู้ป่วยในระยะซึมเศร้า จะเป็นไปอย่างเชื่องช้า ไม่ค่อย
มีความคิดเห็นอะไร ความจำบกพร่อง ผู้ป่วยรู้สึกเหนื่อยอ่อนและหดหู่ แต่ลักษณะอาการอาจเป็นไปในอีกแง่ หนึ่งได้ คือกระวนกระวายและกระสับกระส่ายอย่างมาก

ผู้ป่วยมักมีปัญหาในการนอนหลับ บางครั้งมีความต้องการ ในการนอนเพิ่มขึ้น แต่โดยมาก ผู้ป่วยจะนอน หลับได้ไม่ดี เช่น หลับได้ยากหรือตื่นบ่อยๆในตอนกลางคืน หรือตื่นเช้าพร้อมกับความรู้สึกกระวนกระวาย อารมณ์มักจะเปลี่ยนแปลงได้หลายอย่างในช่วงวัน ในช่วงดึกๆและเช้าตรู่จะรู้สึกมืดมน อยากจะนอนอยู่ บนเตียง และใช้เวลาในช่วงเช้าให้ผ่านไปได้อย่างยากลำบาก

การป่วยระยะซึมเศร้ามักเกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายด้วย จะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อหย่อนยาน สีหน้าเฉยเมย การเคลื่อนไหวจะเชื่องช้า อาจเกิดอาการท้องผูก ประจำเดือนอาจขาดไป และความอยากอาหารจะน้อยลง ยังผลให้น้ำหนักลดลง

การรักษาโรค อารมณ์แปรปรวน
โรคอารมณ์แปรปรวน อาจรักษาได้ด้วยวิธีการต่างๆ นอกเหนือไปจากการใช้ลิเธียม และบ่อยครั้งที่วิธีการอื่นๆจะนำมาใช้ หรือนำมาใช้ร่วมกับ ลิเธียม ความช่วยเหลือทางจิตวิทยาและจิตบำบัด
อาจนำมาใช้ระหว่างระยะ พักโรค และเมื่อผู้ป่วยอยู่ในช่วงป่วยระดับไม่รุนแรง

ยารักษาโรคจิต
สำหรับการรักษาอาการกระวนกระวาย มักนำยากลุ่มที่เรียกว่ายารักษาโรคจิต มาให้เพื่อผลในทางผ่อนคลาย ต่อความกระวนกระวาย อยู่ไม่สุข และความตึงเครียด ยายังช่วยลดอาการประสาทหลอน หรืออาการหลงผิด ด้วย ยากลุ่มนี้ไม่เจาะจงต่ออาการใดอาการหนึ่ง อาจใช้กับการรักษาการฟุ้งพล่าน โดยอาจใช้ร่วมกับลิเธียม หรืออาจใช้กับอาการเศร้าซึมที่มีอาการหลงผิดร่วมด้วย ยารักษาโรคจิต อาจส่งผลข้างเคียงต่อระบบ กล้ามเนื้อและประสาท

ยาแก้ซึมเศร้า (Antidepressants)
ยาแก้ซึมเศร้าช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าที่ผิดปกติ ผลข้างเคียงของยาแก้ซึมเศร้าจะต่างกันไปตามแต่ชนิด ของยา อันได้แก่อาการ อ่อนเพลีย ปากแห้ง สั่น ท้องผูก ปัสสาวะไม่สะดวก จะเป็นลม อัตราและจังหวะ การเต้นของหัวใจเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องมีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน

การรักษาด้วยยาแก้ซึมเศร้า จะดำเนินต่อไป หลังจากที่อาการเศร้าซึมได้หายไปแล้ว อาจเป็นเวลา 3-4 เดือน บางครั้งอาจไปกระตุ้นให้เกิดอาการฟุ้งพล่าน ผู้ป่วยที่เคยผ่านอาการฟุ้งพล่านมา อาจหยุดยาแก้ซึมเศร้า เร็วขึ้น สำหรับผู้ป่วยสองลักษณะ (ฟุ้งพล่านและซึมเศร้าผสมกัน) ที่ต้องการรักษาด้วยยา ควรจะได้รับยาลิเธียม ผู้ป่วยลักษณะเดียว (ฟุ้งพล่าน หรือซึมเศร้า) อาจต้องรักษาด้วยยาลิเธียม หรือยาแก้ซึมเศร้า

โรคอารมณ์แปรปรวน อาจรักษาได้ด้วยวิธีการต่างๆ นอกเหนือไปจากการใช้ลิเธียม และบ่อยครั้งที่วิธีการอื่นๆจะนำมาใช้ หรือนำมาใช้ร่วมกับลิเธียม ความช่วยเหลือทางจิตวิทยาและจิตบำบัด อาจนำมาใช้ระหว่างระยะพักโรค และเมื่อผู้ป่วยอยู่ในช่วงป่วยระดับไม่รุนแรง

*Mogens Schou MD, FRC Psych. (Hon)
เป็นศาสตราจารย์ทางชีวจิตเวชศาสตร์ และผู้อำนวยการการวิจัยของหน่วยวิจัย
Psychopharmacology มหาวิทยาลัย Aarhus เมือง Risskov เดนมาร์ค
โรคอารมณ์แปรปรวน (Mood disorders หรือ Affective
disorders)                        

โรคอารมณ์แปร ปรวน (Mood disorders หรือ Affective disorders) เป็นกลุ่มของโรคทางจิตเวช
ที่มีความผิดปกติของอารมณ์เป็นอาการสำคัญ ความผิดปกตินี้เป็นไปในรูปแบบที่ดีขึ้นมากกว่าธรรมดา หรือ
เป็นแบบซึมเศร้า ซึ่งเป็น 2 ขั้วที่ตรงกันข้าม

โรคอารมณ์แปร ปรวนมีหลายชนิดที่สำคัญมีดังนี้

โรคนี้ยังไม่มีศัพท์บัญญัติในภาษาไทย บางคนเรียกว่าโรคคลุ้มคลั่ง ซึ่งอาจไม่
ตรงกับความหมายที่แท้จริงนัก

อาการของโรคนี้คือมีอารมณ์ที่ครื้นเครง ร่วมกับความรู้สึกว่ามีพลังงานมาก ไม่อยากพักผ่อน มีกิจกรรมต่างๆ
เพิ่มมากขึ้น พูดมาก และบางครั้งพูดเร็วจนไม่สามารถขัดจังหวะได้ ความคิดโลดแล่น ไม่ค่อยควบคุมตัวเอง
ใช้จ่ายเงินมากผิดปกติ เชื่อมั่นในตัวเองมากเกินปกติ ไม่มีสมาธิ คิดฟุ้งซ่าน คิดโครงการมากมายใหญ่โต
เพราะรู้สึกว่าตัวเองเก่งกาจหรือมีความสำคัญยิ่งใหญ่

