ขยายหน้าจอ
  • 1967เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

[สุขภาพ]7 นิสัยไม่ดีถ่วงงาน! [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 


นิสัยและพฤติกรรมแย่ๆ ของคุณอาจทำให้ถ่วงงานถ่วงการ และถ่วงความสุขส่วนตัว แถมยังพลาดโอกาสงามๆไม่เว้นแต่การเสพติดเฟซบุก (Facebook)บางรายถึงขั้นติดงอมแงมต้องไปเลิกวัดถ้ำกระบอก เปิดหน้าเฟซบุกค้างไว้หน้าจออัพเดตเรื่องตัวเองทุกนาทียิ่งกว่า Breaking News ซะอีกแน่ะ


อ๊ะ! ใครบ้างเอ่ย มีนิสัยไม่ดีถ่วงงาน เหมือน 7 ข้อต่อจากนี้บ้างหรือท่านที่กำลังอ่านอยู่กำลังโดนเฟซบุกกลืนกินไปแล้วทั้งตัวโดยไม่รู้ตัวอุ้บส์!

พฤติกรรมถ่วงงานแรก

->เสพติดเฟซบุก ทวิตเตอร์

มันจะมีเหตุผลอะไรบ้างนะที่ทำให้คุณอยู่ห่างจากหน้าโลกโซเซียลเน็ตเวิร์กไม่ได้เลยถ่ายรูปอัพขึ้นเฟซบุก แอบส่องหน้าเฟซฯ แฟน เพื่อนกิ๊กยิ่งกว่าสนใจงานเสียอีก

"การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมจนถึงขั้นเสพติด มันจะกระตุ้นให้สมองได้รับความเคยชิน และกระทำการแบบนั้นอยู่เรื่อยๆ " ดร.เดวิด ร็อก (David Rock) ผู้อำนวยการสถาบัน NeuroLeadership และผู้เขียนหนังสือเรื่อง Your Brain at Work

"เช่นเดียวกับการกินช็อกโกแลต สมองจะหลั่งความสุขออกมา หากได้ทำสิ่งนั้น แต่บางครั้งคุณทำอะไรก็ตามมากกว่าความต้องการ เช่น การโพสต์ หรืออัพเดตเฟซบุก follow ทวิตเตอร์อยู่ตลอดเวลา มันทำให้คุณเสียสมาธิต่องานที่คุณต้องทำและสิ่งเหล่านั้นจะหวนกลับมาเล่นงานคุณอย่างแน่นอนประสิทธิภาพของงานคุณอาจถดถอย ส่งงานล่าช้ากว่ากำหนดเพราะมัวแต่เล่นเฟซบุกนั่นเอง" ดร.ร็อก กล่าว

"มันทำให้เสียสมาธินะ การจดจ่อต่อสิ่งที่เราไม่จำเป็นในชีวิตมากเกินไปหรือการเล่นเฟซบุก ทวิตเตอร์ จะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องคุณได้ เพลาๆ ลงบ้างก็ดีเราควรลำดับความสำคัญให้ถูก ว่าอะไรมาก่อนหลังกำหนดเวลาท่องโลกสังคมออนไลน์ คุณต้องทำจิตใจให้เข้มแข็งมิฉะนั้นอาจถูกดูดกลืนเข้าไปในโลกไซเบอร์อย่างไม่รู้ตัวมารู้ตัวอีกทีก็โดนไล่ออกจากงานซะงั้น"ดร.ร็อกแนะวิธีออกจากบ่วงหายนะเฟซบุก

ทำงานสร็จก่อนแล้วค่อยจุ้นเรื่องชาวบ้านก็ได้นะจ๊ะ

พฤติกรรมถ่วงงานสอง

->พิมพ์อีเมลส่งงานแบบลวกๆ

"ข้อความในอีเมลแบบไม่ตั้งใจพิมพ์ ส่งแบบขอไปทีอาจทำให้คนได้รับเกิดความสับสน โดยเฉพาะเรื่องงานดังนั้นหลังจากพิมพ์อีเมลเสร็จแล้วควรตรวจสอบข้อความนั้นอย่างถี่ถ้วนก่อนจะเลื่อนเมาส์ไปคลิกกดส่งแย่ไปกว่านั้นหากเป็นเรื่องงานอาจทำให้คุณชวดงานชิ้นโตได้เพราะผู้อ่านอาจงง และลังเลใจต่อข้อความอีเมล"