โรคนี้อาจมีอาการของโรคจิต (psychosis) ร่วมด้วยนั่นคือ ผู้ป่วยอาจมีอาการหลงผิด (delusion) และ
ประสาทหลอน (hallucination)

อาการหลงผิดในผู้ป่วย mania มักเป็นลักษณะของความคิดว่าตนเองเป็นใหญ่เป็นโต เป็นบุคคลสำคัญ
เป็นเชื้อพระวงศ์ มีฐานะร่ำรวยหรือเก่งกาจเป็นอัจฉริยะ บรรลุโสดาบัน เป็นต้น

อาการประสาทหลอน มักพบเป็นหูแว่ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวที่สอดคล้องกับอาการหลงผิด หรือเป็นไป
ตามอารมณ์ที่ผิดปกติ มีบางรายอาจเป็นลักษณะหวาดระแวงก็ได้

อารมณ์ของผู้ป่วยบางรายเป็นแบบฉุนเฉียว ก้าวร้าว แทนที่จะเป็นแบบครื้นเครง ผู้ป่วยพวกนี้อาจก่อความ
รุนแรงได้หากถูกขัดใจ เพราะควบคุมตัวเองไม่ได้

ผู้ป่วย mania ส่วนใหญ่มีอาการไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์และอาจเป็นอยู่นาน 4-5 เดือน ถ้าอาการรุนแรงมาก
อาจต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อป้องกันอันตราย หรือความเสียหายที่ผู้ป่วยอาจก่อขึ้น

ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง อาจยังสามารถทำงานทำการได้บ้าง แม้จะไม่เหมือนปกติ ผู้ป่วยแบบนี้ เรียกว่า
Hypomanic episode

2. หรือ Major Depressive Disorder)
อาการที่สำคัญของโรคนี้คือ มีอารมณ์เศร้า ไม่มีความรู้สึกสนุกสนานและขาดความสนใจ ในสิ่งที่เคยสนใจ
รู้สึกว่าพลังงานลดลง เหนื่อย อ่อนเพลีย กิจกรรมลดลง ขาดสมาธิ รู้สึกตัวเองไร้ค่า ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
มีความรู้สึกผิด มองโลกในแง่ร้าย นอนไม่หลับ ตื่นเร็วผิดปกติ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เบื่อโลก เบื่อชีวิต มี
ความคิดทำร้ายตนเอง หรือฆ่าตัวตาย

ผู้ป่วยบางรายมีอาการน้อยในแต่ละวันไม่เท่ากัน และในวันเดียวกันก็ยังแปรเปลี่ยนไปได้ด้วย เช่น รู้สึกเศร้า
มากที่สุดในตอนเช้า พอสายๆ บ่ายๆ ก็ค่อยยังชั่ว ผู้ป่วยบางรายมาหาแพทย์ ด้วยอาการทางกายหลายๆ อย่าง
ซึ่งถือได้ว่าเป็นอาการซึมเศร้าที่เปลี่ยนรูปไป บางคนหันไปดื่มสุรา หรือใช้สารเสพติด เพื่อพยายามบำบัด
อาการซึมเศร้าของตนเอง

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอาจมีอาการของโรคจิตร่วมด้วย เช่นมีอาการหลงผิดในเรื่องเกี่ยวกับ การทำบาปทำกรรม
ทั้งที่ไม่ได้ทำจริง หรือหลงผิดว่าตนเป็นผู้ผิด เป็นคนบาป ต่ำช้า เป็นคนที่โลกควรประณาม หรือสมควรตาย
บางรายมีประสาทหลอน เช่น มีหูแว่ว กล่าวหาว่าผู้ป่วยกระทำสิ่งไม่ดีต่างๆ หรือด่าว่าผู้ป่วยสาปแช่ง
ประณามผู้ป่วย เป็นต้น

อาการของโรคซึมเศร้าต้องคงอยู่อย่างน้อย 2 สัปดาห์โดยเฉลี่ย มักเป็นราว 6 เดือน อาจแบ่งเป็น 3 ระดับ
ตามความรุนแรงของโรค คือ ชนิดอ่อน ชนิดปานกลาง และชนิดรุนแรง

3. (Bipolar affective disorder)
เป็นโรคที่มีการเป็นซ้ำของโรค Mania หรือ Hypomania สลับกับโรคซึมเศร้า อาการของโรคจึง
เหมือนกับโรคที่กล่าวมาข้างต้น ผู้ป่วยที่มีอาการครั้งแรกเท่านั้นจึงได้รับการวินิจฉัยเป็น Mania หรือ
Hypomania ถ้าเป็นครั้งที่ 2 จะวินิจฉัยเป็นโรคอารมณ์แปรปรวนชนิด bipolar เพราะแสดงถึง
ธรรมชาติของโรคนี้ ที่จะมีการแปรปรวนของอารมณ์และกิจกรรม ระหว่าง 2 ขั้ว คือ เพิ่มขึ้นหรือลดลง
จนผิดปกติ การดำเนินของโรคจะมีการสลับของอารมณ์ในทางขึ้นหรือลงแบบใดก็ได้ แต่มักไม่เป็นไปทาง
ขั้วใดขั้วหนึ่งโดยเฉพาะ

ข้อมูล โดยละเอียดเพิ่มเติม- More information

4. โรคนี้เดิมเรียกชื่อว่า Depressive neurosis และเคย
ถูกจัดไว้ในกลุ่มโรคประสาท แต่ปัจจุบันจัดไว้เป็นกลุ่มโรคอารมณ์แปรปรวน อาการของโรคนี้คืออาการ
ซึมเศร้าเรื้อรัง โดยมีอาการซึมเศร้าติดต่อกันเป็นเดือนเป็นปี หรือตลอดชีวิต และมีช่วงเวลาที่อาการหาย
เป็นปกติระยะสั้นๆ สลับบ้าง อาการซึมเศร้า ไม่รุนแรงมากเหมือนในโรคซึมเศร้า และผู้ป่วยยังคงสามารถ
ประกอบกิจวัตรประจำวัน และทำงานได้ตามปกติ โรคนี้มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับความกระทบกระเทือนทางจิต
ใจในวัยเด็ก

โรคนี้ยังไม่มีศัพท์บัญญัติในภาษาไทย อาการของโรคคือ ความไม่คงที่ของอารมณ์
ซึ่งมีทั้งครื้นเครงและซึมเศร้าในระดับความรุนแรงไม่มาก ถึงขึ้นจะวินิจฉัยเป็นโรค Mania หรือโรค
ซึมเศร้า โรคนี้เคยถูกจัดไว้เป็นโรคบุคลิกภาพผิดปกติเพราะอาการของโรคเป็นเหมือนกับ ลักษณะประจำตัว
ของผู้ป่วย ที่คงอยู่อย่างถาวร

สาเหตุของโรค อารมณ์แปรปรวน มีปัจจัยทางพันธุกรรมเกี่ยวข้องเป็นสาเหตุสำคัญ
ปัจจัยนี้เชื่อว่ามีการถ่ายทอดโดยหน่วยพันธุกรรม หรือยีนส์ (genes) แต่ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่า
เป็นแบบไหน ผู้ป่วยที่มีอาการซึมเศร้า มักมีความผิดปกติของระดับสารเคมีบางอย่างในสมอง เช่น มีการลดลง
ของ serotonis และ norepinephrine ที่ปลายประสาทตรงบริเวณรอยเชื่อม (synapse) ซึ่งมีตัวรับ
(receptor) ของสารเคมีแต่ละชนิดอยู่ ปัจจัยทางด้านจิตใจและสังคมเป็นปัจจัยเสริม หรือตัวกระตุ้นให้เกิด
อาการ เช่น ความเครียด ความกระทบกระเทือนทางจิตใจ หรือการสูญเสียสิ่งที่มีความสำคัญในชีวิต

การรักษาโรค อารมณ์แปรปรวน
ใช้การรักษาด้วยยาเป็นสำคัญ ยาที่ช่วยรักษาโรค Mania มีหลายชนิด เช่น Lithium carbonate,
Sodium valproate และ Carbamazepine ยาเหล่านี้เป็นยาที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของอารมณ์
(mood stabilizer) และยังใช้ในการรักษาต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำอีก

ยารักษาโรคจิต (Antipsychotic drugs) ได้ผลทั้งการรักษา Mania และโรคจิตที่เป็นร่วมด้วย

ยารักษาอาการ เศร้าหรือยาแก้เศร้า (Antidepressant drug) ใช้รักษาโรคซึมเศร้า โรคประสาทซึมเศร้า
และอาการซึมเศร้าอื่นๆ โดยออกฤทธิ์ที่สมองช่วยปรับระดับสารเคมีต่างๆ ที่ผิดปกติ ควรใช่ต่อเนื่องอย่างน้อย
6 เดือนในโรคซึมเศร้าเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

การรักษาด้วย ไฟฟ้า (Electro-convulsive therpy) ได้ผลดีมากสำหรับโรคนี้ โดยเฉพาะในรายที่มี
อาการรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อยา ผู้ป่วยซึมเศร้าที่มีอาการรุนแรงและตั้งใจจะฆ่าตัวตายแน่ต้องให้
การรักษาด้วยไฟฟ้าโดยด่วน เพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายเพราะการรักษาด้วยวิธีอื่น อาจไม่ทันการ และวิธี
นี้เป็นวิธีรักษาที่ได้ผลเร็วที่สุด

การรักษาด้วยจิต บำบัด (Psychotherapy) เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคประสาทซึมเศร้า เพื่อช่วยแก้ไขความ
ทุกข์ทางใจที่เกิดจากความกระทบกระเทือนใจที่ประสบมาตั้งแต่วัยเด็ก ให้ผู้ป่วยสามารถหาวิธีปรับตัวโดย
ใช้กลไกทางจิตที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม การใช้จิตบำบัด ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง เพราะมิใช่สามารถใช้ได้กับ
ผู้ป่วยทุกคน จะได้ผลดีในกรณีที่ผู้ป่วยมีความตั้งใจ จะพัฒนาตนเอง และมีศักยภาพในการเรียนรู้เท่านั้น

การดำเนินโรค
โรคอารมณ์แปรปรวนโดยเฉพาะชนิด bipolar เป็นโรคที่มีอาการเกิดขึ้นเป็นระยะๆ มีระยะที่โรคสงบ
หรือหายเป็นปกติ และมีโอกาสกลับเป็นซ้ำอีก โรคนี้สามารถหายเป็นปกติและทำงานได้เป็นส่วนใหญ่
บางรายป่วยเป็นครั้งเดียวแล้วหายขาด เช่น Mania หรือโรคซึมเศร้า มีบางรายในกลุ่ม bipolar หรือ
โรคซึมเศร้าเท่านั้นที่เป็นเรื้อรัง

อันตรายที่ร้ายแรงที่สุดในโรคอารมณ์แปรปรวนคือ การฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ในระยะซึมเศร้า
การป้องกันการฆ่าตัวตายสามารถทำได้ หากผู้ป่วยได้รับการรักษาทันท่วงที เพราะผู้ป่วยมักมีความคิด
และเตรียมการมาก่อน มิใช่ทำไปด้วยอามณ์ชั่ววูบ

ส่วนอันตรายของผู้ป่วย Mania คือความรุนแรง ซึ่งอาจเกิดเพราะอารมณ์ของผู้ป่วย ที่ครื้นเครงมากจน
คลุ้มคลั่ง และทำอะไรโดยไม่สามารถควบคุม หรือฉุนเฉียวและก้าวร้าวมาก จนทำอะไรรุนแรงโดยขาดสติ

โรคอารมณ์แปรปรวนเป็นโรคที่รักษาได้ แต่ถ้าผู้ป่วยเกิดมีตำแหน่งใหญ่โต มีอำนาจในการบริหารบ้านเมือง
หรือเป็นนักวิชาการที่ชี้นำคนในสังคม เห็นจะเกิดความปั่นป่วนไปทั้งประเทศแน่

นพ.เกษม ตินติผลาชีวะ
                        

โรคไบโพล่าร์ เป็นโรคชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดความผิดปกติของอารมณ์ โรคนี้มีหลายชื่อเช่น โรคอารมณ์
แปรปรวน , manic-depressive disorder, bipolar affective disorder, bipolar disorder
ในปัจจุบันชื่อเป็นทางการคือ โรคไบโพล่าร์ (bipolar disorder)

ลักษณะสำคัญของโรคนี้คืออาการผิดปกติของอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอาจเป็นแบบซึม เศร้า (depressive
episode หรือ depression) หรือตรงข้ามกับซึมเศร้าคืออารมณ์ดีผิดปกติ (manic episode หรือ
mania) ก็ได้

อาการซึมเศร้า (depressive episode)
อาการซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในโรคไบโพล่าร์จะเหมือนกับอาการของโรคซึมเศร้า (major depressive
disorder) ทุกประการนั่นคืออยู่ๆผู้ป่วยก็กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร้องไห้ง่าย คิดแต่เรื่องร้ายๆ รู้สึกเศร้าๆ
ไม่แจ่มใส เบื่อหน่ายไปหมดทุกเรื่อง ไม่รู้สึกดีใจเวลามีอะไรดีๆเกิดขึ้น ไม่อยากได้อะไร ไม่มีความสุข เก็บ
เนื้อเก็บตัวไม่อยากพบหน้าใคร บางคนจะหงุดหงิดโมโหง่าย เบื่อชีวิต อยากตาย บางคนถึงกับฆ่าตัวตาย
มีอาการอยู่แทบทุกวันเป็นหลายๆสัปดาห์หรือเป็นเดือน ในช่วงซึมเศร้าผู้ป่วยมักรู้ว่าตนกำลังป่วยนอกจาก
ในรายที่เป็นมากๆ

อาการตรงข้าม กับซึมเศร้า (manic episode)
เมื่อเกิดอาการตรงข้ามกับซึมเศร้าผู้ป่วยจะมีอารมณ์ดีผิดปกติ พูดมาก หัวเราะง่าย ชอบเข้าไปวุ่นวายกับคนอื่น
จนบางครั้งเกิดเรื่องเกิดราว ใช้เงินเปลืองเพราะเห็นอะไรก็น่าซึ้อไปหมดและก็จะซื้อทีละเยอะๆด้วย รู้สึกว่า
ตนเองเก่ง หล่อ สวย หรือเป็นคนสำคัญผิดปกติ
ในช่วงที่ป่วยผู้ป่วยจะรู้สึกขยันขันแข็งอยากทำอะไรมากมายไปหมดและมีความ ต้องการที่จะนอนน้อยลง
บางรายมีอารมณ์หงุดหงิดก้าวร้าวมาก ผู้ป่วยบางรายมีความต้องการทางเพศมาก
บางรายมีอาการของโรคจิตด้วยคือมีความหลงเชื่อผิดเช่นคิดว่าผู้ป่วยเป็นคน สำคัญในอดีตกลับชาติมาเกิด
หรือมีหูแว่วมาชมผู้ป่วยว่าหล่อจัง ผู้ป่วยมักไม่รู้ว่าตนกำลังป่วยและมักปฏิเสธการรักษา
ผู้ป่วยหลายๆรายติดอกติดใจในความสุขที่เกิดขึ้นในช่วงที่กำลังมีอาการตรง ข้างกับซึมเศร้าทำให้ไม่อยาก
กินยาเพราะกินแล้ว “ไม่สนุก”

อาการที่สำคัญที่จะบอกว่าผู้ป่วยป่วยเป็นโรคไบโพล่าร์คือจะต้องมีอาการตรง ข้ามกับซึมเศร้าอย่างน้อย 1 ครั้ง
โดยที่ผู้ป่วยอาจจะมีอาการซึมเศร้าเป็นบางครั้งร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้
รายที่เป็นทีไรก็ซึมเศร้าทุกทีไม่เคยมีอาการตรงข้ามกับซึมเศร้าเลยนั้นเรา เรียกว่าเป็นโรคซึมเศร้าซึ่งการรักษา
จะต่างกับโรคไบโพล่าร์ อย่างไรก็ดีผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าในช่วงหลังคลอดมักมีโอกาสสูงที่จะเกิด อาการ
ตรงข้ามกับซึมเศร้าขึ้นในภายหลัง

โรคไบโพล่าร์นั้นมักเริ่มเป็นก่อนวัยกลางคน บางรายเริ่มเป็นตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี แต่ก็มีบางรายที่มาเริ่ม
เป็นหลังอายุ 40 ปีได้
โรคไบโพล่าร์เป็นโรคที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมมาเกี่ยวข้องค่อนข้างมากโดยพบ ว่าเมื่อลองถามประวัติให้ดีๆ
มักจะพบว่ามีคนอื่นบางคนในวงศ์ญาติป่วยเป็นโรคไบโพล่าร์และลูกหลานของผู้ที่ ป่วยเป็นโรคไบโพล่าร์มี
โอกาสที่จะป่วยเป็นโรคไบโพล่าร์ได้มากกว่าคนทั่วไป

ในปัจจุบันเชื่อว่าโรคไบโพล่าร์เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมองโดยมีสาร สื่อนำประสาทที่ไม่สมดุลย์
คือมีสารซีโรโทนิน (serotonin) น้อยเกิดไปและสารนอร์เอปิเนฟริน (epinephrine) มากเกินไป
ดังนั้นเราจึงสามารถรักษาโรคนี้ได้ด้วยยา ยาที่ใช้รักษาโรคไบโพล่าร์ได้แก่ยาในกลุ่มยาควบคุมอารมณ์
(mood stabilizers), ยาแก้โรคจิต (antipsychotics), และยาแก้โรคซึมเศร้า (antidepressants)

ข้อมูล ความรู้จากเรื่องโรคอารมณ์แปรปรวน
ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์

การรักษาโรค อารมณ์แปรปรวนBipolar Disorder
Mogens Schou *
ดัดแปลงโดย ผศ.นพ. ปราโมทย์ สุคนิชย์

โรคอารมณ์แปร ปรวน

โรคอารมณ์แปรปรวน เกิดขึ้นโดยมีอาการเป็นครั้งๆหรือเป็นช่วงๆซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 2 ด้าน หรือขั้ว คือ
ด้านหนึ่ง จะมีช่วงระยะที่อารมณ์ดีอย่างผิดปกติ ขยันเพิ่มการทำกิจกรรมในชีวิตของตัวเองอย่างมาก หรือ
อาจเป็นอีกด้านหนึ่งที่เป็นช่วงระยะของอาการซึมเศร้า มีความเศร้าหมองผิดปกติ และหมดอาลัยตายอยาก
ผู้ป่วยคนเดียวกันอาจมีอาการทั้ง 2 ด้าน ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมีแต่อาการซึมเศร้า และบางคนมีแต่อาการ
กระตือรือร้นผิดปกติ บางครั้งอาจมีอาการปนกันระหว่างสองอาการในเวลาเดียวกันก็ได้

โรคนี้พบได้ประมาณ 1-2 คน ต่อประชากร 100 คน ผู้หญิงจะป่วยเป็นโรคนี้บ่อยกว่าผู้ชาย เล็กน้อย
โรคนี้มักเริ่มปรากฏระหว่างอายุ 30-50 ปี แต่ก็อาจปรากฏครั้งแรกเมื่ออายุ 15-20 ปีได้ และอาจเกิดในวัย
60-70 ปีได้

ระยะฟุ้ง พล่าน (mania)
โรคอารมณ์แปรปรวน ในแต่ละช่วงมีอาการแตกต่างออกไป ในแต่ละบุคคล ในแต่ละครั้ง อาการที่ปรากฏ
มักเป็นไปตามลักษณะที่จะกล่าวต่อไปนี้ แต่ลักษณะอาการนี้ไม่ได้ปรากฏทุกอย่างในแต่ละช่วง ที่ป่วย