ดร.ร็อก แนะนำว่า"การเขียนอีเมลเป็นการบันทึกความทรงจำแว้บแรกต่อผู้ได้รับข้อความหากคุณยังไม่แน่ใจต่อสิ่งที่คุณเขียนลงในอีเมล เอางี้! บันทึกเป็นฉบับร่างไว้ก่อน อย่าเพิ่งส่ง รอให้จิตใจ และสมองปลอดโปร่งกว่านี้ค่อยส่งกลับมาตรวจทานก่อนในฉบับร่าง ปรับแก้ให้ถูกใจจะดีกว่า

ประโยชน์ใช้สอยของอีเมลมีมากมาย ทำให้แสดงออกความสามารทางความคิดโลกทัศน์ได้เป็นอย่างดี แต่...สำหรับกรณีผู้เขียนไม่เก่งแนะนำให้คุยทางโทรศัพท์จะดีกว่า กริ้งเดียวเอาอยู่การสนทนาแบบตัวต่อตัวอาจลดช่องว่างของอารมณ์หรือการคิดไปเองในข้อความทางอีเมลได้" ดร.ร็อก กล่าว

พฤติกรรมถ่วงงานสาม

->ตั้งวงเม้าท์มอยในออฟฟิศ

"โอ้ย  เมื่อวานแกเห็นฉากเลิฟซีนณเดชน์ กับญาญ่า ป๊ะ น่ารักเว่อร์น่าจะเป็นแฟนกันเนอะ แกว่าป๊ะ แกเห็นเสื้อสีชมพูของชมพู่ อารยาดิเดี๋ยวชั้นจะไปหาซื้อมาใส่ไปแซ่บกับแฟนแหล่ะ"

การตั้งวงสนทนาในที่ทำงานเป็นสิ่งดี กระชับความสัมพันธ์ของเพื่อนฝูงได้ เท่ากับเป็นการแลกเปลี่ยนทางความคิดซึ่งกันและกัน

แต่หากรู้ตัวอีกทีว่าสิ่งที่กำลังพูดไม่ได้เป็นการกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานแต่เป็นการเม้ามอยปาปารัสซี่เรื่องชาวบ้าน หรือแชทกันเรื่องไร้สาระ พิมพ์กันยิกๆในMSN พิมพ์เร็วยิ่งกว่าพิมพ์งานซะอีก งั้นโปรดหยุดพฤติกรรมนั้นเสียในเวลางาน

ดร.กล่าวว่า "แทนที่เราจะใช้พลังงานในการติฉินนินทาเพื่อนร่วมงานคนอื่นแล้วเก็บไว้อุทิศให้กับงานอย่างจริงจังมันจะช่วยส่งเสริมให้งานเราดียิ่งขึ้นการเม้าท์ผู้อื่นในเวลาการเป็นการรบกวนสมาธิในการทำงานอย่างยิ่งควรใจจดใจจ่อในงานก่อนจะดีกว่ามั้ย"

พฤติกรรมถ่วงงานสี่

->ไร้สมดุลเรื่องงาน-เรื่องส่วนตัว

"คุณควรจัดการชีวิตของคุณให้เป็นเรื่องง่าย เพียงปลายสัมผัสด้วยการแบ่งสรรปันส่วนชีวิตงานกับเรื่องส่วนตัวให้ดีโดยเริ่มต้นในแต่ละวันของการทำงานโดยการจดในสมุด หรือออแกไนเซอร์ ว่าวันนี้เราจะต้องทำอะไรบ้าง เก้าโมงเช้านัดคุยงานกับลูกค้าบ่ายโมงเอารถไปเข้าศูนย์ เช็กกิโลฯ ตามระยะ บ่ายสามเข้าออฟฟิศประชุมงานหนึ่งทุ่มนัดแฟนดูหนัง ห้าทุ่มชวนกิ๊กไปอาร์ซีเอ" ดร.ร็อก กล่าว