ลักษณะที่เห็นได้ชัด คือ อารมณ์ดี แต่อาจโกรธ โมโหง่าย และใช้สมองได้อย่างว่องไว กระตือรือร้นผิดกว่าเคย
แต่มักจะแสดงความรำคาญต่อผู้อื่นเป็นส่วนใหญ่ ผู้ป่วยจะโกรธถ้าคนอื่นตามความคิด ที่แล่นเร็วของเขาไม่ทัน
กิจกรรมความคิดจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ความคิดหลายๆอย่างหลั่งไหลอยู่ในสมอง คำพูดจะลื่นไหลโดย
เกือบไม่หยุดพัก มีการใช้คำพูดอย่างคล้องจอง มีการตอบโต้เสียดสีอย่างหลักแหลม ใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย

ระหว่างการเกิดอาการขั้น manic หรือฟุ้งพล่านนี้ ผู้ป่วยจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงเกินกว่าปกติ วิพากษ์
วิจารณ์แต่ผู้อื่น กระฉับกระเฉงมากอย่างไม่เคยเป็น และเมื่อผสมด้วยความคิดเห็นต่างๆมากมาย ความไม่รู้
เหน็ดเหนื่อยและขาดการยับยั้ง ผลที่ตามมาของระยะฟุ้งพล่านนี้ ผู้ป่วยอาจทำให้ชีวิตคู่ล้มเหลว สร้างความ
เสื่อมเสียต่อภาพพจน์ตัวเอง หรือสร้างความเสียหายทางการเงิน

ผู้ป่วยในขั้นฟุ้งพล่านนี้ จะนอนได้น้อยมาก ไม่ค่อยรู้สึกเหน็ดเหนื่อย และตื่นอยู่เพราะความคิดต่างๆไหลเข้ามา
อย่างรวดเร็ว สนใจแต่งตัวแต่งหน้ามากขึ้น กิจกรรมทางเพศเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยมักไม่สนใจเรื่องอาหารการกิน และ
อาจมีน้ำหนักลด นำไปสู่ความเหนื่อยอ่อนล้าของร่างกายในระยะท้าย

ผู้ป่วยระยะฟุ้งพล่านมักไม่รู้ว่าตัวเองป่วย ในทางตรงกันข้าม ผู้ป่วยจะรู้สึกสบายดีเป็นอย่างยิ่ง และไม่เข้าใจ
ว่าทำไมผู้อยู่ใกล้ชิด หรือผู้เป็นที่รักเห็นว่าตนป่วย ซึ่งในสภาพนี้จะสร้างความกดดันให้แก่ชีวิตคู่และครอบครัว
เมื่อญาติเห็นว่าผู้ป่วยป่วย และจำเป็นต้องได้รับการรักษา ซึ่งต้องอาศัยความรัก ความเข้าใจเอาใจใส่ และความ
อดทนจากทุกฝ่ายเป็นอย่างมาก

ระยะซึมเศร้า (Depression)
อาการซึมเศร้าในหลายๆแง่ จะตรงข้ามกับอาการระยะฟุ้งพล่าน โดยจะมีลักษณะ โศกเศร้า หดหู่ ขาดความ
เชื่อมั่นในตัวเอง คิดช้า โต้ตอบช้า ความซึมเศร้า อาจเปลี่ยนแปลงอยู่ระหว่างความรู้สึกเบื่อหน่าย ไปจนถึง
ความโศกเศร้าเป็นอย่างมาก บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยรู้สึกแย่มากที่อารมณ์ ของเขาแห้งแล้ง เช่น ถ้าผู้ป่วยต้องการ
ร้องไห้แต่ไม่สามารถทำได้ เมื่อผู้ป่วยจมอยู่กับความรู้สึกผิดและความรู้สึกประณามหยามตนเอง ผู้ป่วย
อาจคิดถึงการฆ่าตัวตาย

ความเชื่อมั่นในตนเองและกำลังใจของผู้ป่วยสูญหายไป ผู้ป่วยขาดพลัง ขาดความคิดริเริ่ม ได้แต่คล้อยตาม
ผู้อื่น รู้สึกว่าไม่อาจผ่านอุปสรรคต่างๆได้ ลังเลแม้แต่การตัดสินใจเล็กๆน้อยๆเนื่องจากขาดความเชื่อมั่นใน
ตนเอง ผู้ป่วยจึงมักไม่กล้าเข้าสังคม การใช้สมองของผู้ป่วยในระยะซึมเศร้า จะเป็นไปอย่างเชื่องช้า ไม่ค่อย
มีความคิดเห็นอะไร ความจำบกพร่อง ผู้ป่วยรู้สึกเหนื่อยอ่อนและหดหู่ แต่ลักษณะอาการอาจเป็นไปในอีกแง่
หนึ่งได้ คือกระวนกระวายและกระสับกระส่ายอย่างมาก

ผู้ป่วยมักมีปัญหาในการนอนหลับ บางครั้งมีความต้องการ ในการนอนเพิ่มขึ้น แต่โดยมาก ผู้ป่วยจะนอน
หลับได้ไม่ดี เช่น หลับได้ยากหรือตื่นบ่อยๆในตอนกลางคืน หรือตื่นเช้าพร้อมกับความรู้สึกกระวนกระวาย
อารมณ์มักจะเปลี่ยนแปลงได้หลายอย่างในช่วงวัน ในช่วงดึกๆและเช้าตรู่จะรู้สึกมืดมน อยากจะนอนอยู่
บนเตียง และใช้เวลาในช่วงเช้าให้ผ่านไปได้อย่างยากลำบาก

การป่วยระยะซึมเศร้ามักเกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายด้วย จะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อหย่อนยาน สีหน้าเฉยเมย
การเคลื่อนไหวจะเชื่องช้า อาจเกิดอาการท้องผูก ประจำเดือนอาจขาดไป และความอยากอาหารจะน้อยลง
ยังผลให้น้ำหนักลดลง

ระยะผสม
ในโรคอารมณ์แปรปรวนนี้ นอกจากผู้ป่วยจะปรากฎอาการเป็นระยะฟุ้งพล่านกับระยะซึมเศร้าแล้ว อาจ
ปรากฎอาการผสม คือมีอาการทั้งสองชนิดผสมกันในเวลาเดียวกันได้ ผู้ป่วยอาจจะเศร้าสร้อยไร้พลังแต่
กระสับกระส่ายได้ หรือผู้ป่วยอาจฟุ้งพล่านไม่อยู่นิ่ง แต่ก็รู้สึกห่อเหี่ยวใจได้ อาการผสมนี้อาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้
แต่จะพบมากกว่าในช่วงระหว่างที่ผู้ป่วยเปลี่ยนสภาพจากระยะฟุ้งพล่าน ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ผู้ป่วย
อาจมีอาการฟุ้งพล่านสลับกับซึมเศร้าหลายๆครั้งในวันเดียว

ลักษณะการ ดำเนินของอาการ
อาการป่วยระยะ ฟุ้งพล่าน และระยะซึมเศร้าและระยะปกตินั้น มีเวลานานหลายเดือนที่แตกต่างกันอยู่มาก
ในผู้ป่วยแต่ละราย และผู้ป่วยบางรายอาจมีระยะอาการป่วย ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เช่น ปีละครั้ง แต่กรณีเช่นนี้
เป็นกรณีพิเศษ

ผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวน มี 2 ลักษณะ แสดงถึงอาการของโรค 2 ด้าน ผู้ป่วยที่แสดงอาการด้านเดียว
(unipolar course) จะมีอาการซึมเศร้าซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายช่วงโดยไม่มีอาการฟุ้งพล่านแต่อย่างใด
สำหรับผู้ป่วยที่แสดงอาการสองด้าน (bipolar course) จะมีอาการทั้งฟุ้งพล่านและซึมเศร้าหลายๆครั้ง

กล่าวโดยทั่วไป อาการป่วยมักปรากฎหลายครั้ง คั่นด้วยระยะปกติสั้นๆในเวลาหลายปี แต่ลักษณะอาการ
ที่แสดงออกจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการป่วยแบบฟุ้งพล่าน หรือซึมเศร้า
เพียงครั้งเดียว แต่ผู้ป่วยโดยมากจะมีอาการป่วยมากกว่าหนึ่งครั้ง
บางทีการป่วยซ้ำแล้วซ้ำเล่าอาจเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการงาน

ธรรมชาติของการ เจ็บป่วย
ไม่อาจบอกได้ว่าอะไร คือสาเหตุของการเกิดอาการฟุ้งพล่านหรือซึมเศร้า
บางคนอาจมีปัจจัยทางพันธุกรรมอยู่ในตัวที่ทำให้ตอบสนองต่ออิทธิพลที่เข้า มากระทบทั้งจากภายในและ
ภายนอก มีบุคลิกภาพ ที่เป็นปัญหา และเป็นไปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของเมตาบอลิซึมในสมองมีส่วนสำคัญ
ต่อการพัฒนาของอาการป่วย ความเครียดทางใจและความเครียดอื่นๆที่เกิดก่อนหน้า รวมทั้งการนอนไม่หลับ
สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการป่วยได้ แต่บ่อยครั้งที่ไม่สามารถค้นหาปัจจัยที่กระตุ้นได้

คาดกันว่าอิทธิพลภายในและภายนอกร่างกายมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อนในแต่ละ บุคคล ที่จะทำให้แต่ละคน
มีระดับความอ่อนไหว และความต้านทานต่อปัญหาต่างกัน การรักษาจึงใช้ทั้งการรักษาเชิงจิตวิทยาและ
การรักษาทางการแพทย์ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเลือกการรักษาเชิงจิตวิทยา หรือการรักษาโดยการใช้ยา
แต่อยู่ที่ว่าจะใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันอย่างไร ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การเป็นผู้ป่วย โรคอารมณ์แปรปรวน
ผู้ป่วยและครอบ ครัวย่อมได้รับผลกระทบจากประสบการณ์ จากอาการฟุ้งพล่าน-ซึมเศร้าในระยะต่างๆ
พฤติกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นอาจมีผลต่อเนื่องตามมา ความบาดหมาง ในครอบครัวอาจผสานได้ช้า
ผู้ป่วยที่ป่วยบ่อยๆอาจมีปัญหาการหาเอกลักษณ์ของตัวเอง เนื่องจากเขาถูกมอง และมองตัวเองในแง่ต่างๆ
กันไป ระหว่างที่เขาฟุ้งพล่าน ซึมเศร้า และระหว่างระยะพัก ผู้ป่วยที่มีประสบการณ์ของโรคนี้ จะรู้สึก
ไม่แน่ใจว่าเมื่อใดที่เขา “ปกติ” เมื่อใดที่อารมณ์เขาคึกคักมาก หรือเมื่อใดที่เขาห่อเหี่ยว การถูกจับตาดู
อาการกำเริบของโรคอยู่ตลอดเวลา อาจสร้างความอึดอัดใจแก่ผู้ป่วยและครอบครัวได้

ผู้ป่วยที่ฟุ้งพล่าน หรือซึมเศร้าบ่อยครั้งก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของแบบแผนการดำเนินชีวิตที่คู่ ครอง ลูกๆ
เพื่อนฝูง และผู้ที่เกี่ยวข้อง จะเข้ามามีบทบาทในความพยายามที่จะผ่อนหนักเป็นเบา ผลที่ตามมาจากการ
เปลี่ยนแปลงอารมณ์ของผู้ป่วย ในกรณีที่ครอบครัวนั้นสนใจเอาใจใส่ผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ครอบครัวจะอยู่
ท่ามกลางความกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น การพยายามฆ่าตัวตาย หรือการตัดสินใจที่ผิดพลาดในระหว่างที่
ฟุ้งพล่าน จึงเกิดบรรยากาศที่ต้องคอยระแวดระวังเกิดขึ้น ไม่อาจวางแผนอะไรได้นัก และกิจกรรมต่างๆ
อาจต้องระงับไป หากจำเป็นต้องทำ เพื่อไม่ให้เกิดอาการป่วยนี้ขึ้นอีกครั้ง ญาติๆก็ควรจะได้รับการช่วยเหลือ
และแพทย์ก็ควรให้ความสำคัญ ที่จะทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม โรคอารมณ์แปรปรวนก็ให้ประสบการณ์ในทางดีด้วย เช่นกัน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวเนื่อง
กับระยะฟุ้งพล่านระดับไม่รุนแรง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วย ได้รับความรู้สึกที่เชื่อมั่นในตัวเอง มีความรู้สึกไวต่อ
สิ่งต่างๆ เพิ่มระดับความรู้สึกทางเพศ มีแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์สูง มีความรู้สึกที่ดีต่อการ
คบหาสมาคม

การรักษาโรค อารมณ์แปรปรวน
โรคอารมณ์แปรปรวน อาจรักษาได้ด้วยวิธีการต่างๆ นอกเหนือไปจากการใช้ลิเธียม
และบ่อยครั้งที่วิธีการอื่นๆจะนำมาใช้ หรือนำมาใช้ร่วมกับ ลิเธียม ความช่วยเหลือทางจิตวิทยาและจิตบำบัด
อาจนำมาใช้ระหว่างระยะ พักโรค และเมื่อผู้ป่วยอยู่ในช่วงป่วยระดับไม่รุนแรง

ยารักษาโรคจิต
สำหรับการรักษาอาการกระวนกระวาย มักนำยากลุ่มที่เรียกว่ายารักษาโรคจิต มาให้เพื่อผลในทางผ่อนคลาย
ต่อความกระวนกระวาย อยู่ไม่สุข และความตึงเครียด ยายังช่วยลดอาการประสาทหลอน หรืออาการหลงผิด
ด้วย ยากลุ่มนี้ไม่เจาะจงต่ออาการใดอาการหนึ่ง อาจใช้กับการรักษาการฟุ้งพล่าน โดยอาจใช้ร่วมกับลิเธียม
หรืออาจใช้กับอาการเศร้าซึมที่มีอาการหลงผิดร่วมด้วย ยารักษาโรคจิต อาจส่งผลข้างเคียงต่อระบบ
กล้ามเนื้อและประสาท

ยาแก้ซึมเศร้า (Antidepressants)
ยาแก้ซึมเศร้าช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าที่ผิดปกติ ผลข้างเคียงของยาแก้ซึมเศร้าจะต่างกันไปตามแต่ชนิด
ของยา อันได้แก่อาการ อ่อนเพลีย ปากแห้ง สั่น ท้องผูก ปัสสาวะไม่สะดวก จะเป็นลม อัตราและจังหวะ
การเต้นของหัวใจเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องมีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน

การรักษาด้วยยาแก้ซึมเศร้า จะดำเนินต่อไป หลังจากที่อาการเศร้าซึมได้หายไปแล้ว อาจเป็นเวลา 3-4 เดือน
บางครั้งอาจไปกระตุ้นให้เกิดอาการฟุ้งพล่าน ผู้ป่วยที่เคยผ่านอาการฟุ้งพล่านมา อาจหยุดยาแก้ซึมเศร้า เร็วขึ้น
สำหรับผู้ป่วยสองลักษณะ (ฟุ้งพล่านและซึมเศร้าผสมกัน) ที่ต้องการรักษาด้วยยา ควรจะได้รับยาลิเธียม
ผู้ป่วยลักษณะเดียว (ฟุ้งพล่าน หรือซึมเศร้า) อาจต้องรักษาด้วยยาลิเธียม หรือยาแก้ซึมเศร้า

โรคอารมณ์แปรปรวน อาจรักษาได้ด้วยวิธีการต่างๆ นอกเหนือไปจากการใช้ลิเธียม และบ่อยครั้งที่วิธีการอื่นๆจะนำมาใช้ หรือนำมาใช้ร่วมกับลิเธียม ความช่วยเหลือทางจิตวิทยาและจิตบำบัด อาจนำมาใช้ระหว่างระยะพักโรค และเมื่อผู้ป่วยอยู่ในช่วงป่วยระดับไม่รุนแรง

การช็อคด้วย ไฟฟ้า (Eketric Conrulsive Treatment:ECT)
การช๊อคด้วยไฟฟ้า จะทำในลักษณะดังนี้ :

ในระหว่างภาวะเสมือนหลับ บางส่วนของสมอง จะถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้าผ่านขั้วไฟฟ้า ที่วางบนผิวหนัง
ซึ่งจะเกิดการกระตุก แต่เนื่องจากกล้ามเนื้อได้ถูกผ่อนคลายโดยฤทธิ์ยา การกระตุกของกล้ามเนื้อจึงเป็นไป
แต่เพียงเล็กน้อย ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกอะไรในตอนนั้น แต่ระหว่างหลายชั่วโมงต่อมา อาจจะปวดหัวบ้าง และ
รู้สึกตึงกล้ามเนื้อ บางทีความจำบกพร่องอาจเกิดขึ้นได้

การช๊อคไฟฟ้า อาจใช้รักษาอาการฟุ้งพล่านด้วย แต่โดยหลักแล้ว การใช้รักษาอาการ ซึมเศร้าอย่างรุนแรง
โดยใช้วิธีนี้ 2-4 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ในระหว่าง 3-4 สัปดาห์ นำไปสู่การฟื้นตัวของผู้ป่วยส่วนใหญ่ การช๊อค
ไฟฟ้า อาจทำในระหว่างที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือเมื่อเป็นผู้ป่วย นอก

ยารักษาโรคจิต
สำหรับการรักษาอาการกระวนกระวาย มักนำยากลุ่มที่เรียกว่ายารักษาโรคจิต มาใช้ ยากลุ่มนี้เป็นยากล่อม
ประสาท เช่น chlorpromazine (Largactil, Thorazine หรือ Haloperidol (Haldol)
ยากลุ่มนี้จะให้ผลในทางผ่อนคลายต่อความกระวนกระวาย อยู่ไม่สุข และความตึงเครียด ยายังช่วย
ลดอาการประสาทหลอน หรืออาการหลงผิดด้วย ยากลุ่มนี้ไม่เจาะจงต่ออาการใดอาการหนึ่ง อาจใช้กับ
การรักษาการฟุ้งพล่าน โดยอาจใช้ร่วมกับลิเธียม หรืออาจใช้กับอาการเศร้าซึมที่มีอาการหลงผิดร่วมด้วย
ยารักษาโรคจิต อาจส่งผลข้างเคียงต่อระบบกล้ามเนื้อและประสาท

ยาแก้ซึมเศร้า (Antidepressants)
ยาแก้ซึมเศร้าช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า แต่เฉพาะกับอาการซึมเศร้าที่ผิดปกติ ยานี้จะไม่มีผลต่อความ
เศร้าโศกเสียใจของคนปกติ ยากลุ่มนี้ได้แก่ imipramine (Tofranil) และ amitriptyline (Elavil,
Tryptfzol)

ผลข้างเคียงของยาแก้ซึมเศร้า ได้แก่อาการ อ่อนเพลีย ปากแห้ง สั่น ท้องผูก ปัสสาวะ ไม่สะดวก จะเป็นลม
อัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องมีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ในผู้ป่วยที่เป็นโรค
หัวใจรั่ว (cardiac disease)

การรักษาด้วยยาแก้ซึมเศร้า จะดำเนินต่อไป หลังจากที่อาการเศร้าซึมได้หายไปแล้ว อาจเป็นเวลา 3-4 เดือน
บางครั้งอาจไปกระตุ้นให้เกิดอาการฟุ้งพล่าน ผู้ป่วยที่เคยผ่านอาการฟุ้งพล่านมา อาจหยุดยาแก้ซึมเศร้าเร็วขึ้น
สำหรับผู้ป่วยสองลักษณะ (ฟุ้งพล่านและซึมเศร้าผสมกัน) ที่ต้องการรักษาด้วยยา ควรจะได้รับยาลิเธียม
ผู้ป่วยลักษณะเดียว (ฟุ้งพล่าน หรือซึมเศร้า) อาจต้องรักษาด้วยยาลิเธียม หรือยาแก้ซึมเศร้า

——————————————————————————–

*Mogens Schou MD, FRC Psych. (Hon)
เป็นศาสตราจารย์ทางชีวจิตเวชศาสตร์ และผู้อำนวยการการวิจัยของหน่วยวิจัย
Psychopharmacology มหาวิทยาลัย Aarhus เมือง Risskov เดนมาร์ค

โรคอารมณ์แปรปรวน โรคแมเนีย-ซึมเศร้า

(Bipolar disorder or Manic-depressive disorder)

นายแพทย์ฐานันดร์ ปิยะศิริศิลป์

คำจำกัดความ

ลักษณะสำคัญของโรคนี้ คือ ผู้ป่วยมีความผิดปกติของอารมณ์เป็นอาการสำคัญ โดยอารมณ์ที่ผิดปกตินั้นอาจเป็นอารมณ์เศร้าหรืออารมณ์รื่นเริงสนุกสนานผิด ปกติ ร่วมกับอาการอื่นของโรคซึมเศร้า หรือโรคแมเนียโดยไม่มีโรคทางกาย โรคของสมอง หรือพิษจากยาเป็นสาเหตุของอาการดังกล่าว

โรคอารมณ์แปรปรวน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

1. Depressive Disorders มีอารมณ์เศร้าเป็นอาการหลักร่วมกับอาการอื่น ๆ

2. Bipolar Disorders มีอารมณ์สนุกสนานแบบ Mania เป็นอาการหลัก และมักมีหรือเคยมีอาการของโรคซึมเศร้า

อาการโรคอารมณ์แปรปรวณ

โรคซึมเศร้า มีอาการสำคัญ ๆ ดังนี้

    อารมณ์เศร้า ผู้ป่วยรู้สึกใจคอหดหู่ เศร้าหมอง ไม่มีชีวิตชีวา รู้สึกไม่แจ่มใส อารมณ์เศร้านี้จะเป็นติดต่อกันหลายวันถึงเป็นสัปดาห์
    อารมณ์หงุดหงิดโกรธง่าย ผู้ป่วยรู้สึกหงุดหงิดง่ายโดยไม่มีสาเหตุชัดเจนบ่อย ๆ
    ความรู้สึกเบื่อและหมดความสนใจ ผู้ป่วยรู้สึกเบื่อและหมดความสนใจในสิ่งต่าง ๆ ที่เคยทำให้รู้สึกดี เช่น ไม่อยากดู TV ไม่อยากไปดูภาพยนตร์ ไม่อยากคุยกับเพื่อนหรือญาติ ไม่อยากไปเที่ยว เป็นต้น
    อาการเบื่ออาหาร ผู้ป่วยรู้สึกเบื่อ ไม่รู้สึกอยากอาหาร กินอาหารน้อยลงจนน้ำหนักลด
    นอน ไม่หลับ ระยะแรกอาจจะหลับยาก นอนหลับไม่สนิท ฝันร้าย หรือตื่นบ่อย เมื่อเป็นมากขึ้น อาจตื่นกลางดึก ตีหนึ่ง ตีสอง หรือตื่นเช้ามืด หลับต่อไม่ได้ เป็นทุกคืน
    อาการอ่อนเพลีย ผู้ ป่วยรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง เหนื่อยง่าย โดยไม่มีสาเหตุทางร่างกายชัดเจน
    ความคิดเชื่องช้า การเคลื่อนไหวตลอดจนการพูดจาเชื่องช้าลง รู้สึกไม่กระตือรือร้น ต้องฝืนใจทำสิ่งต่าง ๆ เช่น การพูด การแต่งตัว การทำงาน เป็นต้น
    สมาธิเสีย ความจำไม่ดีและลืมง่ายเป็นอาการสำคัญ อ่านหนังสือแล้วจำไม่ได้ ไม่มีสมาธิในการทำงาน
    ความรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ผู้ป่วยรู้สึกตัวเองไม่มีค่า หรือหมดความสำคัญต่อครอบครัว เพื่อนร่วมงาน
    ความคิดอยากตาย เมื่อเศร้ามาก ๆ ผู้ป่วยจะคิดอยากตายและพยายามฆ่าตัวตาย ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจฆ่าตัวตายสำเร็จ

โรค Bipolar Disorder ระยะ Mania Episode มีอาการดังนี้

    มีอารมณ์รื่นเริงสนุกสนานผิดปกติ หรือมีอารมณ์หงุดหงิดโกรธง่าย อารมณ์เปลี่ยน แปลงง่าย
    อาการนอนไม่หลับ อาจหลับยาก ตื่นบ่อย หรือนอนไม่หลับเลย ผู้ป่วยจะลุกขึ้นมาทำงานต่าง วุ่นวาย โดยไม่รู้สึกอ่อนเพลีย
    มีอาการพูดมาก พูดเร็วและส่งเสียงดัง
    ไม่มีสมาธิ สิ่งกระตุ้นจากภายนอกจะเบนความคิดให้ออกนอกเรื่องได้ง่าย
    มีการเคลื่อนไหวและมีกิจกรรมมากผิดปกติ ผู้ป่วยจะพูดคุยกับคนทั่วไปแม้ไม่รู้จักกัน ชอบออกนอกบ้านไปพบเพื่อนหรือญาติพี่น้องบ่อยผิดปกติ
    ความคิดเปลี่ยนเรื่องเร็ว ผู้ป่วยมีความคิดหลาย ๆ เรื่อง เกิดขึ้นรวดเร็ว และแสดงออกโดยการพูดมากและเร็ว
    มีอารมณ์ทางเพศเพิ่มขึ้นผิดปกติ
    การตัดสินใจไม่ดี เช่น ใช้เงินเปลืองและซื้อของมากผิดปกติ ลงทุนในกิจการต่าง ๆ อย่างไร้เหตุผล
    รู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญมากผิดปกติ มีความสามารถพิเศษ ร่ำรวยมาก ทั้งที่ไม่เป็นความจริง
    ถ้าอาการมาก อาจมีอาการหูแว่ว ประสาทหลอนร่วมด้วย

การดำเนินของโรค

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการประมาณ 6 – 9 เดือน เมื่ออาการของโรคสงบลง มักจะสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ แต่จะมีโอกาสเป็นซ้ำได้อีก จึงอาจต้องใช้ยาทางจิตเวชควบคุมอาการ เพื่อไม่ให้เป็นซ้ำ

การรักษา

ยาทางจิตเวช มีความสำคัญมากในการรักษาโรคกลุ่มนี้ ปัจจุบันมียารักษาอารมณ์เศร้าหลายชนิดที่ให้ผลการรักษาดี รวมทั้งยาควบคุมอารมณ์แปรปรวนในการรักษาผู้ป่วย Bipolar Disorder ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องรักษาด้วยยาประมาณ 6 – 9 เดือน

จิตบำบัดและครอบครัวบำบัด ตามสภาพปัญหาส่วนตัวและครอบครัวของผู้ป่วย
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
สามารถอัพโหลดไฟล์แนบ สำหรับโพสได้
 
ถอยกลับ ถัดไป