หากเราจัดการเวลาได้อย่างลงตัว ชีวิตส่วนตัวก็จะไม่หายไปในแต่ละวันและคุณจะได้รับความสุขในชีวิตทุกๆ วัน ไม่ต้องมานั่งรอวันเสาร์-อาทิตย์หรือวันนักขัตฤกษ์ถึงได้มีความสุข นั่นเท่ากับว่าเดือนหนึ่งมีความสุขน้อยกว่าเวลางานอีก

ที่สำคัญ ควรจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง เช่น บางอย่างทำวันนี้ไม่ได้เพราะไม่สำคัญเท่างานนี้ เวลาไม่พอทำให้กินเวลางานอื่นก็เลื่อนเป็นพรุ่งนี้ยังไม่สาย เพราะหากทำอะไรก็ตามที่เกินตัว เกินแรงก็ทำลายงานของคุณได้เช่นกัน

ชีวิตสั้นนัก ควรใช้เวลาในแต่ละวันให้มีความสุข ไม่ใช่เรื่องยาก!

พฤติกรรมถ่วงงานห้า

->ทัศนคติเชิงลบ

ทัศนคติเป็นดัชนีชี้ว่า บุคคลนั้นคิดและรู้สึกอย่างไรกับคนรอบข้างวัตถุหรือสิ่งแวดล้อมตลอดจนสถานการณ์ต่างๆโดยทัศนคตินั้นมีรากฐานมาจากความเชื่อที่อาจส่งผลถึงพฤติกรรมในอนาคตได้ทัศนคติ จึงเป็นเพียงความพร้อม ที่จะตอบสนองต่อสิ่งเร้าและเป็นมิติของการประเมิน เพื่อแสดงว่าชอบหรือไม่ซึ่งถือเป็นการสื่อสารภายในบุคคล ที่เป็นผลกระทบมาจากการรับสารอันจะมีผลต่อพฤติกรรม

"อคติหรือทัศนคติเชิงลบสามารถลดคุณภาพของความคิดและงานของคุณ" ดร.ร็อก กล่าวจริงจัง

"หากคุณยึดติดกับงานจนเกินไปย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายเพราะจะเครียดจนเกินไป แน่นอนการมีทัศนคติเชิงลบและมีอคติต่อทุกสิ่งทุกอย่างมองโลกเป็นขาวดำมากจนเกินไปอาจทำให้งานของคุณเลวร้ายลง การมองทุกอย่างในเชิงลบ จะทำให้จิตใจคุณขุ่นมัวไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ดีให้ออกมาได้ การยึดติดต่อเหตุผลและความคิดของตนเองมากเกินไป จะทำให้เกิดการปิดกั้นทางความคิดทำให้ไม่เปิดใจยอมรับผู้อื่นได้ จิตใจแคบ ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่นจึงทำให้มุมมองทางสังคมไม่เปิดกว้าง ถ่วงงานให้แย่ลงถอยหลังลงคลองเข้าไปเรื่อยๆ

หรือแม้กระทั่งความเศร้าโศกเสียใจในช่วงเวลานั้น ยกตัวอย่างเช่น คนอกหักจะเห็นได้เลยว่าผลงานในช่วงนั้นของเขาผิดเพี้ยนจากงานในช่วงที่จิตใจเขาดีแค่ไหนการมีทัศนคติเชิงลบจะทำให้คุณไม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในการทำงานแถมทำให้เพื่อนร่วมงานไม่อยากสุงสิงกับคุณ มากไปกว่านั้นอาจถูกปล่อยเกาะลอยแพให้ทำงานคนเดียว เพราะมองซ้ายมองขวาก็มองอะไรแย่ไปหมดไม่เคยคิดอะไรในแง่บวก ดังนั้นผลงานจะออกมาในแง่ลบตลอดเวลา" ดร.ร็อก กล่าว

พฤติกรรมถ่วงงานหก

->ไม่เสมอต้นเสมอปลาย ส่งงานช้าเป็นนิจ

"ไม่ควรทำงานแบบพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก เช่นอาทิตย์นี้งานดีเยี่ยมไร้ที่ติ อาทิตย์ถัดมางานย่ำแย่ เละเทะไม่มีชิ้นดีหรือเคยส่งงานตามกำหนดมาตลอด วันดีคืนดีส่งงานสายไปหลายวันการทำงานแบบไม่เสมอต้นเสมอปลาย จะทำให้ลดความน่าเชื่อถือของตนเอง"ดร.ร็อกกล่าว

"การส่งงานล่าช้าตามกำหนดอาจทำให้เราเกิดความเคยชินคุณควรจัดการความคิดของตนเองให้ถูก เช่น จากจุด A ไปจุด Bจะใช้เวลานานเท่าไหร่ หากเรานั่งทำงานประมาณ 2 ชั่วโมงจะได้งานกี่ชิ้นรวมถึงการทำงานแบบไม่เสมอต้นเสมอปลายทำให้ประสิทธิภาพรวมถึงผลกระทบต่องานมากขึ้น ยิ่งกว่าสึนามิซัดเสียอีกผลที่ได้รับอาจเหมือนคลื่นใต้น้ำโดนเจ้านายไล่ออกเพราะทนความไม่รับผิดชอบต่อการทำงานไม่ไหว

ไม่ยากครับ เราควรกำหนดเวลาไว้เลย วันนี้ควรทำอะไรบ้างเวลานี้เราควรทำอะไรอยู่ อย่าทำตัวติสต์แตก เอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง"โอ้ยวันนี้เซ็งเป็ด อากาศร้อนชะมัด ทำงานไม่ได้ละกลับบ้านดูละครเกาหลีดีกว่า"

ดร.ร็อก มีวิธีที่ง่ายมาฝาก "วิธีที่ดีในการเตือนตัวเองว่า เวลาไหนควรทำอะไร ให้ตั้งนาฬิกาปลุกเลย ง่ายๆ แต่ได้ผลชัวร์ป้าบ"

พฤติกรรมถ่วงงานสุดท้าย

->ทำงานเพลินไม่เบรกกินข้าวกลางวัน

"คุณรู้มั้ยอาหารกลางวันมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายขนาดไหนคุณปฏิเสธที่จะไม่พักเบรกในช่วงเที่ยงเพื่อทานอาหารแต่เลือกจมปลักอยู่กับโต๊ะทำงาน และหน้าคอมพ์ มันจะทำให้ร่างกายคุณเสื่อมโรคกะเพาะถามหา สมองไม่ปลอดโปร่ง เพราะไม่ได้พักและร่างกายขาดสารอาหารที่เป็นประโยชน์

คุณควรใช้เวลาพักเที่ยงทานข้าว ดื่มกาแฟ เม้าท์มอยกรุบกริบกับเพื่อนร่วมงานย้ำว่ากรุบกริบ เพื่อผ่อนคลาย

ผลวิจัยทางการแพทย์เผยแพร่ในปี 2010 ออกมาด้วยว่า การไม่ทานข้าวกลางวันเสี่ยงต่อการตายจากโรคหัวใจอีกด้วย"

ดร.ร็อก ให้ข้อมูลน่าสนใจต่อว่า

"การพักกลางวันหลังจากที่ช่วงเช้าทำงาน ซึ่งจะทำให้สมองคุณเหนื่อยล้าหากคุณพักสักหนึ่งชั่วโมง จะทำให้การทำงานของคุณออกมาดียิ่งขึ้นเพราะสมองได้รับการผักผ่อนนั่นเท่ากับว่าผลงานของคุณที่ออกมาช่วงบ่ายจะสดใหม่เสมือนน้ำส้มที่เพิ่งคั้นใหม่สดซิง! กับน้ำส้มที่คั้นมานานแล้วครึ่งค่อนวันคุณอยากดื่มแก้วไหนล่ะ"

การพักกลางวันทานข้าว เหมือนได้รีเซ็ตสมองใหม่ทำให้ความคิดแล่นปรู๊ดปร๊าดดั่งเน็ต 9 เม็ก มีแรงในการทำงานในชั่วโมงต่อไปแต่ระวังหน่อยนะ หนังท้องตึงหนังตาอาจหย่อนได้

        





ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เรียบเรียงจากไชน์
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป