ขยายหน้าจอ
  • 2213เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

[พุทธทาส]ปณิธานข้อหนึ่ง พยายามเข้าถึงหัวใจศาสนาของตน [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 

ปณิธานข้อหนึ่ง พยายามเข้าถึงหัวใจศาสนาของตน

ธรรมบรรยาย วันล้ออายุ ภาคเช้า
๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๙
          ปณิธานข้อแรก สรุปความว่า เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ แล้วแต่ว่าจะกำลังถือศาสนาอะไร. คำว่าศาสนาในที่นี้ หมายถึงศาสนาที่ถูกต้อง, ไม่ใช่ศาสนาวัตถุนิยม ไม่ใช่ศาสนาเงิน ไม่ใช่ศาสนากามารมณ์, แต่เป็นศาสนาที่ถูกต้อง ที่มี อยู่สำหรับคุ้มครองโลก แต่ละศาสนาก็มีหัวใจคือความมุ่งหมายส่วนสำคัญ, นี้เรียกว่า จะตรงกันทุกศาสนาก็ได้ คือเพื่อสันติสุขของโลก ด้วยเครื่องมือคือความไม่เห็นแก่ตัว, ทุกศาสนามุ่งหมายจะกำจัดความเห็นแก่ตัว.



ความเห็นแก่ตัวเป็นอันตรายมาก
ความเห็นแก่ตัวนี้เป็นอันตราย เป็นศัตรูร้ายยิ่งกว่าสิ่งใดของมนุษย์; เพราะเห็นแก่ตัวนั่นแหละมันจึงเกิดความโลภ, เมื่อมี อะไรมาทำให้โลภ มันเกิดความโกรธ, เมื่อมีอะไรมาทำให้โกรธ, เกิดความโง่ ในเมื่อมีอะไรมาทำให้โง่. มันเป็นผลแห่งการที่ควบคุมสัญชาตญาณไว้ไม่ได้.

          เรื่องนี้สำคัญมาก ควรจะทราบไว้เป็นหลักเกณฑ์ว่าชีวิตทุกชนิด ชีวิตระดับมนุษย์ ชีวิตระดับสัตว์เดรัจฉาน ชีวิตระดับต้นไม้ต้นไล่, มันมีสัญชาตญาณ คือความรู้สึกเกิดได้เอง โดยไม่ต้องอบรมสั่งสอนอะไร; เช่นความรู้สึกว่ามีตัวตนเป็นตัวตนนี้ก็มี, ไม่มีชีวิตมันก็ไม่รู้จะดำเนินอยู่อย่างไร มันมีสัญชาตญาณว่ามีตัวตน มีตัวฉัน, แล้วมันก็ต้องเกิดสัญชาตญาณที่ จะต้องกินอาหาร จะต้องแสวงหาอาหาร จะต้องต่อสู้เมื่อควรต่อสู้ จะต้องหนีภัยเมื่อควรหนีภัย; นี้มันเป็นได้ในสิ่งที่มี ชีวิต แม้ในระดับต้นไม้.

          อย่าไปพูดเขลา ๆ ตาม ๆ กันว่า ต้นไม้ไม่มีจิต ไม่มีวิญญาณ; มันก็มีความรู้สึกตามระดับอันน้อยอันต่ำของต้นไม้, มันมี ความรู้สึกในความหมายอย่างเดียวกัน คือมันต้องการจะมีอยู่, มันต้องการจะคงชีวิตอยู่ มันจึงมีการสืบพันธุ์มีเจตนาที่จะสืบพันธุ์, แล้วมันก็มีเจตนาที่จะหล่อเลี้ยงชีวิต มันก็จะต่อสู้กับสิ่งทุกสิ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต, แล้วก็จะป้องกันสิ่งที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต; อย่างนี้เป็นเสมอกันหมด มันเป็นสัญชาตญาณที่จำเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามันขาดเสียแล้วชีวิตมันเป็นไปไม่ได้. นี้เรียกว่าสัญชาตญาณพื้นฐาน, เป็นความรู้ที่ได้เกิดเองตามพื้นฐาน, เป็นพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ขาดสัญชาตญาณแล้ว ชีวิตมันก็ไม่มีรากฐานอะไร มันก็อยู่ไม่ได้.

          เอ้า ทีนี้สัญชาตญาณนี่แหละ มันมีปัญหาว่าควบคุมไว้ได้หรือไม่? ควบคุมให้ดำเนินไปถูกต้องได้หรือไม่? ถ้าไม่มีการควบคุมที่ถูกต้อง สัญชาตญาณมันก็เปลี่ยนไปเป็นกิเลสคือความเห็นแก่ตนตามธรรมดาที่ถูกที่ควรนั้น มันก็เปลี่ยนไปเป็นเห็นแก่ตน, มันรุนแรงเป็นความเห็นแก่ตน; นี่คือเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งปวง, เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์.

          ตามหลักพุทธศาสนาถือว่า อัตตวาทุปาทาน-เป็นยึดมั่นหมายมั่นว่ามีตัวมีตน มีของกู มีตัวกู เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์. นี้เพราะสัญชาตญาณพื้นฐานกลาง ๆ นั้นควบคุมไว้ไม่ได้ มันจึงตกมาเป็นญาณชนิดที่อันตราย เป็นกิเลส; แต่ถ้าสัญชาตญาณนั้นควบคุมไว้ได้ด้วยระเบียบปฏิบัติที่ถูกต้อง สัญชาตญาณก็เปลี่ยนรูปเปลี่ยนตัวไปเป็นโพธิ, โพธิคือมีความรู้อันถูกต้องในทางที่จะดับทุกข์.

          นี้เราเรียกว่าสัญชาตญาณพื้นฐาน ธรรมดา ๆ นั้น ถ้ามันเปลี่ยนไปในทางต่ำ เป็นธรรมชาติฝ่ายต่ำ มันก็เป็นปัญหา เกิดกิเลสและเกิดทุกข์; ถ้าเป็นไปในทางฝ่ายสูง เป็นธรรมชาติฝ่ายสูงขึ้นมา ก็เป็นโพธิ, มันก็รู้เรื่องที่จะดับทุกข์ ที่จะแก้ ปัญหา. ฉะนั้นเราจะโชคดี โชคร้ายอะไร มันก็อยู่ที่ตรงนี้ ไม่ใช่มีอะไรอื่น ว่าบังคับสัญชาตญาณไว้ในทางที่จะเป็นโพธิ สูงขึ้นไปได้หรือไม่? ถ้าได้มันก็ปลอดภัย, ถ้าไม่ได้มันก็เปลี่ยนมาเป็นสัญชาตญาณที่เป็นกิเลส หรือฝ่ายต่ำ เกิดโลภะ โทสะ โมหะหมด มันก็ต้องทนทุกข์ทรมาน.

          นี่แหละเรียกว่าสัญชาตญาณที่ควบคุมไว้ในระดับที่ถูกต้องไม่ได้นั่นแหละ มันเกิดเป็นตัวตน เป็นของตนขึ้นมา, แล้วมันเห็นแก่ตน เป็นปัญหาแก่คนทุกคน เดือดร้อนลงไปถึงสัตว์และถึงต้นไม้. ความเห็นแก่ตนนี่มันทำความเดือดร้อนแก่คนทุกคน ทุกฝ่าย, และลงไปถึงสัตว์ถึงต้นไม้ พลอยได้รับความเดือดร้อน เพราะความเห็นแก่ตนของคน.

          ผู้มีปัญญาในอดีต ที่ได้ให้กำเนิดแก่ศาสนาทั้งหลายมองเห็นสิ่งนี้ร่วมกัน ว่าความเห็นแก่ตนเป็นต้นเหตุ จะต้องกำจัด จะต้องทำลาย, หรืออย่างน้อยก็ว่าควบคุมตามที่ควรจะควบคุม. ที่จริงสัญชาตญาณนั้น จะทำลายเลิกล้างไปหมดไม่ได้ มันได้แต่ควบคุม, ควบคุม ๆ คือพัฒนาจนกว่าจะถึงที่สุด มันจึงจะสิ้นสุด, มันจะเป็นได้ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์. เมื่อพูดอย่างคนธรรมดาสามัญ เราก็ไม่ต้องพูดถึงว่ากำจัดสัญชาตญาณได้โดยสิ้นเชิง, เราจะพูดแต่เพียงว่าควบคุมสัญชาตญาณไว้ได้เป็นไปในทางแห่งโพธิ. ดังนั้นขอให้พิจารณาดูว่า ศาสนาทุกศาสนามุ่งหมายจะกำจัดความเห็นแก่ตน ไม่ว่าศาสนาไหน ไม่ว่าศาสนาที่จะถูกประณามว่าดุร้าย หรืออะไรก็สุดแท้เถอะ, แต่เจตนาส่วนใหญ่จะกำจัดความเห็นแก่ตนของสังคม. ในบางศาสนา ในบางถิ่น บางกาละ บางเทศะ ต้องใช้อำนาจเด็ดขาด; เพราะฉะนั้นพระศาสดาแห่งศาสนานั้น จึงใช้วิธีการอันเด็ดขาดรุนแรง, แต่พุทธศาสนานี้เป็นไปในทางสงบ คือต้องการสติปัญญา, ไม่ต้องใช้ความรุนแรงก็มีหลักระเบียบวางไว้. แต่ว่าทุกศาสนามุ่งหมายที่จะกำจัดความเห็นแก่ตน. ดังนั้นขอให้แต่ละคน ๆ ไม่ว่าจะถือศาสนาอะไรอยู่ ขอให้มุ่งหมายที่จะกำจัดความเห็นแก่ตน, แล้วมันจะไม่ เกิดโลภะ โทสะ โมหะ ในระดับที่เป็นอันตรายรุนแรงจนกว่ามันจะหมดสิ้นไปนั่นแหละ.

          พวกที่ถือศาสนาเงิน ถือศาสนากามารมณ์ ถือศาสนาอะไรก็ควรจะพิจารณาดู ว่าสิ่งเหล่านี้มีผลอย่างไร, เดือดร้อนอย่างไร, เห็นจริงแล้ว รู้จักแล้ว มันจะได้บรรเทากันเสียบ้าง ก็มาเข้าหลักเดียวกันว่ามนุษย์จะรอดได้ด้วยการทำลายความเห็นแก่ตน. ความเห็นแก่ตนลุกลาม จนอยากจะเป็นเจ้าโลก อยากจะครองโลก, คุมพวกกันบ้าง แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายบ้าง ที่จะครองโลก จึงเกิดปัญหายืดเยื้อคือสงครามอันถาวร. เราไม่มีสันติภาพถาวร แต่เรากลับมีวิกฤตการณ์อันถาวร เพราะเรามี ความเห็นแก่ตน; เมื่อใดทำลายความเห็นแก่ตนเสียได้ เมื่อนั้นก็จะมีสันติภาพเกิดขึ้นในโลก.

          ถ้าทุกคนเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตนแล้ว ก็ทำลายความเห็นแก่ตนได้, แล้วโลกทั้งโลกมันก็เป็นโลกที่ปราศจากความเห็นแก่ตน, ก็เป็นโลกที่มีสันติภาพอันถาวร. ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขวนขวายอย่างยิ่ง ที่จะทำให้ทุกคน เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ ตามวิธีการปฏิบัติแต่ละระดับแต่ละขั้นแต่ละตอน ตามแต่วิธีการจะมีอยู่อย่างไร. ขอแต่ให้กำจัดหรืออย่างน้อยก็บรรเทา ความเห็นแก่ตนเสียให้ได้.



พยายามทะลุเปลือกเข้าถึงหัวใจศาสนาให้ได้
เราจะต้องเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนา ก็เพราะว่ามันมีเปลือกนอกหุ้มอยู่; กล้าพูดว่าศาสนาทุกศาสนามีเปลือกหรือมีเนื้องอกที่เกิดขึ้นหุ้มห่อศาสนานั้น ๆ, ส่วนที่เป็นหัวใจจึงอยู่เป็นส่วนที่ลึก เข้าใจได้ยาก มันจำเป็นที่จะต้องมีเปลือก. อย่าไปเสียใจเลย เรื่องพิธีรีตอง เรื่องลัทธิประกอบข้างนอก ซึ่งเป็นเปลือกนั้นมันต้องมีศาสนาตั้งอยู่ได้ก็เพราะเปลือก. นี่พูดแล้วคล้าย ๆ กับว่า มันตรงกันข้าม ดูตั้งแต่ว่าผลไม้ ผลไม้ ผลไม้แต่ละชนิดต้องมีเปลือก; ถ้าไม่มีเปลือกมันเป็นผลไม้ไม่ได้, เนื้อในมันก็เสียหายหมดกินไม่ได้. ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า เมื่อต้นไม้มันจะออกผลนี้ มันต้องออกเปลือกก่อนเสมอแหละ, มันตั้งต้นเป็นเปลือกเล็ก ๆ ขึ้นมา แล้วก็ค่อย ๆ เจริญเติบโตขยายใหญ่ แล้วมีเนื้อในเพิ่มขึ้นทีหลัง, นี่มันรู้จักออกเปลือกก่อน เพื่อจะคุ้มครองเนื้อใน, มันต้องมีเปลือกจำเป็นที่จะต้องมีเปลือก, ไม่มีเปลือกมันมีเนื้อในไม่ได้.

          ศาสนาที่อยู่มาได้นี้ ก็เพราะว่ามีเปลือก คือพิธีต่าง ๆ อะไรต่าง ๆ ที่ค่อนข้างดูแล้วมันก็เป็นความงมงาย, หรือเป็นความเชื่ออย่างงมงาย มันก็เป็นเปลือก ที่มันจะห่อหุ้มสติปัญญาอันลึกซึ้งไว้. เราจะต้องค่อย ๆ ทำลายเปลือกเข้าไป ๆ ให้ถึงเนื้อในซึ่งเป็นหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ; ไม่ใช่จะดูหมิ่นสบประมาทอะไร ในการที่จะพูดว่า ทุกศาสนามีเปลือกกำลังมี เปลือกหุ้มห่อ, และถ้าสาวกในชั้นหลังเปลี่ยนแปลงหนักเข้าก็สร้างเปลือกให้ศาสนาตนเองมากเข้า ๆ จนย้อนกลับไปสู่ ระดับไสยศาสตร์, ไสยะ แปลว่า หลับ, ไสยศาสตร์เป็นความรู้ของคนหลับ.

          พุทธศาสตร์ พุทธะ แปลว่า ตื่น พุทธศาสตร์จึงเป็นศาสตร์ของคนตื่น, ไสยศาสตร์เป็นศาสตร์ของคนหลับ; แต่แล้วมันก็ ทิ้งกันไม่ได้ ไสยศาสตร์มันก็เป็นเปลือกคือความเชื่อตามธรรมดาสามัญของคนที่ไม่มีความรู้อะไร, มันก็ต้องมีความเชื่อ มีความอยากจะเอาตัวรอด ก็ต้องยึดถือชั้นเปลือก ๆ ไปก่อน แล้วก็ค่อย ๆ เข้าถึงชั้นใน, ไสยศาสตร์จึงคู่กันมากับพุทธศาสตร์.

          ไม่ว่าในของศาสนาไหน ประชาชนโดยทั่วไปก็ต้องมีลักษณะเป็นคนหลับ ถือไสยศาสตร์, โดยเฉพาะอย่างยิ่งหวังพึ่งปัจจัยภายนอก. ดังนั้นถ้าศาสนาไหนเกิดขึ้นมา สอนให้พึ่งปัจจัยภายนอกก็ได้เปรียบ สอนง่ายเข้าใจกันได้ง่าย รับถือกันได้โดยง่าย; แต่ในที่สุดมันดับทุกข์สิ้นเชิงไม่ได้, มันก็ต้องเลื่อนชั้นเป็นศาสนาตื่นมีสติปัญญาสามารถจะขจัดปัญหาอันละเอียดอันสุขุมของโมหะของอวิชชา.

          เป็นอันว่า เรื่องมีเปลือกนี้จำเป็นที่จะต้องมี เหมือนกับว่าผลไม้ถ้าไม่มีเปลือก เนื้อในมันก็อยู่ไม่ได้; แต่เรากินเปลือกนั้นกินไม่ได้, แล้วมันต้องรู้จักแกะเปลือกออกไป เข้าถึงเนื้อในแห่งผลไม้. พระศาสนานี้ก็เหมือนกัน ควรจะเข้าถึงหัวใจกันให้ได้ ว่าความไม่เห็นแก่ตัว. ความเห็นแก่ตัวนั้นไม่ต้องสอน มันมาจากสัญชาตญาณที่ควบคุมไม่ได้, มันเตลิดเป็นธรรมชาติฝ่ายต่ำ มันก็เห็นแก่ตัว ปัญหามันก็เกิดขึ้น มีความทุกข์ทรมาน. เมื่อเกิดความทุกข์ทรมานก็เท่ากับเป็นการลงโทษ, เมื่อรับโทษหนักเข้า ๆ รับโทษนั่นแหละหนักเข้า ๆ คือมีความทุกข์มากเข้า ๆ มันก็รู้สึกได้เองว่านี่เป็นความทุกข์, มันจึงหันไปหาสภาพที่ตรงกันข้าม คือนึกถึงความดับทุกข์. นี่เรียกว่า มีความทุกข์ถึงที่สุดแล้ว ก็จะเหลียวหาเครื่องดับทุกข์ เป็นที่พึ่งเพื่อดับทุกข์โดยสิ้นเชิง, ศรัทธาเปลี่ยนจากความงมงายนั้นไปหาสิ่งที่จะดับทุกข์ได้จริง.

          ฉะนั้น ตามหลักปฏิจจสมุปบาท สูตรที่สมบูรณ์นั้นกล่าวศรัทธาต่อท้ายจากความทุกข์; ปฏิบัติส่วนสมุทยวารกล่าวถึงความทุกข์เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว ก็กลับขึ้นรอบใหม่, ก็มีศรัทธา คิดจะดับทุกข์ จึงแสวงหา, ไปหาสัตตบุรุษคบสัตตบุรุษ ปฏิบัติตามสัตตบุรุษ, จนกระทั่งรู้จักเรื่องมรรค ผล นิพพาน. ฉะนั้นความทุกข์นั่นเองบีบบังคับคนเรา ให้ทนอยู่ไม่ ได้ต้องเปลี่ยน, ก็เปลี่ยนจากความทุกข์ ก็มามีศรัทธา, แล้วตั้งต้นกันใหม่ในสิ่งที่จะดับทุกข์ได้. ก่อนนี้เป็นศรัทธางมงายของอวิชชา, เดี๋ยวนี้เปลี่ยนมาเป็นศรัทธาของสติปัญญา, มีสติปัญญาแล้ว จึงศรัทธา ก็สามารถที่จะเดินไปในทางที่ถูกต้อง เพื่อจะดับทุกข์ได้.

          นี่ เห็นไหมว่า เราจะต้องเจาะเปลือก, เราจะต้องปอกเปลือก จะต้องเจาะเปลือก เพื่อเข้าถึงเนื้อใน ถึงหัวใจแห่งพระศาสนาที่จะช่วยได้, ก็ให้อภัยกันได้ ที่ว่าศาสนามันต่าง ๆ กัน. จำเป็นที่จะต้องมีศาสนาต่าง ๆ กัน เพราะว่ามนุษย์มันมี หลายชนิดมีหลายชั้น, เรียกว่ามีภูมิหลังต่างกันคือมีวัฒนธรรมเป็นภูมิหลังของชีวิตต่างกัน; ฉะนั้นเขาจะต้องเลือกหาศาสนาที่เหมาะสมกับภูมิหลังแห่งชีวิตของเขา; ดังนั้นจึงมีศาสนาต่าง ๆ ต่าง ๆ เรียกว่ามากพอที่จะให้เลือกครบทุกระดับแห่งมนุษย์ที่มีชีวิต คือมีภูมิหลังต่าง ๆ กัน. นี้เราจึงจำเป็นจะต้องมีศาสนาต่างกัน แต่แล้วเราจะมาทะเลาะวิวาทกันไม่ได้, เราต้องเข้าถึงหัวใจของศาสนาทุกศาสนา ซึ่งจะกำจัดความเห็นแก่ตัว.

          การเรียนของเรา ก็ต้องเรียนให้รู้หัวใจของศาสนา, การรู้ของเราก็ต้องรู้หัวใจของศาสนา, การปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติให้ถึงหัวใจของศาสนา, การได้รับผลของการปฏิบัติก็ต้องเข้าถึงหัวใจ ชั้นที่เป็นผลของการปฏิบัติ. นี่เรียกว่าต้องเข้าถึงหัวใจของศาสนา. ศาสนาอื่นต่างออกไป ก็มีหลักเกณฑ์ที่ต่างออกไป ไปศึกษาได้. ในที่นี้จะบรรยายระบุเฉพาะพุทธศาสนา ให้เข้าถึงหัวใจของศาสนาแต่ละศาสนาแล้วก็จะสำเร็จประโยชน์.

          พระศาสดาเป็นผู้เปิดเผยพระศาสนา, ศาสนาเกิดขึ้นเพราะการเปิดเผยของพระศาสดา. ชนทั้งหลายเป็นศาสนิกคือเป็นผู้ ฟังและปฏิบัติตาม, ศาสนามีความสัมพันธ์กันอย่างยิ่งระหว่างพระศาสดากับศาสนาและศาสนิกแห่งศาสนานั้น ๆ, เป็นหน้าที่ของศาสนิกแห่งศาสนานั้น ๆ จะต้องเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ.



หลักการของศาสนามีสองประเภท
ในที่นี้จะขอสรุป เพื่อเป็นการง่ายเข้า ว่าศาสนาทั้งหลายบรรดามีในโลกนี้ เอามารวมกันแล้ว คัดแยกไปตามประเภทที่มี หลักการอย่างไร ก็จะพบได้ว่ามีอยู่ ๒ ศาสนาเท่านั้นแหละ ศาสนาอย่างหนึ่งถือปัจจัยภายนอก ว่ามีพระเจ้าเป็นต้น เป็นผู้ สร้าง, เลยเชื่อว่าโลกนี้สากล โลกนี้มันมีผู้สร้าง. ส่วนศาสนาอีกประเภทหนึ่งนั้นมีการเชื่อว่าไม่มีใครสร้าง, ไม่มีบุคคลใดสร้าง เป็นวิวัฒนาการตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ซึ่งมีกฎเกณฑ์อย่างนั้น โดยเฉพาะถือกฎอิทัปปัจจยตา, จึงแบ่งแยกได้เป็น ๒ ชนิด หรือ ๒ ศาสนา ศาสนาแรกนั้นเป็นพวก creationist, creationist พวกที่ถือว่ามีผู้สร้าง, พวกที่ ๒ เรียกว่า evolutionist คือพวกที่ถือว่าเป็นไปตามวิวัฒนาการ.

          นี่แยกกันอย่างไรในที่สุดก็จะพบได้ว่า มันมีอยู่ ๒ ประเภท เราไม่ดูถูกซึ่งกันและกันดอก เพราะว่ามันเหมาะสมแก่ มนุษย์แห่งถิ่นนั้น ยุคนั้น ในสมัยนั้น ตามภูมิหลังแห่งวัฒนธรรมของตน ใช้ได้ด้วยกัน, ให้เหมาะสมกับความจำเป็นหรือความต้องการของตน, ไม่ต้องดูถูกกันในเรื่องนี้. ยิ่งดูถูกกันเท่าไร ยิ่งทำความผิดมากเท่านั้น ไม่อาจจะเกิดความร่วมมือกันในการสร้างสันติภาพ. ถ้าเชื่อว่ามีพระผู้สร้าง ก็ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์เรื่องมีพระผู้สร้าง; ถ้าไม่มีพระผู้สร้าง มีแต่วิวัฒนาการตามกฎของธรรมชาติ ก็ประพฤติให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ.

          ทีนี้ ถ้าจะมาสัมพันธ์กัน มันก็ต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ถ้าคำว่าผู้สร้างนั้น เปลี่ยนความหมายจากภาษาคนมาเป็นภาษาธรรม ก็ได้แก่กฎเกณฑ์ของธรรมชาติอีกนั่นเอง, ซึ่งต่อไปในอนาคตอาจจะเหลือเพียงศาสนาเดียวก็ได้ คือศาสนาที่ ว่ามีผู้สร้างนั้นจะต้องหายไป เพราะการศึกษาของมนุษย์ในยุคต่อไป เจริญโดยหลักของวิทยาศาสตร์ เข้าใจเรื่องวิวัฒนาการได้ง่ายกว่าที่จะไปเข้าใจเรื่องผู้สร้าง. หลักฐานพยานต่าง ๆ มันขัดแย้งกัน ว่าถ้ามีผู้สร้างจริง ผู้สร้างก็ควรจะฉลาด สร้างให้โลกนี้มีแต่สิ่งที่ดีที่งาม; เดี๋ยวนี้มันมีปัญหามากขึ้นทุกที มีปัญหามากขึ้นทุกที; มันกลายเป็นผู้ลงโทษเสียแล้ว. มันกลายเป็นไม่ใช่ผู้สร้าง.

          โลกในอนาคตอาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่มนุษย์สมัยนั้นจะยอมรับได้; ถ้ามนุษย์ทุกคนมีภูมิหลังเป็นวิทยาศาสตร์หมดแล้ว ก็จะเหลือแต่ศาสนาเดียว คือศาสนาที่ถือว่าเป็นวิวัฒนาการตามกฎของธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้เราก็ยังเป็นอย่างนั้นไม่ได้ เรากำลังถือศาสนาประเภทไหน ก็จงเจาะเข้าไปให้ถึงหัวใจของศาสนาประเภทนั้นด้วยกันทุกฝ่าย.

          แต่ในตอนนี้อยากจะขอบอกกล่าวไว้เป็นพิเศษสักอย่างหนึ่งว่า เขาอาจจะกล่าวไว้อย่างถูกต้องในแบบภาษาธรรมะ, แล้วคนชั้นหลังมาเปลี่ยนคำอธิบายนั้น ๆ มาเป็นภาษาคน. ฉะนั้นในบางคัมภีร์ของศาสนามันจึงมีเรื่องที่ขัดกัน กล่าวไว้ในภาษาคนชนิดที่มันจะเข้ากับสถานการณ์ใด ๆ ไม่ได้ ถ้าเปลี่ยนความหมายแห่งภาษาคนเหล่านั้นเป็นภาษาธรรมแล้ว มันก็จะเหมือนกันหมดแหละ คือเป็นไปตามกฎอันแท้จริงของธรรมชาติ; นั่นแหละคือหัวใจ-หัวใจ, หัวใจของทุกศาสนาที่ จะต้องเข้าให้ถึง; เมื่อเข้าถึงหัวใจอันเดียวกันแล้วปัญหาหมดแน่ ไม่มีการขัดแย้งอะไรกันอีกต่อไป.

          เดี๋ยวนี้ เรายังจำเป็นที่จะต้องมีหลักเกณฑ์อย่างนี้คือแยกเป็น ๒ ประเภท อย่างนี้กันต่อไปอีกนานก็ได้; แต่ก็ควรจะมุ่งหมายให้เข้าถึงหัวใจกันไว้เรื่อยแหละ, มุ่งหมายให้เข้าถึงหัวใจของศาสนากันไว้เรื่อย ๆ มันจะไปถึงจุดหนึ่งที่จะพบกัน เป็นสัจจะของธรรมชาติ, สัจจะเป็นกฎอันหนึ่ง กฎนั้นมีเพียง ๑ เดียว เอก หิ สจจ น ทุติยมตถิ

          ตามหลักพระบาลีว่า กฎหรือสัจจะนั้นมีเพียงอย่างเดียว มี ๒ อย่างไม่ได้; แต่เดี๋ยวนี้คนเขาเอาสัจจะน่ะไปพูดในภาษาคนบ้าง, อีกทางหนึ่งเอาไปพูดในภาษาธรรม, มันเลยเกิดขัดแย้งกันทั้งที่เรียกว่าสัจจะ. แต่ถ้าเข้าถึงหัวใจของสัจจะแล้ว มันจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในโลกวิทยาศาสตร์คงจะแก้ปัญหานี้ได้, การศึกษาวิทยาศาสตร์ จะช่วยให้ศาสนิกของทุกศาสนา เข้าถึงหัวใจของศาสนาของตน ๆ ได้สักวันหนึ่งเป็นแน่นอน.

          เดี๋ยวนี้มันก็จะต้องแยกกันไปก่อน เพราะสถานการณ์มันอยู่ในลักษณะอย่างนี้ มันจะเปลี่ยนเร็วนักไม่ได้; เช่นว่าพวกหนึ่งจะถือว่า ความทุกข์ยากลำบากหรือความดับทุกข์ก็ตามเป็นความประสงค์ของพระเป็นเจ้า นี้ก็ขอให้ทำให้ถูกตามประสงค์ของพระเป็นเจ้าเถิด. อีกพวกหนึ่งถือว่าสุขทุกข์หรือความดับทุกข์นี้ มันเป็นผลของการกระทำผิดหรือกระทำถูกต่อกฎอิทัปปัจจยตา ซึ่งเป็นกฎของธรรมชาติ.

          ถ้าตามหลักพุทธศาสนาก็ต้องถือว่าเป็นไปโดยกฎอิทัปปัจจยตา มีพระบาลีกล่าวไว้ชัดเจน ซึ่งพวกเราก็ไม่ค่อยจะได้ยินได้ฟัง, พระบาลีนั้นตรัสว่า สุขและทุกข์มิใช่เป็นผลของกรรมเก่า; เรามักจะเชื่อว่าเป็นผลของกรรมเก่าแล้วยึดมั่นถือมั่นในหลักเกณฑ์อันนี้กันมากนัก, ถ้ามันเป็นผลของกรรมเก่า เราก็แก้ไขไม่ได้. แต่ทีนี้ สุขทุกข์มันขึ้นอยู่กับการทำผิดหรือทำถูกต่อกฎอิทัปปัจจยตา; แม้ว่ามันจะเป็นผลของกรรมเก่า ถ้าเราเอากฎของอิทัปปัจจยตาเข้ามาถือเป็นหลักต่อสู้ มันก็ตี ผลของกรรมเก่าแตกกระเจิงไป มันก็ไม่มีเหมือนกัน, เดี๋ยวนี้เราอาจมีการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตาให้ถูกต้อง แล้วมันก็ไม่ต้องมีความทุกข์.

          แล้วยังมีตรัสว่าสุขและทุกข์นั้นมิใช่เป็นการบันดาลของพระเจ้า; คำว่า พระเจ้าในภาษาบาลีนั้นเรียกว่าอิสระ, ในภาษาสันสกฤตเรียกว่าอีศะวะระ หรือ อีศวร, ในภาษาอื่นก็เรียกว่าพระเจ้า, ไม่ใช่เป็นการบันดาลหรือนิมมานะคือการบันดาลของพระเจ้า แต่ว่ามันเป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตาที่ปฏิบัติผิด หรือถูกต่อกฎของอิทัปปัจจยตา.

          และอีกอย่างหนึ่งว่า สุขและทุกข์ทั้งหลายนั้น จะว่าไม่มีเหตุปัจจัยนั้นไม่ได้, มันมีเหตุมีปัจจัย. เหตุปัจจัยนั้นก็คือกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา; ปฏิบัติอย่างไรให้เกิดความทุกข์ มันก็เกิดความทุกข์, ปฏิบัติอย่างที่มันดับทุกข์ มันก็ดับความทุกข์.

          ฉะนั้นสรุปความว่าหัวใจของพุทธศาสนา ถือในหลักทฤษฎีชั้นต้นนี้ทั่วไปว่าความสุขและความทุกข์ มาจากการปฏิบัติ ผิดหรือปฏิบัติถูกต่อกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา; ไม่ใช่เพราะกรรมเก่า, ไม่ใช่เพราะการบันดาลของพระเจ้า, และไม่ใช่ เป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุมีปัจจัยอะไรเสียเลย. เราถือหลักนี้แล้วปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้น ๆ ก็จะเข้าถึงหัวใจ, หัวใจของพระพุทธศาสนาว่าจะดับทุกข์กันได้อย่างไร.



หลักพุทธศาสนาไม่มีตัวตน
ในพุทธศาสนานี้ถือว่า ไม่มีตัวตน ทุกอย่างเป็นธาตุตามธรรมชาติ ธาตุน่ะ ธา-ตุ ไม่ใช่ ทา-สะ, เป็นธาตุตามธรรมชาติ ไม่ มีอะไรที่ควรจะถือได้ว่าเป็นตัวตน มันไม่มีตัวตน แม้ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เวลานี้ ที่นั่งอยู่เดี๋ยวนี้, มันก็ไม่มีตัวตน; จะเป็นขันธ์ ๕ แต่ละขันธ์ ๆ ก็มิใช่ตัวตน เป็นการปรุงแต่งตามกฎของธรรมชาติ. หรือจะลดลงไปถึงธาตุทั้ง ๖ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ มันก็เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ มิใช่ตัวตน; เมื่อเดี๋ยวนี้ก็ไม่มีตัวตนและมิใช่ตัวตนแล้ว มันจะเอาตัวตนที่ไหนตาย แล้วมันจะเอาตัวตนที่ไหนไปเกิดใหม่.

          นี่เมื่อกล่าวถึงความจริงโดยปรมัตถ์มันเป็นอย่างนี้, พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้; แล้วก็ตรัสตำหนิ ติเตียน ดุ ภิกษุเกวัฏฏะบุตร ในที่ประชุมสงฆ์ว่า เธอ อย่าพูดอย่างนั้น, ได้ยินว่าเธอพูดว่าวิญญาณนี้แหละไปเกิด วิญญาณนี้แหละไปเกิด เธอพูดอย่างนั้นจริงไหม? ภิกษุนั้นก็รับว่าพูดอย่างนั้นจริง. พระองค์ตรัสว่า โอ, เธออย่าพูดอย่างนี้; ไม่มีวิญญาณนี้ไปเกิด, ไม่มี ตัวตนอะไรไปเกิด, นี้เมื่อท่านกล่าวโดยปรมัตถธรรมเป็นอย่างนี้.

          แต่ถ้าท่านกล่าวตามภาษาคน กับคนที่เชื่อว่ามีตัวตนที่เขาเชื่อว่ามีตัวตน กล่าวไว้ในที่ทั่วไปมากมายเหมือนกันว่าหลังจากตาย เพราะทำลายแห่งกายนี้ เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ได้ก็มี, หลังจากทำลายแห่งร่างกายนี้แล้ว เข้าถึงอบายทุคติ วินิบาตบ้าง อย่างนี้ก็มี. ขอให้รู้ว่านี้เป็นหลักสำหรับกล่าวโดยภาษาคนสอนคนที่ยังมีตัวตน, ไม่อาจจะเข้าใจความไม่มี ตัวตน ก็จะยึดถือตัวตนที่ดี ปฏิบัติในทางดี เป็นสุคติ เป็นสวรรค์มากกว่า, ก็ยอมทิ้งไว้ว่า เขาเชื่อกันมาแต่ก่อนโน้นว่าอะไรไปเกิด เอ้าก็อันนั้นแหละไปเกิด; แต่ขอปฏิบัติอย่างนี้ แล้วก็จะได้ไปเกิดมีความสุข.

          แต่พอถึงคราวพูดจริง พูดเรื่องจริง, พูดความจริงกันแล้วว่าเดี๋ยวนี้ที่อยู่ที่นี่ มันก็มิใช่มีตัวตน มีแต่นามและรูป มาจากธาตุ ตามธรรมชาติ; แม้มิใช่ตัวตนมันก็ทำหน้าที่ของมันได้ ร่างกายมิใช่ตัวตน มันก็ทำหน้าที่ของร่างกายได้ จิตใจมิใช่ตัวตน มันก็ทำหน้าที่ของมันได้. เพราะฉะนั้นมันจึงทำหน้าที่ไปตามความสามารถ; จิตใจคิดนึกได้ คิดนึกอย่างไรก็ทำไปอย่างนั้น : ทำผิดก็มีความทุกข์, มีความทุกข์หลายครั้งเข้ามันก็เข็ดหลาบ, มันก็เหลียวกลับไปทางอื่น มันก็มีความคิดที่ถูกต้อง เดินไปทางที่ตรงกันข้าม คือดับทุกข์.

          ถ้าเข้าใจไปว่า ถ้าไม่มีตัวตน มิใช่ตัวตนแล้ว มันจะรู้จักทำอะไรได้, มันจะไม่รู้จักทำอะไร. มันรู้จักทำอะไรได้ตามคุณสมบัติหรือคุณค่าของธาตุตามธรรมชาตินั้นแหละ; ธาตุดินทำหน้าที่ให้เป็นวัตถุขึ้นมา, ธาตุน้ำ เกาะกุมธาตุทั้งหลายไว้, ธาตุไฟ ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง, ธาตุลม ก็ทำให้เกิดการเลื่อนลอย ขยายตัว; มันเป็นหน้าที่ของธาตุตามธรรมชาติ รวมกลุ่มกันแล้วก็ปฏิบัติร่วมกัน จนมีชีวิต, แล้วก็มีจิตใจ ก็คิดไปได้ตามธรรมชาติของจิตใจ. ไม่ต้องมีตัวตน, ไม่ต้องมี ตัวตน มันก็ทำของมันอย่างนี้ได้. แล้วทีนี้เมื่อมันเป็นทุกข์ขึ้นมาแล้วมันก็มีความคิดที่จะเดินทางตรงกันข้ามได้. ฉะนั้น จิตใจของเราเกิดมาจากท้องแม่ ไม่มีความรู้ติดมาจากในท้อง ก็มาทำผิด ๆ กันสักพักหนึ่ง, มีความทุกข์มากเข้า นานเข้าก็ เกิดความคิดตรงกันข้ามมาหาความรู้โดยเฉพาะทางหลักธรรมะสูงสุด เพื่อจะดับความทุกข์นั้นเสีย.

          นี่เรียกว่าเกิดมาด้วยความโง่ มันก็ต้องทำผิดแหละ เป็นทุกข์เรื่อย ๆ มา จนกว่าจะเบื่อระอาต่อความทุกข์, แล้วก็เกิดความฉลาด ก็รู้จักวิธีที่จะดำรงชีวิต คือกายและใจ นามและรูปนั้น ไปในทางที่ถูกต้องของนามรูปนั้นเอง; เพราะส่วนที่เป็นนามหรือจิตนั้น มันฉลาดขึ้นทุกที ฉลาดขึ้นทุกที, มันก็รู้มากขึ้นทุกที จนเพียงพอที่จะดับทุกข์ได้. ไม่มีตัวตน อย่างนี้แล้ว มันก็จะอยู่เหนือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย.



ปฏิบัติถูกต้องตามพระองค์จะพ้นเกิด แก่ เจ็บ ตาย
ท่านทั้งหลายมักจะสวดบทพระพุทธภาษิตครึ่งท่อน เพียงครึ่งท่อนที่ว่า "เรามีความเกิดเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเกิดไปได้, เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้, เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้, เรามี ความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้", แล้วก็นั่งร้องไห้โฮ ๆ อยู่อย่างนั้น นั้นสวดครึ่งท่อน. พระพุทธเจ้าได้ ตรัสไว้ว่า ถ้าสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ได้อาศัยตถาคตเป็นกัลยาณมิตรแล้ว สัตว์ที่มีความเกิดเป็นธรรมดา จะพ้นจากความเกิด, สัตว์ที่มีความแก่เป็นธรรมดา จะพ้นจากความแก่, สัตว์ที่มีความตายเป็นธรรมดา จะพ้นจากความเจ็บและความตายเป็นธรรมดา, พ้นหมด ถ้าได้อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตร.

          อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตรนั้น ต้องหมายความว่าปฏิบัติตามอย่างถูกต้องตามคำสั่งสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืออริยมรรคมีองค์แปด; แต่ในพระบาลีนั้น ท่านตรัสไว้สมบูรณ์ว่า สัมมัตตะ ๑๐, มีระบบสัมมัตตะ ๑๐ นั่นแหละคือการมี พระองค์เป็นกัลยาณมิตร, ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ในส่วนที่เป็นเหตุเสร็จแล้ว ก็มีผลเกิดขึ้นเป็นสัมมาญาณะและสัมมาวิมุตติ นี้เป็นส่วนผลอีก ๒ องค์ รวมกันทั้ง ๓ องค์เรียกว่าสัมมัตตะ ๑๐, มีระบบสัมมัตตะ ๑๐ เข้ามาแล้ว ก็พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งหมดทั้งสิ้น.

          ฉะนั้นขอให้ระลึกถึงข้อนี้ว่า เรามีทางที่จะพ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย โดยอาศัยพระพุทธองค์เป็นกัลยาณมิตร; แล้วก็มีการปฏิบัติครบถ้วนตามหลักที่เรียกว่าสัมมัตตะ ๑๐ : มรรคมีองค์ ๘ รู้จักกันดีอยู่แล้ว เป็นความถูกต้องเพียง ๘ ในส่วนปฏิบัติ หรือส่วนที่เป็นเหตุ, ต้องมีส่วนที่เป็นผลอีก ๒ คือ สัมมาญาณะ และ สัมมาวิมุตติ ครบถ้วนทั้ง ๑๐ แล้ว ชื่อว่ามีพระพุทธองค์เป็นกัลยาณมิตรแล้วก็พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย.

          นี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนาโดยตรง โดยเฉพาะและอย่างยิ่ง คือทำให้พ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย, ไม่ มีความยึดถือใด ๆ ในสิ่งใด ๆ ว่าเป็นตัวเป็นตน; ส่วนที่เป็นธาตุแต่ละธาตุ ก็ไม่ใช่ตัวตน, ส่วนที่เป็นอายตนะแต่ละอายตนะ ก็มิใช่ตัวตน. ส่วนที่เป็นขันธ์แต่ละขันธ์ ก็มิใช่ตัวตน. นี่เห็นความไม่มีตัวตน เข้าถึงความไม่มีตัวตน อย่างนี้แล้วก็คือว่าเข้าถึงหัวใจแห่งพระศาสนา; นี่คือหลักทั่วไป เป็นหลักชั้นลึกชั้นหัวใจของพระพุทธศาสนา.

          (การบรรยายนี้มีกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ว่า เพียง ๑๐ นาฬิกาแล้ว ก็จะต้องหยุดพักเพื่อประกอบพิธีอย่างหนึ่งก่อน แล้วจึงจะค่อยบรรยายต่อไป ดังนั้นจึงขอหยุดการบรรยายนี้ไว้ชั่วระยะหนึ่ง)

          ต่อไปนี้ก็จะได้บรรยายต่อจากที่ได้กล่าวมาแล้วว่าการเข้าถึงหัวใจของศาสนาของตน ๆ ซึ่งตามหลักพุทธศาสนาก็คือรู้ว่า ไม่มีตัวตน, มันไม่มีสิ่งใดที่ควรจะยึดถือเอาโดยความเป็นตัวตน หรือเป็นของ ๆ ตน เป็นตัวตนของตน; นั่นแหละคือหัวใจของพุทธศาสนา ที่จะกำจัดความเห็นแก่ตนได้สิ้นเชิง, ต่างจากศาสนาอื่นใดทั้งหลาย ที่ว่ามีตัวตน แล้วก็ไปจบลงด้วยความมีตัวตน ไปมีตัวตนอยู่อย่างถาวร. ถ้ามีความรู้สึกอย่างนั้น ก็จะยังมีความรู้สึกซึ่งเป็นเหมือนกับการแบกหรือถือไว้ ซึ่งตัวตน เป็นความหนัก; นั้นมิใช่เป็นที่สิ้นสุดแห่งความทุกข์, มิใช่ดับทุกข์สิ้นเชิง มิใช่นิพพาน. พุทธศาสนามีหลักจบสิ้นสุดลงด้วยความไม่มีตัวตน, ต่ำลงไปกว่านั้นก็ไปมีตัวตนอยู่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ซึ่งเป็นการถาวร. ดังนั้น พระพุทธศาสนาจึงมีการจบลงด้วยความว่าง, คือว่างจากตัวตนโดยประการทั้งปวง.



ความรู้สึกว่ามีตัวตน เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์
ควรจะมองเห็นหัวใจของพระพุทธศาสนาในลักษณะอย่างนี้ แล้วพยายามเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนานี้กันจงทุกคน; รู้จักสังเกตให้ดี ว่าเมื่อจิตใจเกลี้ยงเกลาไปจากความรู้สึกว่ามีตัวตนนั้น มันไม่หนักอะไร; มันจะหนักอะไรได้ มันจะถืออะไรได้ มันจะไม่เกิดการได้การเสีย การแพ้การชนะ การเอาเปรียบการได้เปรียบ การมีกำไร การขาดทุนใด ๆ เพราะว่ามันไม่มีตัวตน, จนกระทั่งว่ามันไม่มีตัวตนที่จะไปเกิดชาติใหม่ เพราะเดี๋ยวนี้ที่นี่มันก็ไม่มีตัวตนเสียแล้ว.

          แต่ก็มีคำสอนอีกประเภทหนึ่ง ไว้สอนสำหรับผู้ที่ยังมีตัวตน นับตั้งแต่ระดับลูกเด็ก ๆ ขึ้นมา, เขายังต้องมีตัวตน เขาไม่ อาจจะเข้าใจความไม่มีตัวตน ก็ต้องสอนกันไปก่อน เพื่อให้มีตัวตนที่สูงขึ้น ๆ, ให้เกิดความรู้สึกที่เป็นตัวตนตามสัญชาตญาณนั้น เดินไปในทางที่ถูกต้อง คือเป็นโพธิ เป็นตัวตนที่ถูกต้อง, อย่าให้มาเป็นตัวตนของกิเลส ซึ่งจะเป็นมิจฉาทิฏฐิ แล้วจะเพิ่มความทุกข์ให้มากขึ้น,

          รู้จักแยกทางกันที่ตรงนี้ คืออย่าให้สัญชาตญาณตามธรรมชาติพื้นฐานนั้น เจริญรุ่งเรืองเกินขอบเขตจนเป็นกิเลส คือความเห็นแก่ตน; แต่ให้ไปในทางตรงกันข้าม คือเป็นโพธิ, โพธิปัญญา รู้ว่าไม่มีตน มีแต่ธาตุตามธรรมชาติ : จะเรียกว่าอายตนะ จะเรียกว่า ขันธ์ จะเรียกว่า สุข จะเรียกว่า ทุกข์ จะเรียกว่าอะไรก็สุดแท้ ล้วนแต่มิใช่ตัวตน จิตมันก็ว่างจากความรู้สึกว่ามีตัวตน, ชีวิตก็ได้รับผลแห่งความไม่มีตัวตน.

          นี่แหละเป็นเรื่องดับทุกข์ ตามวิถีทางของพระพุทธศาสนา ตัดต้นเหตุแห่งความทุกข์เสีย, ต้นเหตุแห่งความทุกข์ก็คือความรู้สึกว่ามีตัวตน, เกิดความรู้สึกว่ามีตัวตนเมื่อไร ก็จะมีความทุกข์เมื่อนั้น. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ให้ละเอียดประณีตที่สุดว่า ในชีวิตของเราแต่ละวัน ๆ : เมื่อไร ความรู้สึกว่าตัวตนมีตัวตนเกิดขึ้นในจิตแล้ว ก็ร้อนด้วยโลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง, หรือว่าด้วยความรักบ้าง ความโกรธบ้าง ความเกลียดบ้าง ความกลัวบ้าง ความวิตกกังวลบ้าง ความอาลัยอาวรณ์บ้าง ความอิจฉาริษยาบ้าง ความหวงความหึงบ้าง, มันก็มีเป็นทุกข์เป็นไฟขึ้นมา. แต่แล้วมันก็มีระยะที่มันมิได้เกิด มันมิได้เกิด คือมันมิได้มีการปรุงแต่งเป็นตัวตน ชนิดนี้, ระยะนั้นก็สงบเย็นหรือมันว่าง มันว่างจากตัวตนมีความว่างจากตัวตน ก็มีความหมายเป็นนิพพาน คือเป็นความเย็น.

          ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่าเรามีเวลาที่ว่างจากตัวตน ว่างจากกิเลส มีอยู่ไม่น้อย; ถ้ามันไม่มีเลย ๒๔ ชั่วโมงมีแต่กิเลส หรือตัวตนแล้ว มันก็ตาย; ภายในไม่เท่าไรดอกก็จะเป็นโรคประสาท จะเป็นบ้า แล้วมันก็จะตาย. เดี๋ยวนี้ธรรมชาติได้จัดมาให้ เป็นอย่างดี ว่ามีระยะที่ว่างจากตัวตน เพราะว่ามันหยุดคิดหยุดนึกก็ได้; เช่นหลับไปเสียก็ได้, หรือว่าตื่นอยู่ แต่มีความรู้มี สติปัญญา ควบคุมไม่ให้เกิดความรู้สึกที่เป็นตัวตนก็ได้ หรือว่าตามธรรมชาติธรรมดามันก็ว่างจากตัวตนอยู่แล้ว.



เวลาที่สบายที่สุด เป็นนิพพาน คือไม่รู้สึกว่ามีตัวตน
ขอให้สังเกตอย่างยิ่งว่า เวลาไหนที่สบายที่สุดสำหรับคนเรา เวลาที่รู้สึกสบายที่สุดสูงสุด ก็คือเวลาที่จิตมันไม่มีความคิดรู้สึกว่าตัวตน ซึ่งมันก็มีอยู่ได้เองตามธรรมชาติ; แต่เรากลับไม่สนใจกลับมองข้ามไป. นี้คือสิ่งที่มีบุญคุณสูงสุดแก่เรา จะเรียกว่าพระนิพพานชั่วคราว, พระนิพพานตัวอย่าง, พระนิพพานน้อย ๆ ชั่วระยะอันสั้น คือระยะที่ว่างจากตัวตนนั่นแหละมันจึงรอดชีวิตอยู่ได้. พูดให้ชัดก็ต้องพูดว่า ชีวิตนี้รอดอยู่ได้เป็นปกตินี้ เพราะมีพระนิพพานน้อย ๆ เข้ามาแทรกเป็นระยะ ๆ อยู่อย่างนี้

          ขอทุกคนอย่าได้มองข้ามไป, จะเป็นการเนรคุณอย่างยิ่งต่อพระนิพพานชนิดนี้ คือความที่ว่างจากตัวตนอยู่ได้เป็นระยะ ๆ; ตามธรรมชาติก็ดี, หรือตามที่เราควบคุมไว้ด้วยสติปัญญา คือการปฏิบัติธรรมะก็ดี, ให้รู้ว่า ชีวิตนี้รอดอยู่ได้นี้ เพราะพระนิพพานชั่วคราวหล่อเลี้ยงเอาไว้ถูกต้องสมบูรณ์ตามระยะตามสมควร เราจึงไม่เป็นบ้าและไม่ตาย; ถ้าขาดอันนี้เสีย ก็มีกิเลสตลอด ๒๔ ชั่วโมง วันเดียวก็ตายหมดแหละ ไม่มีอะไรเหลือ.

          นี้ก็เป็นหัวใจที่จะต้องเข้าถึงจะต้องรู้จัก ว่าเรารอดชีวิตอยู่ได้ โดยเหตุที่มีภาวะปราศจากการปรุงแต่งโดยประการทั้งปวง, แล้วมันว่าง มันจะเป็นเองก็ได้, หรือว่าถ้ามันเหนื่อยขึ้นมา มันก็หยุดปรุงแต่งเองแหละ มันก็ต้องนอนหลับแหละ มันก็ เป็นการนอนพักว่างจากการเผาผลาญของกิเลส. นี่เป็นพระนิพพานน้อย ๆ, พระนิพพานตัวอย่าง, พระนิพพานชั่วขณะ, ซึ่งมีความหมายว่าเย็น - เย็น.

          คำว่าพระนิพพานนั้น เป็นคำชาวบ้าน ที่ถูกทางศาสนายืมไปใช้ เป็นชื่อของความเย็นสูงสุด; ตามธรรมดา พระนิพพานนี้ก็เรียกกันอยู่ในหมู่มนุษย์ คือว่าเย็น - เย็นนี้. เรื่องเหล่านี้ท่านทั้งหลาย ไม่เคยได้ยินได้ฟัง; ขอยืนยันว่ามีในพระบาลีนั้นเองว่า ชาวบ้านทั้งหลาย เขาใช้พูดคำว่านิพพาน นิพพานนี้อยู่เป็นประจำในบ้านในเรือน. เมื่อช่างทองหลอมทองเหลวคว้าง เพื่อจะทำเป็นทองรูปพรรณนั้นก็มีคำกล่าวว่า นิพพาปย; ช่างทองนั้นจะต้องทำให้ทองที่เหลวคว้างนั้นนิพพานเสียก่อน โดยเอาน้ำราดลงไป เป็นนิพพาปย, ทำให้ทองที่เหลวคว้างนั้นให้เย็น แล้วก็มาใช้ทำเป็นรูปพรรณใด ๆ ได้. นี่ภาษาธรรมดาใช้คำว่านิพพานอย่างนี้; แม้ในครัวก็ใช้คำว่านิพพาน ว่าถ้ายังร้อนอยู่รับประทานไม่ได้ ต้องรอให้มันเย็นเสียก่อน, และใช้แม้แก่วัตถุล้วน ๆ เช่น ถ่านไฟแดง ๆ พอมันดำลง ๆ ก็เรียกว่ามันนิพพาน. คำนี้ใช้คำว่านิพพาน ภาษาธรรมดาอย่างนี้; รวมความว่าของร้อนที่เย็นลงนั่นแหละคือนิพพาน นี่ในภาษาคนพูดอยู่ตามธรรมดาอย่างนี้.

          ครั้นถึงภาษาธรรมในทางพระศาสนา ก็เย็นจริง, ตัดต้นเหตุแห่งความร้อนได้จริง คือตัดโลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งความร้อนได้จริง, มันก็เย็นจริงเย็นตลอดกาล. นั่นแหละคำว่านิพพานในความหมายทางภาษาธรรม, เป็นคำบัญญัติทางพระศาสนา. ถ้าเป็นคำธรรมดาของชาวบ้านอะไรเย็นก็ได้; มีคำกล่าวว่า แม้แต่ สัตว์เดรัจฉานนี้ก็นิพพานได้ ถ้ามันหมดพิษหมดพยศ; เช่น ช้าง ม้ามาฝึกจนหมดพยศสนิทเป็นแมวไปแล้ว ก็เรียกว่ามันนิพพานเหมือนกัน, คำนี้มีคำกล่าวไว้ในคัมภีร์บาลี.

          เราจะต้องรู้จักความเย็นชนิดนี้กันให้มากขึ้น, เย็นเพราะหมดต้นเหตุแห่งความร้อน คือ โลภะ โทสะ โมหะ; เมื่อใดโลภะ โทสะ โมหะ ไม่เกิดขึ้น ไม่ปรุงขึ้นมาเป็นความร้อน ก็อยู่ด้วยความเย็น, แม้จะชั่วคราว แม้จะไม่ใช่สมบูรณ์ แม้จะไม่ใช่ แท้จริง แต่ก็มีผลอย่างเดียวกัน. ของชั่วคราวกับของถาวรนั้น มันต้องเป็นเหมือนกัน, เพียงแต่ผิดกันเพียงชั่วคราวหรือถาวร.

          เราจงทำพระนิพพานชั่วคราว ๆ ที่เกิดอยู่ในชีวิตประจำวันนี้ ให้ยาวออกไปให้ยาวออกไป, ให้ระยะที่มันเย็นนี้มากเข้า, ระยะที่มันร้อนมันลดลง หรือให้มันมากขึ้นให้มันสูงขึ้น เพราะตัดต้นเหตุแห่งความร้อนได้มากขึ้น ก็จะมีความเย็น เย็นมากขึ้น เย็นมากขึ้น จนเป็นนิพพานที่สมบูรณ์ ที่ไหนก็ทำได้ ที่บ้านก็ทำได้ เป็นฆราวาสก็ทำได้; หากแต่ว่าฆราวาสไม่ ค่อยสะดวก ถ้าไปบวชเป็นบรรพชิต มันสะดวกเท่านั้นเอง; มันไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากมาย มันจะต้องปฏิบัติอย่างเดียวกัน มีกิเลสอย่างเดียวกัน มีความทุกข์อย่างเดียวกัน ดับทุกข์อย่างเดียวกัน แต่การดับทุกข์ของบรรพชิตนั้นสะดวกเพราะออกไปอยู่ในชีวิตรูปแบบที่สะดวก. ฉะนั้นเราก็จะต้องยอมรับว่า แม้เป็นฆราวาสก็จะต้องรู้เรื่องนี้ จะต้องปฏิบัติ เรื่องนี้ เพื่อทำให้ชีวิตนี้เย็นเป็นนิพพาน. นี้ก็เป็นหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา ที่จะต้องเข้าใจไว้.



ศึกษาคำ "นิพพาน" ให้เข้าใจ
ทีนี้จะสรุปสั้น ๆ ให้เข้าใจง่ายว่า นิพพาน ๆ ในทุกความหมายเลย ไม่เกี่ยวกับความตาย; เราได้รับการสั่งสอนมาผิด ๆ ว่านิพพานเป็นการตายของพระอรหันต์, มันผิดหลายชั้นนัก มันจะเป็นการหลับตาพูดเสียมากกว่า ว่านิพพานเป็นความตายในความหมายใดความหมายหนึ่ง. พระอรหันต์นั้นตายไม่ได้ โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าแล้วก็ยิ่งตายไม่ได้; แต่ว่าสังขารร่างกายกลุ่มที่รองรับจิตใจนี้ มันแตกทำลายได้ ฉะนั้นจะเอาไปเป็นชื่อของการตายของพระอรหันต์ไม่ได้; ส่วนพระอรหันต์ไม่ตาย แต่ว่าร่างกายของพระอรหันต์นั้นแตกทำลายได้ ก็เรียกว่าท่านดับขันธ์ด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน, ตามธรรมดาท่านมีนิพพานชั้นสูงสุดอยู่เป็นประจำ แล้วการดับขันธ์ดับร่างกายของท่าน มันดับไปในลักษณะที่มีนิพพานชนิดนี้คงมีอยู่, เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่าท่านดับขันธ์ด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน, ตัวอนุปาทิเสสนิพพานนั้นมิใช่ความตาย ความตายอยู่ที่ขันธ์ทั้งหลาย ของพระอรหันต์ทั้งหลายก็ดี ของพระพุทธเจ้าก็ดี, มันก็เป็นการดับของขันธ์. อย่าไปพูดว่าการดับหรือการนิพพานของพระพุทธเจ้าหรือของพระอรหันต์ เราจะสูญเสียพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ไปหมด ด้วยความโง่ของเราเอง ที่ไปเข้าใจและไปพูดว่า พระพุทธเจ้านิพพานคือตาย, พระอรหันต์นิพพานคือตาย.

          นิพพานไม่ได้เกี่ยวกับความตาย นิพพานชั้นสูงสุดแล้วยิ่งไม่เกี่ยวกับความตาย คืออยู่เหนือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย โดยประการทั้งปวง; แม้แต่นิพพานน้อย ๆ นิพพานชั่วคราว นี้ยิ่งไม่เกี่ยวกับความตาย. ดังนั้นจงรู้จักพระนิพพานที่มีอยู่แล้ว เป็นตัวอย่างเป็นเดิมพัน ว่ามีอยู่กับเราทุกวัน ๆ. อย่าพูดพล่ามพูดฝันเพ้อไปว่า อีกแสนกัปป์แสนชาติกว่าจะนิพพาน, ทำได้แต่ปัจจัยแก่พระนิพพานต่อแสนกัปป์แสนชาติอย่างนี้ไม่ใช่พุทธศาสนา ไม่ใช่พุทธบริษัท.

          คำว่านิพพานไม่เกี่ยวกับความตายโดยประการใด ๆ ไม่ว่านิพพานในระดับไหน นิพพานแท้จริง หรือนิพพานชั่วคราว หรือนิพพานอะไร; เมื่อใดจิตไม่มีการปรุงแต่งเป็นกิเลสและความทุกข์ เมื่อนั้นมีภาวะของนิพพานปรากฏอยู่ในความรู้สึกหรือในจิตนั้น, เดี๋ยวนี้จิตปฏิบัติตนทั้งกายและใจจนอยู่ในสภาพที่จะมีอะไรมาปรุงแต่งไม่ได้ ไม่มีสิ่งแวดล้อมภายนอกใด ๆ มาปรุงแต่งจิตนี้ให้เกิดกิเลสได้ จิตนี้เรียกว่าถึงวิสังขาร. จิตบรรลุถึงวิสังขาร คือสภาพที่อะไร ๆ มาปรุงแต่งจิต ให้เกิดกิเลสไม่ได้ นี้ก็เป็นนิพพานอันถาวร เป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของทุกคน; แม้ว่าเดี๋ยวนี้ยังไม่ถึง ก็ต้องมุ่งหมายที่จะถึง ถ้ามิฉะนั้นมิใช่พุทธบริษัท, มิใช่สาวกของพระพุทธเจ้า.

          ถ้าจะทำสมาธิใด ๆ ก็ขอให้มีพระนิพพานเป็นจุดหมาย, เอกัคคตาจิต มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ นั่นแหละคือสมาธิที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา; ถ้าเอกัคคตาจิตมิได้มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ สมาธินั้นมิใช่สมาธิในพระพุทธศาสนา, เป็นสมาธิของเดียรถีย์อื่น หรือว่านอกพุทธศาสนา หรือของคนธรรมดาสามัญ, ยักษ์มารทั่วไปเขาก็มีสมาธิกันได้ สมาธิในพุทธศาสนาต้องมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ของเอกัคคตาจิต.

          นี่เราจงสังเกตดูให้ดี บางทีถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ กำหนดเวลาที่จิตของเราว่างจากตัวตน เยือกเย็นเป็นสุขอย่างยิ่ง เมื่อนั้นเป็นทั้งสมาธิเป็นทั้งวิปัสสนา มีศีลรองรับอยู่ในตัวมันเอง เป็นพระนิพพานที่แท้จริง; รู้จักไว้ให้ดี จะได้ขยายให้มากขึ้น จะได้ขยายให้ยาวออกไป. พระนิพพานอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ อยู่กับคน ๆ นั้น แต่บุคคลนั้นไม่รู้จัก; ถ้าเขาไม่มีนิพพานชนิดนี้หล่อเลี้ยงชีวิตแล้วเขาตายแล้ว ไม่กี่นาทีเขาก็ต้องเป็นบ้า. นี่เรามีชีวิตที่หล่อเลี้ยงอยู่ด้วยพระนิพพานเป็นระยะ ๆ.

          ขอให้เข้าถึงความจริงอันนี้ เป็นจุดลึกซึ้งสุดยอดหรือหัวใจของพระพุทธศาสนา เมื่อใดจิตว่างจากตัวตน พระนิพพานก็มีอยู่ที่จิตนั้นแม้ชั่วคราว; เมื่อใดจิตมีตัวตนเมื่อนั้นก็สูญเสียภาวะพระนิพพาน. จิตเดิมแท้ตามธรรมชาติ ถ้าไม่มีกิเลสเข้ามา ก็มีภาวะเป็นนิพพาน มันเป็นจิตประภัสสร; แต่ความเป็นประภัสสรนั้นมันเปลี่ยนได้ มันมีกิเลสแทรกแซงเข้ามาได้. เราต้องฝึกฝน ปรับปรุง ปฏิบัติอบรมจิตประภัสสรตามธรรมชาติชั่วคราวนั้น ให้เป็นจิตประภัสสรถาวรเด็ดขาดลงไป จิตพระอรหันต์เป็นจิตประภัสสรสูงสุด คือประภัสสรที่กลับเศร้าหมองไม่ได้, จิตปุถุชนเป็นประภัสสร ชั่วเวลาที่กิเลสไม่ได้เกิดขึ้น พอกิเลสเกิดขึ้น ก็สูญเสียความเป็นประภัสสรก็เป็นทุกข์.



การปฏิบัติธรรมพึงระวัง ขณะผัสสะไม่ปรุงไปทางที่เป็นทุกข์
เดี๋ยวนี้เมื่อเรามารู้เรื่องนี้ รู้อย่างนี้ ว่าจิตมันเป็นอย่างนี้ แล้วการปฏิบัติพระพุทธศาสนาก็เป็นไปได้ สำหรับบุคคลนั้น, เขาจะรู้จักความจริงอันนี้ แล้วจะปฏิบัติได้; ถ้าไม่รู้จักอย่างนี้ เขาก็ไม่เคยคิดที่จะปฏิบัติ. แม้เขาอยากจะปฏิบัติ มันก็ปฏิบัติ ไม่ได้ เพราะมันเป็นความทุกข์ที่ถาวรตายตัวเสียแล้ว, เดี๋ยวนี้จิตมันยังอยู่ในสภาพที่อะไร ๆ ปรุงแต่งได้.

          เรามีหน้าที่ระวังการปรุงแต่ง อย่าให้ปรุงแต่งไปในทางฝ่ายที่เป็นทุกข์ คือปฏิจจสมุปบาทฝ่ายที่เป็นทุกข์นั้น อย่าให้มันเกิดขึ้นและดำเนินไปได้, ให้มันอยู่แต่ในฝ่ายปฏิจจสมุปบาทที่ดับทุกข์ พอผัสสะมีแล้ว มีสติปัญญามาทันท่วงที, เอาปัญญามาเผชิญหน้ากับอารมณ์ที่มากระทบ. ปัญญาเปลี่ยนรูปเป็นสัมปชัญญะ เผชิญหน้ากับอารมณ์ที่มากระทบแล้วก็ เพิ่มสมาธิคือกำลังจิตอย่างยิ่งลงไป ๆ ในสัมปชัญญะ, สัมปชัญญะก็สามารถเผชิญกับอารมณ์ ไม่ทำให้เกิดกิเลส ไม่ปรุงเป็นกิเลสใด ๆ ขึ้นมาได้, หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าไม่เกิดตัณหาขึ้นมาได้ มันก็ไม่เกิดอุปาทาน หรือภพ หรือชาติ ในปฏิจจสมุปบาทขึ้นมาได้ เราก็รอดตัว; นี้ก็เป็นหัวใจแห่งพระพุทธศาสนาที่จะต้องเข้าถึง.

          พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า เราบัญญัติแต่เรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์เท่านั้น เรื่องอื่นไม่พูด, ไม่มีคำถามว่าตายแล้วเกิดหรือตายแล้วไม่เกิด, หรือเกิดบ้างหรือไม่เกิดบ้าง อะไรก็ตาม ไม่มี, ไม่มีคำถามว่าตายแล้วอะไรไปเกิด, มันกินเวลามากเกินไป, คนเหล่านั้นไม่อาจจะรู้; พระองค์จึงไม่ยอมตรัส จะยอมตรัสแต่เพียงว่าทุกข์เป็นอย่างไร, เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร, แล้วจะดำรงอย่างไรจึงจะไม่เกิดเหตุให้เกิดทุกข์, จะยอมพูดแต่เรื่องนี้. ดังนั้นพระองค์จึงตรัสว่า ปุพเพจาห ภิกขเว เอตรหิ จ ทุกขญเจว ปญญาเปมิ ทุกขสส จ นิโรธ ว่าแต่ก่อนก็ดีเดี๋ยวนี้ก็ดี ฉันพูดแต่เรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์เท่านั้น; แต่มาพวกเราสาวกชั้นหลัง มันพูดเรื่องอื่นร้อยเรื่องพันแปด หลายร้อยหลายพันเท่า, แทนที่จะพูดกันเรื่องทุกข์กับดับทุกข์เท่านั้น เพราะว่าจิตมันถูกครอบงำถูกชักจูงไปในเรื่องที่มีความยั่วยวน. โดยเฉพาะโลกสมัยวัตถุนิยมนี้ คนก็พูดก็คิดปรึกษาหารือกันแต่เรื่องความสุข สนุกสนานเอร็ดอร่อยทางวัตถุ จนเป็นทาสทางวัตถุ, ปัญญาที่มาคิดมานึกมาพูดปรึกษาหารือเรื่องความทุกข์ความดับทุกข์ มันก็หมดสิ้นไป. นี่จะเอากันอย่างไรพุทธบริษัททั้งหลาย.

          ขอให้ถือตามพระพุทธเจ้าว่า เรื่องอื่นไม่พูดกันไม่คุยกันไม่สนทนากัน พูดแต่เรื่องทุกข์กับดับทุกข์; ถ้าจะต้องพูดเรื่องอื่นไปนอนเสียดีกว่า, จะไม่ให้ผลร้ายใด ๆ. ถ้าไปพูดกันเรื่องอื่นนอกจากความทุกข์กับความดับทุกข์แล้ว มันก็ชวนให้ยุ่งไปหมด, ทำความเนิ่นช้าแก่ความดับทุกข์ไปหมด จะพูดกันจะปรึกษาหารือกัน ก็พูดกันแต่เรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์.

          แล้วที่นี้ก็ตรัสต่อไปว่า เรื่องความทุกข์ก็ดี, เหตุให้เกิดความทุกข์ก็ดี, ความดับแห่งทุกข์ก็ดี, หนทางให้ถึงความดับทุกข์ก็ ดี, ตถาคตบัญญัติไว้ในกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งพร้อมทั้งสัญญาและใจ คำว่า "พร้อมทั้งสัญญาและใจนี้" มีความหมายเพียงว่าเป็น ๆ ไม่ใช่คนตาย, คนที่ยังเป็น ในร่างกายของคนเป็น ๆ ที่ยาวประมาณวาหนึ่งนั้น ไปดูเถิดจะพบ ๔ เรื่องนี้. แต่ในกรณีอย่างนี้พระองค์ตรัสว่า โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี, ความดับแห่งโลกก็ดี, ทางให้ถึงความดับแห่งโลกก็ดี, ตถาคตบัญญัติไว้ในกายอันยาวประมาณวาหนึ่งนี้พร้อมทั้งสัญญาและใจ; ก็เรายังเป็น ๆ กันอยู่ทุกคน มีสัญญาและใจ มันก็มีอะไรพร้อมในร่างกายนี้ ที่จะดูให้เห็น ๔ ข้อนี้ : ความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทางให้ถึงความดับทุกข์.

          นี่แหละก็จะค่อยมีความรู้ความเข้าใจ ว่าความทุกข์เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่งอย่างไร; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออารมณ์ภายนอกเข้ามากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นผัสสะแล้ว ไม่มีสติปัญญาที่จะควบคุมมัน มันก็เป็นทุกข์ ในร่างกายอันยาววาหนึ่งนี้.



อนุสัยที่สะสมไว้ทำให้เกิดทุกข์ได้
ทีนี้ ถ้าในกรณีที่ไม่มีเหตุปัจจัยภายนอก เราก็มีสิ่งที่เรียกว่าอนุสัย คือความเคยชินแห่งกิเลสที่สะสมไว้ในสันดานเรียกว่าอนุสัย; เมื่อคนมีกิเลส มันก็เกิดกิเลส, พอเกิดกิเลสครั้งหนึ่ง ก็สร้างความเคยชินที่จะเกิดกิเลสชนิดนั้นหน่วยหนึ่งเก็บไว้ ในสันดาน, เราโลภทีหนึ่ง ก็เก็บความเคยชินที่จะโลภไว้หน่วยหนึ่งในสันดาน, โกรธทีหนึ่งก็เก็บความเคยชินที่จะโกรธไว้หน่วยหนึ่ง, ความเคยชินหน่วยหนึ่งไว้ในสันดาน, เราโง่ไปทีหนึ่ง สะเพร่าไปทีหนึ่ง เราก็เก็บความเคยชินที่จะโง่และสะเพร่าหน่วยหนึ่งไว้ในสันดาน, แล้วมันเกิดโลภ เกิดโกรธ เกิดหลงกี่ครั้ง มันก็เก็บไว้เท่านั้นหน่วย ที่เก็บไว้ในสันดาน. อย่างนี้เป็นความเคยชินที่จะเกิดกิเลส, อย่างนี้เรียกว่าอนุสัย มันมีอยู่ด้วยกันทุกคนที่ยังมีชีวิต ตลอดเวลาที่ยังมีกิเลส เกิดกิเลสครั้งหนึ่ง เก็บอนุสัยไว้หน่วยหนึ่งเสมอ.

          แต่ในทางที่ตรงกันข้าม ถ้าว่าเราไม่โลภในเมื่อมีกรณีที่ควรจะโลภ เราบังคับไว้ได้ เราไม่โลภ มันจะลดอนุสัยหน่วยหนึ่งด้วยเหมือนกัน, ลดอนุสัยแห่งความโลภหน่วยหนึ่งด้วยเหมือนกัน. ถ้าว่าเราบังคับไว้ได้ไม่ให้โกรธ มันก็ลดอนุสัยแห่งความโกรธไปหน่วยหนึ่ง, บังคับไว้ได้ไม่ให้โง่ ไม่ให้สะเพร่า มันก็ลดอนุสัยแห่งโมหะลงไปหน่วยหนึ่ง; ถ้าเราบังคับไว้ ได้ทุกทีอย่างนี้อนุสัยมันก็ลด ๆ ลดจนกว่าจะหมด. เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นอย่างนั้น มันมีแต่เพิ่ม ๆ โกรธเพิ่มใหม่ โลภเพิ่มใหม่ หลงเพิ่มใหม่, อนุสัยมันก็หนาขึ้น จนเต็มปรี่ในสันดาน พร้อมที่จะออกมาเป็นอาสวะ.

          อาสวะคือกิเลสที่จะกลับออกมาภายนอก จากอนุสัยที่สะสมไว้ในสันดาน; โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีอะไรมากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจเอง, อนุสัยกิเลสที่เป็นความเคยชินแห่งกิเลสนั้นจะออกมาก็เป็นกิเลส.

          นี้เราจะต้องรู้จักถ่ายถอนอนุสัย คือว่าบังคับไว้ไม่ให้โลภ โกรธ หลงเพิ่ม แล้วเจริญวิปัสสนา ซึ่งเป็นการทำลายอนุสัยโลภ โกรธ หลงนั้นอยู่เสมอไป, อนุสัยก็จะลด ๆ ลด ๆ; ถ้ามันลดหมด มันก็ไม่มีออกมา, มันก็สิ้นกิเลส, สิ้นอนุสัย สิ้นอาสวะ เป็นพระอรหันต์. เดี๋ยวนี้ยังไม่เป็น ก็ควบคุมไว้ให้ดี ถ้ามันจะโลภ บังคับไว้ไม่ให้โลภ มันก็ลดอนุสัย, มันจะโกรธ บังคับไว้ไม่ให้โกรธ มันก็ลดอนุสัย มันจะโง่มันจะสะเพร่าก็บังคับไว้ ไม่ให้โง่ไม่ให้สะเพร่า มันก็ลดอนุสัย; นี้เป็นวิธีการลดอนุสัย.



อนุสัยก่อให้เกิดนิวรณ์ได้อีก.
เมื่อไม่มีเหตุปัจจัยภายนอกมารบกวน จนถึงเกิดกิเลสอนุสัยนี้ มันก็ส่งไอควันขึ้นมาเป็นนิวรณ์, นิวรณ์ ๕ นั่นแหละไม่ ต้องมีเหตุปัจจัยภายนอก อนุสัยจะส่งขึ้นมาเป็นความรู้สึกทางกามบ้าง, ทางพยาบาทบ้าง, ทางถีนะมิทธะคือหดหู่ซึมเซาบ้าง, ทางอุทธัจจะกุกกุจจะฟุ้งซ่านบ้าง, ทางวิจิกิจฉาลังเลไปหมดบ้าง, นี่เราไม่สังเกตสิ่งที่มันมีอยู่จริง; ถ้าไม่รู้จักแม้แต่ เพียงอนุสัยแล้ว อย่าหวังเลยที่จะไปรู้จักการตัดต้นเหตุของกิเลสและความทุกข์. เราจะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่านิวรณ์ที่เกิดประจำวัน จนเกลียดชังอย่างยิ่งที่สุดเสียก่อน จึงจะมีความพร้อมที่จะตัดต้นเหตุ หรือทำลายอนุสัย.

          ขอให้ตั้งต้นศึกษาไปจากนิวรณ์เถิด ว่าเวลาที่เราไม่โปร่งใจ ไม่เย็นใจ ไม่สะดวกสบายใจนั้น เพราะมันมีนิวรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งรบกวนอยู่ตามกรณี; บางทีก็เกิดมาเป็นความรู้สึกทางกาม มันก็รบกวนจิตใจ สูญเสียความสงบเย็น, บางทีก็ ออกมาเป็นพยาบาท อึดอัดขัดใจนั่นนี่, บางทีก็ไม่มีเหตุผล มันก็อึดอัดไปตามประสาโง่ ๆ นั้นเอง มันก็สูญเสียความสงบเย็น, บางทีมันก็แฟบ จิตใจมันหดหู่มันท้อถอย มีปัจจัยบางอย่างส่งเสริมเข้าด้วย เช่นว่ารับประทานอิ่มมากเกินไปอะไรอย่างนี้ มันก็เป็นหดหู่อย่างนี้ ส่งเสริมนิวรณ์, บางทีก็ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยบังคับไว้ไม่ได้ แต่สิ่งสุดท้ายที่เรียกว่าวิจิกิจฉานั้นสำคัญมาก มีอยู่ตลอดเวลาแล้วก็โดยไม่รู้สึกตัวด้วย.

          นิวรณ์ข้อสุดท้ายคือวิจิกิจฉานี้ ยากที่จะจับตัวมัน; แต่ถ้าเราสังเกตดูให้ดี เราก็อาจจะพบได้โดยไม่ยากนักเพราะว่าเรายังไม่แน่ใจ ไม่มีความแน่ใจในความปลอดภัยก็ดี ของชีวิตร่างกายทรัพย์สมบัติก็ดี, สุขภาพอนามัยก็ดี, ความรู้การศึกษา ปัญหาในครอบครัวในอะไรก็ดี; เรามิได้มีความแน่ใจว่าถูกต้องแล้ว เพียงพอแล้ว ปลอดภัยแล้ว, เราจะมีความรู้สึกว่ายังไม่ปลอดภัยอยู่เสมอ. มันเต็มไปหมดจนเราทำเฉย ๆ ลืม ๆ กันไปเสีย ความจริงความรู้สึกว่ายังไม่ถูกต้อง ยังไม่เพียงพอ ยังไม่ปลอดภัย มันซ่อนอยู่ภายใต้ส่วนลึก, แล้วบางทีมันก็ออกมามากจนเรียกว่า สงสัยลังเลว่าในชีวิตนี้ถูกต้องหรือไม่, หรือว่าความรู้การศึกษาที่เรามีอยู่นี้เพียงพอหรือไม่, แล้วมันก็พาลสงสัยลังเลไปถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าจะเป็นที่พึ่งได้จริงหรือไม่. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า ความไม่แน่ใจ ความลังเลชนิดนี้ มันอยู่ในส่วนลึกเป็นควันกรุ่นอยู่ เป็นความลังเล; แต่ถ้าเราบังคับไม่ได้ ก็เดือดร้อนจนนอนไม่หลับ, เดี๋ยวนี้มันก็ทำลืม ๆ กันไปเสียได้.

          แต่สังเกตดูให้ดีเถอะว่า นิวรณ์นั่นแหละ ตัวบทเรียนดีที่สุดสำหรับตั้งต้นการศึกษา ว่ามันเกิดมาจากอนุสัย โดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอก ทางตา หู เป็นต้น, อนุสัยก็ส่งออกมาเป็นนิวรณ์ แล้วน่าเกลียดน่าชังอย่างยิ่ง กีดกันความสงบสุขความสงบเย็นอย่างยิ่ง. เมื่อใดจิตไม่มีนิวรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเป็นเวลาที่สบายอย่างยิ่ง; แต่ก็หายากเต็มที กล้าพูดว่าในปุถุชนคนธรรมดาสามัญทั่วไปนั้นหาเวลาที่ว่างจากนิวรณ์ได้ยากเต็มที, อย่างน้อยก็มีความลังเลในชีวิตในทุกสิ่งว่ามันปลอดภัยหรือยัง รู้สึกว่าไม่ปลอดภัยมันก็ทำลืม ๆ เฉย ๆ ไปเสียอย่างนั้น ทนอัดกันอยู่อย่างนั้น.

          นี่ถ้าว่ามีข้อสังเกตดี ๆ รู้จักนิวรณ์เกลียดชังนิวรณ์แล้วนั่นแหละจะอยากดับทุกข์ขึ้นมาทันที; ต้องการความสงบเย็นแห่งชีวิต แล้วจะศึกษาเรื่องการดับทุกข์ดับกิเลสมันก็จะดับได้. นี้ก็เป็นหัวใจในทางสำหรับจะศึกษาให้รู้, เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ในส่วนที่จะต้องศึกษาให้รู้ เพื่อจะได้หัวใจในส่วนที่เป็นผลคือ เป็นหลุดรอดวิมุตติหลุดรอด.



รู้จักหัวใจของพุทธศาสนาให้ถูกต้องจะดับทุกข์ได้
ขอให้รู้จักธรรมชาติอันแท้จริง แล้วก็รู้ว่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่จะต้องรู้; แต่ก็ไม่มีใครเอามาสอนแล้วบางทีก็ห้าม ห้ามปากเสียเลยว่า อย่าเอามาสอน เรื่องนิพพานอย่าเอามาสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยนี้, แล้วเรื่องที่สูง ๆ เช่น สุญญตา ตถาตา อนัตตา นี้ อย่าเพ่อเอามาสอน อย่าเอามาสอน. อาตมาก็เคยถูกห้าม ถูกห้ามโดยพระมหาเถระที่หวังดีเอ็นดู; แต่ อาตมาก็เป็นคนดื้อ ก็เคารพท่าน แต่ก็ยังฝืนเอามาสอน เพราะว่ามันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา.

          อายตนิกธรรม ๕ หมวด คือว่า : ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หมวดหนึ่ง, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ หมวดหนึ่ง วิญญาณ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หมวดหนึ่ง, ผัสสะ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หมวดหนึ่ง, เวทนาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หมวดหนึ่ง, ๕ หมวดรวมเป็น ๓๐ อย่างนี้เป็นสิ่งที่ต้องรู้จักในฐานะเป็น ก ข ก กา ของพุทธศาสนา. พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ ว่านี่เป็นอาทิพรหมจรรย์ จงตั้งต้นเรียนเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นอาทิพรหมจรรย์.

          แต่เดี๋ยวนี้เราก็ไม่สอนนี่ พอมาสอนเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็หาว่าลึกไป เลิก ๆ เลิก ห้ามสอน, ก็เลยไม่ต้องรู้กัน; แล้วจะกลับไปสอนให้รู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างนี้ยิ่งน่าหัวแหละ, จะรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยอธิบายอย่างนั้นอย่างนี้ แม้แต่เด็ก ๆ มันก็ไม่เข้าใจ.

          คนเราจะรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้ก็ต่อเมื่อดับทุกข์ได้แล้ว; นี่ข้อนี้ฟังดูแล้วน่าตกใจ; ถ้ายังดับทุกข์ไม่ได้ ยังไม่รู้รสของความดับทุกข์แล้ว ยังไม่มีทางที่จะรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ตัวจริง, มีแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์บอกเล่าที่เรียกว่า ปรโต โฆโส เขาสอนเด็กเรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, เขาก็มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามทัศนะของเขาตามที่ได้ยินได้ฟังมา; นี้มันเป็นจุดตั้งต้น.

          แต่ถ้าว่าคนเราได้เรียนเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดทุกข์อย่างไรเพราะทำผิด ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้ว ปฏิบัติถูกดับทุกข์ได้; เมื่อนั้นจะรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แม้โดยความเข้าใจ ก็ยังเรียกว่ารู้โดยความเข้าใจ, ถ้าได้ปฏิบัติ แล้วก็รู้โดยการปฏิบัติ แล้วปากนี้ก็จะเปล่งออกมาเองว่า ขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะจนตลอดชีวิต เหมือนอย่างเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ในพระบาลี.

          พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แท้จริงนั้นมีสำหรับคนที่เห็นความดับทุกข์, หรือได้ประสบมาแล้วพูดออกมาโดยไม่ต้องมีใครสอน. เดี๋ยวนี้เราเอามาสอนเรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตั้งแต่เด็ก ๆ เป็นต้นไป พระรัตนตรัยจึงเกิดขึ้นเป็น ๒ แบบ คือพระรัตนตรัยนกแก้ว นกขุนทอง นั้นก็แบบหนึ่ง, พระรัตนตรัยแท้จริงของผู้เห็นแล้วพูดออกมามันก็อีกแบบหนึ่ง.

          ขอให้เราเลื่อนชั้นการมีพระรัตนตรัยขึ้นไป ๆ ด้วยการปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามหลักของการปฏิบัติ : ตั้งต้นที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์; วิญญาณ ผัสสะ เวทนา; พอถึงจุดเวทนานั้นแหละ มันเป็นจุดที่จะต้องศึกษากันอย่างยิ่ง อะไร ๆ มันก็มีปัญหาเพราะเวทนา, จะรักก็เพราะเวทนาน่ารัก, จะโกรธก็เพราะเวทนามันน่าโกรธ, จะพะวงหลงใหล ก็เพราะเวทนามันชวนพะวงหลงใหล. เวทนาเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องรู้จักและควบคุมให้ได้ แต่จะต้องตั้งต้นมาจาก ก ข ก กา คือเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ.

          เรื่องนี้แม้แต่พระพุทธเจ้าเอง ท่านก็ทรงเอามาทบทวนเป็นเรื่องปฏิจจสมุปบาทที่สำคัญอย่างยิ่ง คือเรื่องมีว่า ครั้งหนึ่งรู้ สึกว่าอยู่พระองค์เดียว ก็เลยตรัสออกมากับตัวเองว่า จกขุญจ ปฏิจจ รูเป จ อุปปชชติ วิญญาณ ติณณ ธมมาน สงคติ ผสโส ฯลฯ ท่องไปทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหมือนกับเด็ก ๆ ท่องสูตรคูณ อยู่ลำพังพระองค์เอง, นี่เป็นเรื่องที่คงจะไม่เคยได้ยินได้ฟังกันมาก.

          อาตมาขอยืนยันว่า มีเรื่องอย่างที่พูดนี้ในพระบาลีในพระไตรปิฎกไม่น้อยกว่า ๔ แห่ง. ทีนี้บังเอิญภิกษุองค์หนึ่งแอบมาข้างหลัง มาแอบฟังที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระองค์เองอยู่ตามลำพังอย่างนี้ แล้วพระองค์เหลียวไปเห็นเข้า; อ้าว ๆ เธออยู่ นี่ดีแล้ว; นี่จงรับเอาไป; นี้คืออาทิพรหมจรรย์จงปฏิบัติ จงศึกษาในอาทิพรหมจรรย์ คือเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ถึงกันเข้าแล้วก็เกิดวิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. เมื่อถึงกันเข้าอย่างนี้เรียกว่า ผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็ออกมาเป็นเวทนา; ถ้าควบคุมมันไม่ได้ก็ต้องเป็นทุกข์. เรามีความรู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างเพียงพอ, สติไปเอามาควบคุมสถานการณ์ ในขณะที่มันมีผัสสะ มีเวทนาอย่างนี้ แล้วก็ดับทุกข์ได้.

          ฉะนั้น ขอให้เข้าใจถึงหัวใจแห่งพุทธศาสนาในแง่ของปริยัติหรือการศึกษา, อีกอย่างหนึ่งว่า จงตั้งต้น ก ข ก กา ของพระพุทธศาสนาที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เถิด. เดี๋ยวนี้เราก็ไปตั้งต้นเรื่องบุญ เรื่องกุศล เรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อะไรที่ไม่อาจจะเข้าใจซึมซาบในใจได้ เราก็ไม่เข้าใจถึงหัวใจของพุทธศาสนา.

          ขอร้องว่าให้กำหนดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีอะไรมากระทบ, แล้วเกิดอะไร อย่างไร แล้วเป็นทุกข์อย่างไรแล้วจะป้องกันอย่างไร. นี่เรียกว่าเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนาในแง่ของปรมัตถ์ เพราะว่าถ้าเห็นอย่างนี้แล้ว จะเห็นว่าเป็นอนัตตาทั้งนั้น : ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นอนัตตา, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ก็เป็นอนัตตา, วิญญาณทั้ง ๖ ทางก็เป็นอนัตตา, ผัสสะเป็นอนัตตา, เวทนาเป็นอนัตตา, แล้วนอกจากนั้นจะมีอะไรก็เป็นอนัตตาหมด เพราะมันมารวมอยู่ตรงที่เวทนา.

          เราจะต้องรู้เรื่อง ก ข ก กา ของพุทธศาสนา เรียกง่าย ๆ ว่า อายตนิกธรรม คือสิ่งที่เนื่องกันอยู่กับอายตนะมีอยู่ ๕ หมวด หมวดละ ๖ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ ผัสสะ ๖ เวทนา ๖; ๕ หมวดนี้ทรงย้ำมากที่สุด มีในที่มาในพระไตรปิฎกนับไม่หวาดไม่ไหวว่ากี่สิบแห่งกี่ร้อยแห่ง เน้นเรื่องอายตนิกธรรมในฐานะเป็น ก ข ก กา ของพระพุทธศาสนา.



การฝึกมีสติสัมปชัญญะ
ทีนี้ จะมีสติสัมปชัญญะอย่างไร? ก็ต้องฝึกตามแบบมีสติสัมปชัญญะ. ขอแนะนำว่าอานาปานสติภาวนา ๔ หมวดนั่นแหละ มีทางให้เกิดปัญญา เกิดสมาธิ เกิดสัมปชัญญะเพียงพอที่จะมาต่อสู้กับสถานการณ์อันนี้ได้. สติปัฏฐาน ๔ ที่ถูกต้อง ที่ใช้ประโยชน์ได้จริงประยุกต์ได้จริง คือสติปัฏฐาน ๔ ที่ตรัสไว้ในอานาปานสติสูตร อธิบายตามนั้นเท่านั้นพอ; ส่วนมหาสติปัฏฐานสูตรนั้น มันเป็นสติปัฏฐานสูตรที่เฟ้อ ที่เพียงแต่ท่องจำนี้ก็ยังไม่หวาดไหว.

          สติปัฏฐานสูตร มี ๒ ชนิด คือสติปัฏฐานสูตรอย่างมหาสติปัฏฐานสูตร ชื่ออย่างนั้นโดยตรง ชื่อมหาสติปัฏฐานสูตร, แต่ อันหนึ่งไปชื่อว่า อานาปานสติสูตร มีอยู่ในมัชฌิมนิกาย. ที่ในมหาสติปัฏฐานสูตรนั้นอยู่ในทีฆนิกาย มีคำนำว่ามหา มหานี้ไม่น่าไว้ใจทั้งนั้นแหละ มันเฟ้อเป็นส่วนมาก. พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่า พระพุทธองค์ตรัสรู้ด้วยอานาปานสติ ภาวนา. แล้วก็จำแนกแจกแจงออกไปเท่าที่มีปรากฏอยู่ในอานาปานสติสูตรมัชฌิมนิกาย. อานาปานสติสูตรจึงมีเครดิตมากถึงอย่างนี้ คือพระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่า ตรัสรู้เพราะการเจริญอานาปานสติ อย่างรัดกุม อย่างพอดี อย่างที่กล่าวไว้ในอานาปานสติสูตรแห่งมัชฌิมนิกาย.

          ขอร้องให้สนใจ จะพบอานาปานสติ ที่กะทัดรัดที่สุดอยู่ในวิสัยที่คนธรรมดาจะปฏิบัติได้; แล้วจะให้เกิดสติสัมปชัญญะ สมาธิ และปัญญาสมบูรณ์ สามารถนำมาใช้ควบคุมเวทนาในชีวิตประจำวันได้. แล้วเราจะปฏิบัติอย่างถูกต้องตามความจริงอันนั้น, ดำเนินชีวิตอยู่ในเรื่องอัฏฐังคิกมรรค.



การดำเนินชีวิตต้องอยู่ในมรรคมีองค์ ๘
อัฏฐังคิกมรรค-มรรคมีองค์ ๘ นั้น นั้นแหละเป็นเรื่องที่ได้ตรัสรู้ สำคัญกว่าเรื่องอริยสัจจ์เสียอีก ขอให้ไปดูในพระบาลี ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร นั่นแหละ จะพบว่าสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงนำมาแสดง ว่าไม่ได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อนตรัสรู้เอง คือเรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘; ต่อเมื่อตรัสเรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้วจึงตรัสเรื่องอริยสัจจ์. พระองค์ทรงเสนอวิธีการดับทุกข์ ก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด ในการเปิดเผยธรรมะแก่โลก, หลังจากการตรัสรู้แล้ว ทรงแสดงเรื่องอัฏฐังคิกมรรคแล้วไปตรวจดูรายละเอียดให้ดี ว่าอัฏฐังคิกมรรค, สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป นั้นปัญญา, ปัญญามาก่อน แล้วจึงจะมาถึงเรื่องสัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว คือเรื่องศีล, แล้วจึงจะมาถึงเรื่องสัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ซึ่งเป็นเรื่องสมาธิ. ทรงวางแนวว่า ปัญญา ศีล สมาธิ ระบบนี้แหละ เราตถาคตไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน รู้เฉพาะด้วยตนเอง นำมาบอกกล่าว เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา. จงดำเนินในมัชฌิมาปฏิปทา ก็จะเว้นที่สุดโต่ง ๒ อย่าง : คือกามสุขัลลิกานุโยค และ อัตตกิลมถานุโยค เสียได้; อันนั้นมันไม่สำคัญมันเป็นเรื่องอธิบายประกอบว่า ดำรงอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทานั้นคืออย่างไร. นี้มันเป็นกฎของธรรมชาติ ขอให้ช่วยจำกันไว้ว่า เรากล้าพูดว่า พุทธศาสนาสบหลักวิทยาศาสตร์ฝ่ายจิตใจ.

          คำว่าวิทยาศาสตร์ต้องมีทางฝ่ายจิตใจด้วย; เดี๋ยวนี้รู้จักกันแต่เรื่องทางวัตถุ นักวิทยาศาสตร์พวกที่แสนจะโง่จะฟังเรื่องพุทธศาสนาไม่ออก เพราะพูดว่าวิทยาศาสตร์นั้นมันเป็นเรื่องทางวัตถุไปเสียหมด มันไม่มีเรื่องทางจิตใจ. วิทยาศาสตร์มี เรื่องทั้งฝ่ายวัตถุและทางฝ่ายจิตใจ ทรงค้นพบกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ของธรรมชาติ, แล้วจึงตรัสว่าปัญญา-ศีล-สมาธิ.

          พออาตมาอธิบายอย่างนี้ เขาหาว่าหลอกลวง, หรือโง่, หรือว่าเอาเอง, หรือตู่พระพุทธเจ้า. นี้คือไม่ตู่พระพุทธเจ้าคือยืนยันตรงตามกฎเกณฑ์ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ว่าปัญญา-ศีล-สมาธิ. พูดในหลักปฏิบัติที่จะใช้การได้, ดับทุกข์ได้ต้องพูดว่า ปัญญา-ศีล-สมาธิ; แต่ถ้าจะพูดอย่างหลักทฤษฎีทั่ว ๆ ไป เราก็พูดว่า ศีล สมาธิ ปัญญาได้, คล้ายจะวางลำดับตามคุณค่าที่ มันสูงต่ำ แต่ถ้าจะในการปฏิบัติดับทุกข์โดยตรงในหน้าที่แล้ว ต้องเรียงลำดับว่า ปัญญา-ศีล-สมาธิ. ขอให้เข้าใจจุดหัวใจของเรื่องนี้ไว้ ในฐานะเป็นการตรัสรู้อย่างยิ่งของพระพุทธเจ้า ไม่เคยได้ยินได้ฟังใครมาแต่ก่อน เพื่อจะดับทุกข์ได้, แล้วก็ เรื่องอริยสัจจ์ ๔ นั้นก็แฝงอยู่กับเรื่องอัฏฐังคิกมรรคคือในข้อสัมมาทิฏฐิ มันคลุมอริยสัจจ์ ๔ ไว้หมด.



ความสำคัญในเรื่องปัญญา ศีล สมาธิ.
ทีนี้ก็อยากจะพูดว่า เรื่องนี้สำคัญอย่างไร? ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญาคือความรู้ ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้อง, ศีลคือเจตนาที่จะได้ผลจากการกระทำนั้น, สมาธิคือการกระทำลงไปจริง ๆ. ปัญญาคือรู้เรื่องที่ควรรู้ เกี่ยวกับสิ่งนั้น ๆ, แล้วก็มี เจตนาที่จะได้สิ่งนั้น นี้เรียกว่าศีล ศีลคือเจตนา เจตนาคือศีล เดี๋ยวนี้มาเข้าใจกันเสียแต่ว่าศีลคือนั่งว่าปาณาติปาตาเวรมณี; นี้เข้าใจเสียอย่างนี้ ต้องเข้าใจว่า ศีลนั้นคือเจตนาที่จะดับทุกข์, เจตนาที่จะดับทุกข์ ศีลเป็นเจตนาที่จะละ จะละนั่นละนี่, เจตนาเป็นตัวศีล.

          ถ้าละนั่นละนี่แล้วมันก็ดับทุกข์; ฉะนั้น เจตนาที่จะดับทุกข์นั่นแหละคือศีล; แล้วทีนี้ก็ทำการดับ, กำลังกายกำลังจิตทุ่มเทลงไปหมด นั่นแหละคือสมาธิ. เราจะต้องรู้เรื่องที่เราควรจะรู้เสียก่อน คือมีปัญญาเสียก่อน แล้วจึงมีเจตนาที่จะกระทำ, แล้วก็กระทำลงไปก็จะเป็นสมาธิ แล้วก็ครบ แล้วก็สมบูรณ์ แล้วก็ได้ผล, มีหลักว่า ปัญญา ศีล สมาธิ. ใครจะเถียงพระพุทธเจ้าก็ตามใจซิ, มันก็นอกคอกหรือดื้อรั้นไปเอง; แต่ถ้าจะรับตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว จะต้องยึดหลักว่า ปัญญา-ศีล-สมาธิ.

          นี่ ขอยืนยันว่า ชีวิตทุกชนิดรอดตัวอยู่ได้เพราะหลักการอันนี้ : หลักการไตรสิกขา : ปัญญา-ศีล-สมาธิ. ชีวิตคนก็ดี ชีวิตสัตว์เดรัจฉานก็ดี ชีวิตต้นไม้ก็ดี มันมีปัญญา-มีศีล-มีสมาธิ. คนเราต้องมีปัญญารู้ว่าอะไรเป็นอย่างไรเสียก่อน มันจึงอยากจะทำ; ครั้นอยากจะทำแล้วมันจึงทำ มันก็สำเร็จประโยชน์. สัตว์เดรัจฉานก็เหมือนกันแหละ; มันต้องมีการเป็นอยู่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยหลักเกณฑ์อันนี้ มันก็มีปัญญาที่จะรอบรู้ว่าจะไปกินหญ้าที่ไหน เป็นต้น คือหาอาหารที่ไหน มันต้องรอบรู้ ต้องโคจร, เรื่องสถานที่ เรื่องเหตุการณ์อะไรต่าง ๆ รู้ มีปัญญาแล้ว มันก็มีเจตนาที่จะไปที่นั่นหรือทำอย่างนั้น, นี่เป็นศีลของมัน. ครั้นไปถึงที่นั่นแล้ว มันก็ระดมกำลังกาย กำลังจิต ทำหน้าที่นั้น; เช่นกินหญ้า ๆ มันก็สำเร็จประโยชน์. นี่แม้แต่ สัตว์เดรัจฉาน ก็รอดชีวิตดำรงชีวิตอยู่ได้ ด้วยหลักไตรสิกขา อย่างนี้ คือปัญญา ศีล สมาธิ ตามกฎเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าได้ ทรงวางไว้.

          นี้แม้แต่ต้นไม้ ทีนี้ต่ำลงมาจนถึงต้นไม้แล้ว ที่คนเขาดูถูก บางคนเขาพูดว่าต้นไม้ไม่มีจิตไม่มีวิญญาณ; นั่นหลับตาพูด ต้นไม้มีความรู้สึกเหมือนกับสัตว์เหมือนกันแหละ แต่ว่าระดับมันต่ำมาก มันน้อยมาก, มันมีเจตนาโดยสัญชาตญาณที่จะทรงตัวอยู่ จะสืบพันธุ์, จะป้องกันอะไรเหมือนกับคนเหมือนกัน, ต้นไม้นี้ต้องมีความรู้ว่า ทางไหนทิศทางไหนที่มันจะส่งรากออกไปได้น้ำ ได้ธาตุ ได้แร่ธาตุ ได้อะไร มันจึงส่งรากไป, จะยื่นกิ่งยื่นใบไปทางไหนจะได้แสงสว่างพอที่จะหล่อเลี้ยงชีวิต คือว่าทำให้แร่ธาตุที่ดูดขึ้นไป เปลี่ยนสภาพเป็นเนื้อหนังของต้นไม้. ต้นไม้มันจึงมีทั้งปัญญา มีทั้งศีล มีทั้งสมาธิ; มันรู้ มันต้องมีความรู้เกิดขึ้นก่อนแหละ มันจะรู้มาทางไหนก็สุดแท้แต่ มันต้องมีความรู้เกิดขึ้นก่อนว่า อะไร เป็นอย่างไร อะไรเป็นอย่างไร แล้วก็มีเจตนาที่จะได้ผลของอันนั้น แล้วมันจึงกระทำ, นี่ มันมีปัญญา มีศีล มีสมาธิ.

          ขออภัย อย่าว่าพูดคำหยาบเลย แม้สุนัขมันจะไปที่ไหน มันต้องรู้ว่ามันจะต้องไปที่ไหน มันจะไปที่ไหน ที่นั่นมีอะไร, มันรู้อย่างนี้ก่อน, แล้วมันมีเจตนาที่จะไป มันก็เป็นศีลของมัน แล้วมันก็ไปด้วยกำลังกายกำลังใจทั้งหมดแล้วมันก็ถึง มันก็สำเร็จประโยชน์ตามที่มันต้องการได้; แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ปัญญา-ศีล-สมาธิ ซึ่งเป็นกฎของธรรมชาติอันลึกซึ้งยิ่งกว่าสิ่งใด. ถ้าอยากจะเรียกว่าพระเจ้า ก็เรียกอันนี้แหละว่าเป็นพระเจ้า คือเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ที่ทำให้สิ่งทั้งหลายเป็นไปอย่างถูกต้อง.

          ฉะนั้น ขอวิงวอนอ้อนวอนว่า พวกเราทั้งหลาย จงยึดถือหลักที่พระพุทธองค์ทรงเปิดเผยขึ้นมา โดยอัฏฐังคิกมรรคว่าปัญญา แล้วศีล แล้วสมาธิ ทุกกรณีที่จะกระทำ; จะกินข้าว ก็ต้องรู้ว่ากินอย่างไร, แล้วมีเจตนาที่จะกิน, แล้วจึงกิน. จะอาบน้ำจะอะไรก็ตาม มันจะสมบูรณ์อยู่ด้วยศีล สมาธิ ปัญญาอยู่ทุก ๆ อิริยาบถ; แล้วมันจะไม่เกิดกิเลส มันจะไม่เพิ่มอนุสัย. มันจะพัฒนาไปแต่ในทางของโพธิ สัญชาตญาณจะวิวัฒนาการไปแต่ในทางของโพธิ เราก็อยู่ด้วยความสำเร็จประโยชน์ในการดำรงชีวิต.

          ช่วยจดจำหัวใจของพระพุทธศาสนาว่า ในทางปฏิบัตินั้นจะต้องมีหลักว่า ปัญญา ศีล แล้วสมาธิ; แต่ถ้าจะพูดโดยทฤษฎี แล้ว ก็จะพูดว่าศีล สมาธิ ปัญญา ก็ได้ตามใจ. ในกรณีที่จะพูดเปรย ๆ อย่างนี้ก็มีเหมือนกันที่พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ แต่ มันมิใช่หลักสำคัญที่จะดับทุกข์. หลักสำคัญที่จะดับทุกข์ ต้องปัญญา แล้วต้องศีล แล้วต้องสมาธิ; ถ้าไม่มีปัญญาแล้วมันรักษาศีลไม่ได้ดอก; ขืนไปรักษาศีลด้วยความยึดมั่นถือมั่น มันก็เป็นสีลัพพตปรามาสไปเสียหมดแหละ, เหมือนกับที่เรามีกันเดี๋ยวนี้มันเป็นสีลัพพตปรามาสเสียหมด เพราะรักษาศีลทั้งที่ไม่รู้จักตัวศีล, ไม่รู้จักเหตุผลอะไรเกี่ยวกับศีล เราจึงไม่ มีศีลที่แท้จริง มีแต่สีลัพพตปรามาส หรือสัจจาภินิเวส. ยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้ดีกูเอาอย่างนี้, สอนกันแต่เพียงให้รู้ว่ายึดมั่นถือมั่นอย่างไร มันไม่สำเร็จประโยชน์.

          นี่ถือหลักว่า จะทำอะไร ขอให้ปัญญานำหน้าในกรณีนั้น ๆ, แล้วมีเจตนาเป็นศีลที่จะกระทำมัน, แล้วมีสมาธิคือตัวการกระทำ ด้วยกำลังทั้งหมดทั้งกายและทั้งจิต จะประสบความสำเร็จในทุก ๆ กรณี ในทุก ๆ กรณี, นี่เป็นความลับอันหนึ่ง ซึ่งจะเรียกว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ที่ไม่ค่อยจะเข้าถึงกัน และไม่ค่อยจะสังเกต ไม่ค่อยจะศึกษา ทั้งที่พระพุทธองค์ตรัสยืนยันอย่างนี้, แล้วตรัสเป็นเรื่องแรก.

          คำสอนเรื่องแรกที่พระพุทธองค์ตรัสไม่ใช่เรื่องอริยสัจจ์ อย่าพูดผิด ๆ; มันเป็นเรื่องอัฏฐังคิกมรรค ขอให้เปิดดูทุกตัวอักษรในบาลี ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ท่านตรัสเรื่องอัฏฐังคิกมรรคก่อน, แล้วจึงตรัสเรื่องอริยสัจจ์ ในอริยสัจจ์ก็แฝงอยู่ ในสัมมาทิฏฐิ. ฉะนั้นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงนำมาสอน เป็นเรื่องแรกและเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ก็คือเรื่องอัฏฐังคิกมรรค อริยมรรคมีองค์ ๘ มีหลักคือปัญญา ศีล และสมาธิ. ขอให้ถือเอาประโยชน์ให้สำเร็จ ปฏิบัติให้ตรงตามนี้ มันก็จะสมหวังในฐานะเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนาเรื่องหนึ่ง.

          อย่างว่าจะมาสวนโมกข์นี้ ปัญญาต้องมาก่อน ต้องรู้เรื่องสวนโมกข์ ว่าจะได้อะไร เป็นอย่างไร, แล้วจึงจะมีศีลคือมี เจตนาที่จะมา, แล้วก็มีการมาซึ่งเป็นสมาธิ นี่จะไปที่ไหน จะทำอะไร, ทุกอย่างต้องเป็นไปในหลักที่ว่า ปัญญา-ศีล-สมาธิ จึงจะสำเร็จประโยชน์; ถ้าเอาศีลมาก่อนมันก็คลานลงคู ลงหนอง ลงคลองหมดแหละ มันไม่รู้ว่าจะไปอย่างไร; มันต้องมี ปัญญามาก่อน. ใครเขาจะสอนอย่างไรกันก็ตามใจ แต่อาตมาขอยืนยันตามหลักของพระพุทธเจ้าว่า ปัญญา-ศีล-สมาธิ นี่ แหละคือ ไตรสิกขา ที่ในขณะที่มีการปฏิบัติหน้าที่.

          ปัญญารู้ว่าอะไรเป็นอะไร พูดเหมือนพูดเล่นรู้ว่าอะไรเป็นอะไร, มันก็คือรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร, สิ่งนั้นเกิดมาจากอะไร, สิ่งนั้นมีความหลอกลวงอย่างไร, สิ่งนั้นมีความจริงอย่างไร, มีเสน่ห์จูงคนอย่างไร, มีอัสสาทะแผดเผาคนอย่างไร, แล้วทางออกของมันจากสิ่งนั้นคืออะไร. แต่ในที่สุดก็พบว่า ทุกเรื่องที่มันเป็นปัญหาเป็นความทุกข์อย่างนี้ สิ่งที่เป็นทางออกจากปัญหาเหล่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องอริยอัฏฐังคิกมรรคทั้งนั้นเลย; ท้าให้ไปดูในพระไตรปิฎก. ถ้าพูดถึงนิสสรณะออกจากปัญหาหรือความทุกข์; ไม่ว่าจะตั้งต้นขึ้นมาด้วยกรณีใดพอไปถึงนิสสรณะแล้ว อัฏฐังคิกมรรคทั้งนั้นเลย, อัฏฐังคิกมรรคทั้งนั้นเลย.

          ทางออกจากปัญหาทั้งปวงของมนุษย์เรา คืออัฏฐังคิกมรรค : หลักการที่จะมีความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องเสียก่อน, แล้วมีสังกัปปะ คือเจตนาที่จะได้ ที่จะถึง แล้วจึงมีศีล คือสัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว เป็นพื้นฐาน จุดตั้งต้นรองรับ, แล้วก็มีสมาธิ วายาโม สติ สมาธิ แล้วมันก็สำเร็จประโยชน์. นี่ดำเนินชีวิตในมัชฌิมาปฏิปทาเถิด แล้วก็จะเป็นพุทธบริษัททั้งแท่ง เป็นทั้งเนื้อทั้งตัว.



การปฏิบัติถูก ต้องเป็นมัชฌิมาปฏิปทา
มัชฌิมาปฏิปทานี้ระวังให้ดี ๆ มันไม่เกี่ยวกับคำว่าเคร่งนะ; ถ้าพูดว่าเคร่งอย่างถูกต้อง ต้องคือมัชฌิมาปฏิปทา; แต่ถ้าเกินมัชฌิมาปฏิปทาแล้วก็ มันเกินเคร่งแล้ว มันบ้าแล้ว ถ้าพอดีนั้นน่ะคือเคร่ง. คนทั้งหลายที่ชอบเคร่ง ชอบคำว่าเคร่ง จะทำอะไรอย่างเคร่งนั้น จงรู้ไว้เถิดว่าคำว่าเคร่งนั้นหมายความว่าพอดี คือมัชฌิมาปฏิปทา; ถ้าเกินพอดีมันก็เป็นอัตตกิลมถานุโยคบ้าง, เป็นกามสุขัลลิกานุโยคบ้าง, ถ้าพอดีก็จะเป็นนั่นน่ะ ถูก. ถ้าจะเคร่งให้ถูกต้องตามความหมายของคำว่าเคร่งแล้ว ก็จงเป็นมัชฌิมาปฏิปทา; เดี๋ยวนี้มันเคร่งอย่างหลับหูหลับตา, เคร่งอย่างสุดโต่ง เคร่งอย่างสุดเหวี่ยง มันไม่ พบกับความจริง.

          คำอีกคำหนึ่งที่น่าสนใจ แล้วจำง่าย ๆ เข้าใจได้ก็คือ คำว่ามัธยัสถ์, มัธยัสถ์ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเข้าใจคำว่ามัธยัสถ์ แล้วไปเห็นว่าเป็นเรื่องขี้เหนียวขี้ตืดไปเสียอีก. มัธยัสถ์นั่นแหละคำเดียวกับมัชฌิมาปฏิปทา; มัธยะ แปลว่ากลาง, อัสถ แปลว่า ตั้งอยู่ คำว่า มัธยัสถ์ แปลว่า ตั้งอยู่ตรงกลาง, ตั้งอยู่ตรงกลางนั่นคือมัธยัสถ์, แล้วมัธยัสถ์ไม่ใช่ประหยัด ขี้เหนียวขี้ตืดอะไร อย่างที่คนโดยมากเข้าใจเอาไปเป็นเรื่องล้อเล่นทางฝ่ายผิด. มัธยัสถ์ คือคำที่ประเสริฐที่สุด ตรงกับคำว่ามัชฌิมาปฏิปทา; คำว่ามัธยัสถ์ แปลว่า ตั้งอยู่ตรงกลาง. ทำอะไรขอให้เป็นมัชฌิมาปฏิปทาอย่างนี้ ก็จะมีชีวิตชนิดที่เดินตามทำนองคลองธรรมของพุทธศาสนา นี้ว่าโดยหลักทฤษฎีมีหัวใจอย่างนี้.

          ทีนี้ จะพูดโดยหลักปฏิบัติโดยตรงบ้าง ว่ามีหัวใจอย่างไร มันก็คือ มัชฌิมาปฏิปทาที่มาทันเวลา หรือว่ามีอยู่เป็นพื้นฐาน, มีชีวิตอยู่โดยหลักมัชฌิมาปฏิปทานี้ เป็นหลักปฏิบัติในชั้นที่เป็นหัวใจ โดยหลักปฏิบัติมันแยกเป็น ๒ อย่าง : -

          เมื่อมีอารมณ์มากระทบ ก็มัชฌิมาปฏิปทาให้มันถูกต้อง, เมื่อไม่มีอารมณ์มากระทบ มันจะปรุงขึ้นมาจากภายใน ก็มี มัชฌิมาปฏิปทาให้ถูกต้อง; ถ้าดำรงอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทาแล้ว อนุสัยจะส่งนิวรณ์ออกมาไม่ได้, จะมีชีวิตที่ปราศจากนิวรณ์อยู่ทั้งวันทั้งคืน เยือกเย็นที่สุด. นี่ควบคุมชีวิตไว้ในลักษณะให้เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ให้สัญชาตญาณเป็นไปในทางโพธิ อย่าลงมาทางฝ่ายกิเลส, มีสติ ปัญญา สัมปชัญญะ สมาธินี้ เป็นหลักปฏิบัติอย่างยิ่ง.

          พอมีอะไรมากระทบ สิ่งแรกที่ต้องการจะใช้คือสติ, ระลึกได้ทันทีว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น; แล้วสติไปโดยเร็ว วิ่งไปโดยเร็ว สมตามคำว่าสติ. คำว่า สติ นั้นแปลว่า แล่นไปเร็วเหมือนกับลูกศร; คำว่าลูกศร ก็แปลว่า แล่น คำว่า สติ ก็แปลว่า แล่น, ความหมายอย่างเดียวกัน. คำว่าสติเกิดขึ้นโดยเป็นอาการของลูกศรแล่นไปเร็ว; กิริยาที่แล่นไปเร็วอย่างนั้นเอามาเรียกชื่อว่าสติ, เป็นภาษาธรรมะขึ้นมา.

          สติแล่นไปเร็ว ไปถึงปัญญา ตามที่เคยศึกษาไว้อย่างไร อบรมไว้อย่างไร สติไปขนเอาปัญญามาทันเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่อารมณ์กระทบ; ตัวปัญญานั่นแหละ พอมาถึงเฉพาะหน้าเหตุการณ์ มันเปลี่ยนชื่อเรียกว่าสัมปชัญญะ; สัมปชัญญะกับปัญญามีความหมายอย่างเดียวกัน. ปัญญาที่เก็บไว้ในคลังเรียกว่าปัญญา พอเอาออกมาใช้การในขณะเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น โดยสตินำเอามาปัญญานั้นจะเปลี่ยนชื่อเป็นสัมปชัญญะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์แล้วสมาธิก็มาเพิ่มกำลัง-เพิ่มกำลัง-เพิ่มกำลังให้แก่สัมปชัญญะ ต่อสู้สถานะเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; ไม่ว่าอารมณ์ใด ๆ มันควบคุมได้ ไม่ปรุงแต่งเป็นเวทนา ตัณหา ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์.

          ขอให้ทุกคนมีสติรวดเร็วเพียงพอ, มีปัญญาที่ศึกษาไว้เพียงพอ เป็นปัญญาในคลัง และสำหรับสติจะขนเอามาเป็นสัมปชัญญะอย่างเพียงพอ, แล้วมีกำลังของสมาธิทุ่มเทให้แก่สัมปชัญญะ เผชิญหน้ากับอารมณ์ ทำลายอารมณ์ร้ายให้แตกกระจายไป ไม่ปรุงให้เกิดกิเลสขึ้นมาได้. นี่คือวิธีที่จะช่วยตนเอง, ช่วยตนเอง จะเรียกว่าจิตก็ได้ จิตมันก็คือธรรมชาติ รู้สึกนึกคิดอะไร และกระทำไปตามธรรมชาติแห่งกาย, กระทำไปตามความต้องการของจิต; แต่จิตต้องมีสัมมาทิฏฐิ รู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร, อะไร ๆ มันก็รวมอยู่ที่จิต. อาการต่าง ๆ ของจิต คือชื่อต่าง ๆ ที่เป็นปัญหา ฝ่ายชั่วก็ได้ฝ่ายดีก็ได้, อาการของจิตทั้งนั้น.

          นี่ ใจความสำคัญของคำว่า ตัวเองจะต้องช่วยตัวเอง มันไม่มีจิตไหนอีกแล้ว มันมีจิตดวงนี้ดวงเดียวเท่านั้น ที่จะเป็นอย่างนี้ ที่จะเป็นอย่างนี้ ที่จะเป็นอย่างนี้; จิตต้องช่วยตัวเอง ด้วยการฝึกฝนไว้ดีแล้ว จะเป็นไปแต่ในทางที่ถูกต้อง. จิตช่วยตัวเอง คือตนเป็นที่พึ่งแห่งตน มีความหมายอย่างนี้; ไม่ใช่ว่ามีตัวตนเป็นอัตตา เป็นอะไรอย่างที่เขาเชื่อกัน. ตนนี้ก็คือจิตที่ มันมีมัชฌิมาปฏิปทามีความถูกต้องทั้ง ๘ ประการกำกับอยู่ มันก็ช่วยตนเองได้.

          ฉะนั้นขอให้เราถือหลักช่วยตนเอง ด้วยมีธรรมะ ๔ เกลอ, คงจะแปลกหูบ้าง ที่จะเรียกว่าธรรมะ ๔ เกลอคือสติไปขนเอาปัญญามาเป็นสัมปชัญญะ แล้วมีสมาธิ แล้วระดมลงไป; สติ ปัญญา สัมปชัญญะ สมาธิ นี่ธรรมะ ๔ เกลอขาดไม่ได้, ชุดนี้ต้องมาพร้อมกันทั้งสี่. ธรรมะ ๔ เกลอมาครบแล้ว จะแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ อย่าลังเลอย่าเฉื่อยชาในการที่จะอบรมให้มีธรรมะ มีปัญญา มีสัมปชัญญะ แล้วก็มีสมาธิ, แล้วขอยืนยันว่า โดยการปฏิบัติอานาปานสติอย่างเดียว สิ่งทั้ง ๔ เกลอนี้จะมีครบ มีให้ครบ, เชี่ยวชาญชำนาญ มันก็มากขึ้น ก็สะดวกในการที่จะนำมาใช้.

          ทีนี้มันก็เป็นเรื่องที่ว่า ปฏิบัตินี้มันไปจุดจบกันที่ไหน? มันกลายเป็นว่าเพื่อให้รู้ถึงที่สุด ความจริงอันสูงสุดที่ดับทุกข์ได้ นั้นเป็นส่วนความรู้ ยอดสุดของความรู้; ทีนี้ยอดสุดของผลของการปฏิบัติคือหลุดพ้นได้, แล้วตัวการปฏิบัติ ก็คือการทำความหลุดพ้นนั่นเอง. ถ้าเอากันที่จำเป็นที่สุดแล้ว คือการปฏิบัติเพื่อให้เกิดการหลุดพ้นนั่นเอง, เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาในแง่ของการปฏิบัติ. ถ้าเป็นปริยัติก็รู้เรื่องความหลุดพ้น, ถ้าปฏิบัติก็ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น, ถ้าเป็นผลของการปฏิบัติก็คือความหลุดพ้น มรรค ผล นิพพาน เป็นความหลุดพ้น. ฉะนั้นเรื่องมันจึงรวมอยู่คำเดียวที่ว่า หลุดพ้น, หลุดพ้นไม่ติดอยู่ที่ไหน.



ความหลุดพ้นปรากฏในพระบาลี
พ      

ระบาลีที่ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - ธรรมทั้งหลายทั้งปวง คือทุกสิ่งไม่ควรที่จะเข้าไปยึดมั่นถือมั่น; อภินิเวส แปลว่า ฝังตัวเข้าไป, จิตไม่ควรจะฝังตัวเข้าไปในสิ่งใด โดยความยึดมั่นว่าตัวตนหรือของตน. นี่เรียกว่าไม่ยึดมั่นสิ่งทั้งปวงโดยความเป็นตัวตนของตน; แม้แต่พระนิพพานซึ่งเป็นความหลุดพ้นอันดับสุดท้าย ก็ไม่ยึดมั่นว่าเป็นตัวตนของใคร, หรือว่าเป็นตัวตนของพระนิพพานเอง, คงถือให้เป็นสภาพธรรม สภาวะตามธรรมชาติ. พูดตามวิทยาศาสตร์ก็ว่า เป็นธาตุชนิดหนึ่ง นิพพานนี้เป็นธาตุชนิดหนึ่งเหมือนกับธาตุทั้งหลาย, ได้ชื่อว่าเป็นธาตุ แต่มีความหมายเฉพาะว่าเป็นธาตุที่ไม่มีการปรุงแต่ง ปราศจากการปรุงแต่งโดยประการทั้งปวง, เป็นวิสังขาร.

          คำว่าสังขาร, สังขาร แปลว่า ปรุงแต่ง; และรู้จักแยกออกให้ชัดว่า ผู้ปรุงแต่ง ก็เรียกว่า สังขาร. สิ่งที่ถูกปรุงแต่งก็เรียกว่า สังขาร. กิริยาอาการที่ปรุงแต่ง ก็เรียกว่า สังขาร. สังขารมันมีความหมายอย่างนี้. เดี๋ยวนี้มักจะมีความรู้แค่หางอึ่งว่า สังขาร คือร่างกาย; นี่มันรู้แค่หางอึ่ง ว่าสังขารคือร่างกาย. สังขารคือการปรุงแต่ง, อยู่ในลักษณะของผู้ปรุงแต่ง ก็เรียกว่าสังขาร, ถูกปรุงแต่งออกมา ก็เรียกว่าสังขาร, กิริยาอาการที่ปรุงแต่ง ก็เรียกว่าสังขาร; เตส วูปสโม สุโข - ระงับสังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นความสุขอย่างยิ่งคือหยุดการปรุงแต่งเสียได้, หยุดการปรุงแต่งเสียได้ เรียกว่าวิสังขาร, วิสังขารไม่มี การปรุงแต่ง เหนือสภาพการปรุงแต่ง. เมื่อจิตถึงวิสังขาร อะไรปรุงแต่งจิตอีกไม่ได้ จิตก็ถึงภาวะที่เรียกว่านิพพาน, ไม่มี ความทุกข์อีกต่อไป.

          เดี๋ยวนี้มัน มีการศึกษากันน้อยเกินไป เรื่องการปรุงแต่ง เรื่องการยึดมั่นถือมั่น เรื่องการหลุดพ้น, แล้วก็บอกกันว่าไม่ให้ เอามาสอนเสียด้วย ห้ามสอนเสียด้วย. นี่หลักปฏิบัติที่ห้ามสอน เป็นหัวใจของพุทธศาสนา. นี่ขอพูดเสียเลยว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องหัวใจของพระพุทธศาสนาโดยพฤติการณ์ในปัจจุบันจริง ๆ กลับถูกห้ามนำมาสอน. มันเป็นอย่างไร คิดดูซิ.

          เรื่องอนัตตา-ไม่ใช่ตน เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา แต่กลับถูกห้ามนำมาสอน, เรื่องสุญญตา-ว่างจากตัวตน ก็ถูกห้ามนำมาสอน, ตถาตา-เช่นนั้นเอง ฟังดูเป็นเรื่องพูดเล่นเสียอีก ห้ามนำมาสอน, อิทัปปัจจยตา ไม่ต้องเอามาสอนประชาชน. นั่นเป็นคำพูดที่อันตรายที่สุด เพราะเรื่องอิทัปปัจจยตา คือมันเรื่องทุกสิ่งที่เป็นทุกข์และดับทุกข์ เป็นเรื่องของชีวิตจิตใจโดยตรง กลับห้ามไม่ให้นำมาสอนเสียอีก. ถ้าพูดว่ามัชฌิมาปฏิปทา ก็เห็นเป็นเรื่องไม่เกี่ยวกับเราชาวบ้านไปเสียอีก; ที่ จริงมันเกี่ยวตั้งแต่จุดตั้งต้นถึงจุดสุดท้าย. เรื่องสามัญญลักษณะ : อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ไม่ให้นำมาสอนกันเสียอีก, หรือมาสอน มาพูดล้อเล่นกันเสียมากกว่า.

          นี้เรื่องวิสังขาร เรื่องวิสังขารที่จิตจะต้องถึงนั่นกลับมืดมน ไม่ต้องการเสียด้วย; เพราะว่าไม่ปรุงแต่งนั้น เขาไม่สนุกสนาน, เขาต้องการการปรุงแต่งที่สนุกสนาน. แล้วในที่สุดเรื่องนิพพาน นิพพานก็มืดมิด อยู่ในที่ลับในที่มืด, ไม่เอามาเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าเรารอดตัวอยู่ได้นี้ เพราะพระนิพพานน้อย ๆ. นิพพานตัวอย่างในชีวิตประจำวัน คือความเยือกเย็นที่คอยเกิดขึ้นเป็นระยะยาวพอสมควร เพื่อจะดับความร้อนที่เกิดขึ้นเป็นประจำวัน มี ความเย็นที่ควบคุมอยู่เป็นประจำวัน.

          เรื่องอนัตตา หัวใจของพระพุทธศาสนา อย่าเข้าใจเป็นเรื่องพูดเล่น หรือรังเกียจ. คนหนุ่มนักศึกษาปัจจุบันมองคำว่าอนัตตาเป็นเรื่องเหลือวิสัยบ้าง, เป็นเรื่องของคนโง่คร่ำครึอยู่แต่ในวัดบ้าง, แล้วก็อ้างตัวเองจะเป็นผู้แก้ปัญหาของสังคม แก้ปัญหาของโลก นี่บรมโง่ ที่เกลียดเรื่องอนัตตา, แล้วมันตั้งตัวเป็นผู้แก้ปัญหาของสังคมหรือเรื่องของโลก.

          ถ้าคนในโลก มีความรู้เรื่องอนัตตา ก็ไม่มีความเห็นแก่ตัว; เมื่อไม่มีความเห็นแก่ตัว ปัญหาใด ๆ วิกฤตการณ์ใด ๆ ไม่อาจจะเกิดขึ้นในโลก เพราะไม่มีใครเห็นแก่ตัว ตัวเองก็ไม่เป็นทุกข์ ไม่ทำผู้อื่นให้เป็นทุกข์; เพราะรู้เรื่องอนัตตา มิใช่ตนจนไม่มีความเห็นแก่ตน, ตัดความเห็นแก่ตนได้ ก็ด้วยความรู้เรื่องอนัตตา, ถ้าโลกมีความรู้เรื่องอนัตตาก็จะไม่มีความเห็นแก่ตนในโลกเหลืออยู่. ทำไมองค์การสหประชาชาติไม่สนใจเรื่องนี้ จะมาแก้ปัญหาของโลก มัวแต่นั่งจับปูใส่กระด้ง กี่ ชาติ ๆ มันก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่รู้ธรรมะที่จะมาแก้ปัญหาของโลกอันสำคัญ, เหตุสำคัญก็คือความเห็นแก่ตัว มันต้องสอนเรื่องอนัตตา. องค์การสหประชาชาติ ควรจะใช้สาขายูเนสโกเผยแผ่เรื่องอนัตตา ให้มากออกไป. มากออกไป ความเห็นแก่ตัวก็จะลดลง, ปัญหาต่าง ๆ ก็จะลดลง จะแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น.

          นี้เรื่องสุญญตา เรื่องสุญญตาก็เหมือนกัน เมื่อเห็นความว่างจากตน มันก็ลดความเห็นแก่ตน, ลดความเห็นแก่ตนแล้วความเห็นว่าตัวว่าของตัว มันจะลดความรู้สึกเลวร้ายว่าตัวกูว่าของกู ออกไปเสียได้ ด้วยความรู้เรื่องสุญญตา, แล้วมันก็ รักผู้อื่นโดยอัตโนมัติแหละ; ข้อนี้เป็นหน้าที่ของพระธรรม. เราปฏิบัติพระธรรมเพียงว่าลดความเห็นแก่ตัว ความรักผู้อื่นก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ; เดี๋ยวนี้มัวแต่สอนให้รักผู้อื่น รักผู้อื่นแต่ไม่ได้สอนให้ทำลายความเห็นแก่ตัว มันก็เรื่องละเมอเพ้อฝัน; ให้รักผู้อื่น มันต้องสอนให้รู้จักทำลายความเห็นแก่ตัว.

          อาตมาชอบใจสัญญลักษณ์ของศาสนาคริสเตียนคือไม้กางเขน สัญญลักษณ์กางเขนอันยืนเป็นอัตตา เป็นตัว I, แล้วก็ตัดเสียซึ่งอัตตา คือ I นี้จะเป็นหลักการที่ช่วยโลกได้. ตัดความเห็นว่าเป็นตัวตน และความเห็นว่าของตนได้ มันก็รักผู้อื่นโดยอัตโนมัติ; ทำลายความเห็นแก่ตัวเถอะจะรักผู้อื่นโดยอัตโนมัติ.

          ตถาตานี้ก็เหมือนกัน มันก็ไม่มีตน, ตถาตาไม่มีอะไรที่เป็นตน มันเป็นเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง, เช่นนั้นเอง ตามธรรมชาติ ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. ถ้าทุกคนเห็นตถาตาเช่นนั้นเองแล้ว ก็ไม่มีใครคิดเป็นเจ้าโลก; เดี๋ยวนี้มีคนคิดจะครองโลก แบ่งค่ายจะครองโลกจะช่วยกันเอาโลกมาเป็นของกู แล้วครองโลก เพราะมันไม่เห็น ตถาตา คือเช่นนั้นเอง ถ้ามีความรู้เรื่องตถาตามาแล้วคนที่คิดจะเป็นเจ้าโลกและครองโลกมันก็ไม่มี.

          นี่ อาตมาจึงยืนยันว่า หัวใจยอดสุดของพระพุทธศาสนานั้นช่วยโลกได้ ตถาตา สุญญตา อนัตตา ไม่ให้เกิดความเห็นแก่ ตน มันก็รักผู้อื่นได้ เศรษฐีจะรักขอทานก็ได้ ขอทานจะรักเศรษฐีได้ กรรมกรจะรักนายทุนได้ นายทุนจะรักกรรมกรได้ แม้แต่สิงห์โตก็จะรักลูกแกะได้ ลูกแกะก็จะรักสิงห์โตได้ นี้มันจะหมดปัญหาถึงขนาดนี้ แต่เขาห้ามไม่ให้เอามาสอน เรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตา.

          เราเป็นพุทธบริษัท จงเป็นให้สมชื่อ คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน รู้สิ่งที่ควรจะรู้อย่างครบถ้วน สิ้นเชิงแล้วก็ตื่นจากหลับคือความโง่ มันก็เบิกบานเหมือนดอกไม้ที่บาน ไม่รู้จักโรย บานด้วยธรรมะแล้วมันเป็นการบานที่ไม่รู้จักโรย นี่มันจะมาแก้ปัญหาของโลกได้ ด้วยหัวใจของพระพุทธศาสนา คืออนัตตา คือสุญญตา คือตถาตา ถ้ามีความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา จะแก้ปัญหาได้หมด ไม่ว่าปัญหาชนิดไหน ปัญหาทุกชนิดอยู่ในอำนาจของอิทัปปัจจยตา ถ้าเรามีความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา จะแก้ปัญหาได้หมด ปัญหาขี้ปะติ๋ว ปัญหาอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ จนกระทั่งเป็นปัญหาสูงสุด เป็นปัญหาของกิเลส ก็แก้ได้ ด้วยความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา สามารถที่จะควบคุมให้เป็นไปแต่ในทางที่ดับทุกข์.

          ส่วนมัชฌิมาปฏิปทานั้น ไม่ต้องพูดถึง อยู่ตรงกลาง ถ้าคนมีความรู้เรื่องมัชฌิมาปฏิปทา มันก็จะไม่โง่ ไม่หลงไปอยู่ใต้ ความหมายของสิ่งที่เป็นคู่ เดี๋ยวนี้มันโง่ มันหลง ไปอยู่ใต้อิทธิพลใต้ความหมายของสิ่งที่เป็นคู่ เช่น ชั่ว ดี บุญ บาป สุขทุกข์ นี้ มันไปหลงยึดติดในความหมายใดความหมายหนึ่งจนเกิดเป็นปัญหาขึ้นมา คือว่าโดยทั่ว ๆ ไปนี้ ไปหลงติดในความหมายของคำว่า มั่งมี-ยากจน แพ้-ชนะ ได้เปรียบ-เสียเปรียบ กำไร-ขาดทุน; นี่ความหมายเหล่านี้มันครอบงำจิตใจของคนธรรมดาสามัญ ไม่ให้อยู่ในมัชฌิมาปฏิปทาหรือตรงกลาง.

          ศึกษาเรื่องมัชฌิมาปฏิปทา รู้จักอยู่ตรงกลาง มันเป็นเช่นนั้นเองแหละ ดีหรือชั่ว มันก็เรื่องบ้าเท่ากันแหละ. นี่ขออภัยนะพูดอย่างนี้ ไม่ใช่ทำลายกำลังใจของผู้ที่จะตั้งใจทำดี, ถูกแล้ว มันยังทำอะไรมากไปกว่านั้นไม่ได้ ก็จงทำดีไปเถิด, ละชั่ว แล้วก็ทำดี, ทำดีแล้วก็อย่าบ้าดี อย่าเมาดี อย่าติดดี จึงจะเป็นพุทธศาสนา.

          ฉะนั้น ผู้รู้พุทธศาสนา จึงพูดว่า ทั้งชั่ว ทั้งดี ล้วนแต่อัปรีย์; ฟังดูแล้วมันน่าสะดุ้ง ยิ่งเข้าใจคำว่าอัปรีย์ไม่ถูกต้องแล้ว ก็ยิ่งสะดุ้งเป็นการใหญ่ เพราะเรากำลังรักดี หลงดี บูชาดีกันอยู่, ท่านต้องการให้มองเห็นว่า ชั่วมันก็ยุ่งไปตามแบบชั่ว, ดีมันก็ ยุ่งไปตามแบบดี; ไม่ดีไม่ชั่วก็อยู่ตรงกลาง นั่นแหละสบายที่สุด หรือเป็นพระนิพพาน.

          ความชั่วนั้นไม่ใช่ความสงบ ถูกแล้ว เห็นได้ง่าย, แต่ความดี ก็มิใช่ความสงบ เพราะมันเป็นสังขาร. ความดีก็เป็นสังขารเท่ากับความชั่ว; เมื่อเป็นสังขารก็มีการปรุงแต่ง มีสิ่งที่ปรุงแต่ง มีสิ่งที่ถูกปรุงแต่ง มันก็วุ่นไปตามแบบหนึ่ง; แม้ว่าจะตรงกันข้ามกับความชั่ว มันก็มิใช่ความสงบ มันต้องเหนือดีขึ้นไปอีกทีหนึ่ง จึงจะถึงความว่าง แล้วก็เป็นความสงบ; ฉะนั้นจากชั่วถึงดี จากดีถึงความว่าง.

          ทีนี้ ความว่างนั้นน่ารัก, ความชั่วความดีนั้นอัปรีย์ คือไม่น่ารัก. อัปรีย์ ตัวหนังสือแปลว่า ไม่น่ารัก : อัป แปลว่า ไม่ ปรีย์ แปลว่า น่ารัก, อัปรีย์ แปลว่า ไม่น่ารัก, ทั้งชั่ว ทั้งดีล้วนแต่ไม่น่ารัก ไปยึดมั่นถือมั่นแล้วมันกัดเอาทั้งนั้น. นั่นแหละทั้งชั่วและทั้งดี อย่าไปยึดมั่นเข้า, อยู่ตรงกลางระหว่างชั่วระหว่างดี นั่นแหละไม่ถูกกัด คือไม่เป็นทุกข์. ฉะนั้น ไม่สุขไม่ทุกข์ดี กว่า; ทุกข์มันก็ยุ่งไปตามทุกข์, สุขมันก็บ้าไปตามสุข, มันเป็นการปรุงแต่งที่นั่งก้นไม่ติดพื้นเหมือนกัน. ทั้งสุขทั้งทุกข์มันก็ล้วนแต่อัปรีย์ คือมองดูแล้วมันไม่น่ารัก, มันว่างจากความสุขความทุกข์ คือความว่างนั่นแหละ. ถ้าว่าสุขก็กระโดดโลดเต้นไปตามแบบของความสุข, ทุกข์ก็นอนร้องไห้ไปตามแบบของความทุกข์; ไม่สุขไม่ทุกข์นั้นคือว่าง นั้นน่ะคือเวลาที่เราจะเป็นสุขที่สุด. เวลาที่เราไม่รู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เราจะรู้สึกเป็นสุขอีกชนิดหนึ่ง. สุขชนิดที่ไม่ค่อยมีใครรู้ จักเป็นสุขที่ไม่ประกอบด้วยเหยื่อ เป็นนิรามิสสุข เป็นโลกกุตตรสุข.

          โลกุตตรสุขคือไม่สุขและไม่ทุกข์ อย่างในโลกนี้อยู่เหนือความหมายของสุขและทุกข์ทุกชนิดในโลกนี้; นี่คือมัชฌิมาปฏิปทา. อย่าไปหลงของคู่ ดี-ชั่ว แพ้-ชนะ เสียเปรียบ-ได้เปรียบ กำไร-ขาดทุน, นี้มีหลายสิบคู่นะ ซึ่งมนุษย์ในโลกหลงกันจนเป็นบ้าเป็นหลัง. ถ้าเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า มีมัชฌิมาปฏิปทา มีสัมมาทิฏฐิ; เห็นว่าตถาตา ตถาตา มึงก็อย่างนั้น กูไม่เอากับมึง, ก็เลยหลีกออกมาได้ ถอนตัวออกมาได้ เป็นความสงบสุข และอยู่ตรงกลางเป็นมัชฌิมาปฏิปทา.

          ดังนั้นคำว่า มัธยัสถ์ มัธยัสถ์ ขอให้ใช้ในขอบเขตที่กว้างขวาง, อย่าเป็นเรื่องเงินเรื่องทองอย่างเดียวเลย ให้เป็นเรื่องของธรรมะทั้งหมด. มัธยัสถ์อยู่ตรงกลาง, อยู่ตรงกลาง ไม่ดี-ไม่ชั่ว ไม่สุข-ไม่ทุกข์ ไม่บุญ-ไม่บาป ไม่แพ้-ไม่ชนะ ไม่กำไร-ไม่ขาดทุน ไม่เอาเปรียบ-ไม่ถูกเอาเปรียบ ไม่อะไรทุก ๆ คู่ ทุก ๆ คู่ที่มนุษย์รู้จัก กระทั่งว่าไม่เป็นหญิงไม่เป็นชาย. คิดดู เถอะ หมดความรู้สึกในความเป็นหญิงเป็นชาย มันก็ปราศจากปัญหาในชั้นลึก, บางทีก็จะเลยไปถึงว่า ไม่ใช่คนและมิใช่ ไม่ใช่คน คือไม่เป็นทั้งคนและทั้งมิใช่คน, ไม่เป็นอะไรไปหมดทุกอย่าง เป็นความว่าง, เป็นความว่าง นั่นสภาพเดิมแท้ คือความว่าง; สภาพเดิมแท้เป็นความว่าง ถูกปรุงแต่งเป็นความวุ่น, สุดเหวี่ยงเข้ามันก็กลับเป็นความว่าง.

          ฉะนั้น ชีวิตตั้งต้นด้วยความว่าง ไม่มีตัวตน; คลอดออกมาจากท้องแม่ มันมีตัวตน ๆ มีตัวตน; แล้วมันจะดับทุกข์ได้ ก็ ต้องกลับไปสู่ความว่าง อีกทีหนึ่ง; แต่เป็นความว่างที่กลับวุ่นไม่ได้. ทีแรกมันเป็นความว่างที่วุ่นได้ ครั้นวุ่นได้ แล้วก็ทำให้หายวุ่น, เป็นความว่าง เป็นพระนิพพาน ว่างอย่างธรรมชาติธรรมดาที่ยังปรุงแต่งได้ มันไม่ใช่ว่างจริง เพราะมันว่างชนิดที่วุ่นได้ นี้ต้องอบรมจิตประภัสสรชนิดนี้ยิ่งขึ้น ๆ ๆ จนเป็นประภัสสรถาวร ก่อนนี้ประภัสสรชั่วคราว คือกลับวุ่นได้ ทีนี้อบรม ๆ อบรมตามหลักธรรมะ จนประภัสสรถาวรเป็นพระอรหันต์ ประภัสสรถาวรคือจิตพระอรหันต์ ประภัสสรชั่วคราว ล้มลุกคลุกคลานนั้นเป็นประภัสสรของปุถุชน หรือตามธรรมชาติจิตเป็นประภัสสร ก็เรียกว่ามันตั้งต้นจากประภัสสร ไปสู่ความวุ่นแล้วมันก็กลับไปสู่ประภัสสรถาวรนี้ก็เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ที่เราจะต้องรู้จัก.

          หัวใจพระพุทธศาสนา เรื่องสามัญญลักษณะนี้ คนหนุ่มนักศึกษาสมัยปัจจุบันเห็นว่าเป็นของยายแก่ครึคระ; รู้จักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั่นแหละ มันจะทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเพื่อน, เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตายกันได้. เรามี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา บีบคั้นย่ำยีอยู่ตลอดเวลา เราเป็นเพื่อนกัน มีหัวอกอย่างเดียวกัน มีทุกข์อย่างเดียวกัน หรือสุข ๆ ทุกข์ ๆ อย่างเดียวกัน, เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็จะเห็นอกเห็นใจกัน, กลายเป็นคนคนเดียวกัน จนกระทั่งว่าชีวิตทั้งหมด ทั้งสัตว์มนุษย์เดรัจฉาน ต้นไม้ต้นไล่ ชีวิตทั้งหมดเป็นชีวิตเดียวกัน มันก็ปลอดภัย ก็รอดตัว.

          ทีนี้มาถึงคำว่าวิสังขารคตจิต, วิสังขารคตัง-จิตที่ถึงวิสังขาร จิตอบรมดีแล้ว อะไรปรุงแต่งให้เป็นอย่างไรไม่ได้ ไม่เกิดความรู้สึกเป็นชั่ว-เป็นดี เป็นบุญ-เป็นบาป เป็นสุข-เป็นทุกข์ แก่จิตนั้นอีกต่อไป. จิตนั้นดำรงอยู่ในสภาพอะไรปรุงแต่งไม่ได้, ปรุงแต่งไม่ได้; อันนี้ก็คือพระนิพพานนั่นแหละ; เมื่อถึงวิสังขารก็สัมผัสกับพระนิพพาน อะไรปรุงแต่งไม่ได้.

          คำว่าพระนิพพานนั้น เป็นสิ่งที่ถึงได้ สัมผัสได้ รู้ได้; พระพุทธเจ้าทรงยืนยันข้อนี้อย่างหนักแน่นที่สุดว่า อตถิ ภิกขเว ตทายตน - อายตนะนั้นมีอยู่ ซึ่งท่านหมายถึงนิพพาน. ท่านจึงตรัสว่า มันมิใช่ดิน มิใช่น้ำ มิใช่ไฟ มิใช่ลม มิใช่อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ มิใช่การไป มิใช่การมา มิใช่การหยุด, คือมิใช่อะไรทุกอย่าง นั่นแหละคือพระนิพพาน ที่จะลุถึงได้, สัมผัสได้ ด้วยจิตที่เป็นวิสังขารคต, ถึงแล้วซึ่งความเป็นจิตที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้ มันก็ปรุงแต่งไม่ ได้ ปรุงแต่งไม่ได้. จิตชนิดนี้จะไม่มีอะไรมาโฆษณาชวนเชื่อให้หลงไปได้, และไม่มีอะไรเป็นของแปลกด้วย. จิตที่ถึงภาวะที่ปรุงแต่งไม่ได้นี้ มันจะรู้สึกไม่มีอะไรถูกปรุงแต่ง; ฉะนั้นการไปโลกพระจันทร์หรืออะไรน่าประหลาดน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นสักร้อยเท่าพันเท่า. จิตนี้ก็รู้สึกว่าเป็นของเด็กเล่นอยู่นั่นแหละ, ไม่มีอะไรมายั่วให้จิตรู้สึกประหลาดหรืออัศจรรย์ใด ๆ ได้. นี่จิตของพระอรหันต์จะไม่มีความรู้สึกประหลาดใจอะไรได้; ส่วนจิตของปุถุชนนี้แม้แต่ดาวหางฮัลเล่ย์ ก็ทำให้บ้ากันทั้งบ้านทั้งเมือง, มันปรุงแต่งได้อย่างนี้.

          ฉะนั้นขอให้มุ่งหมายถึงหัวใจของพระพุทธศาสนาว่าจิตอยู่ในสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้ แล้วก็เป็นนิพพาน คือสภาวะที่เป็นอายตนะ. คำว่า อายตนะ นั้นมันแปลว่า สิ่งที่สัมผัสได้; อายตนะชั้นทั่วไป คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ เป็นสิ่งที่จิตสัมผัสได้ จึงเรียกมันว่าอายตนะ ๖ คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, นี้โดยพื้นฐาน ที นี้อายตนะที่สัมผัสได้ดีไปกว่านั้น สูงไปกว่าระดับธรรมดาก็คืออากาสานัญจายตนะ, วิญญานัญจายตนะ, อากิญ จัญญายตนะ, เนวสัญญานาสัญญายตนะ นี้ก็เป็นอายตนะที่สัมผัสได้ แต่เป็นสังขาร ยังเป็นสังขาร. แล้วมีอายตนะชั้นวิสังขารคือพระนิพพาน ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า อตถิ ภิกขเว ตทายตน, อายตนะนั้นมีอยู่; ถ้าเรารู้เรื่องอายตนะอย่างถูกต้อง เราก็จะรู้จักอายตนะตามธรรมชาติ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, นี่เป็นอายตนะชั้นที่เป็นความรู้. การศึกษาของคนยุคหนึ่งที่เรียกว่าดีเลิศ คืออรูปฌานทั้ง ๔; แต่ถ้าอย่างของพระพุทธเจ้าแล้ว มีพระนิพพานอย่างเดียว เป็นอายตนะสูงสุด ๑๐๑ ที่ต้องเข้าถึงให้ได้.

          ฉะนั้น ขอให้เราเข้าถึงภาวะที่จิตใจมีอะไรปรุงแต่งไม่ได้ ไม่มีอะไรน่ารัก น่าโกรธ น่าเกลียด น่ากลัว น่าวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หึงหวงเป็นต้น, ไม่มีอะไรแปลก ไม่มีอะไรน่าเกลียด ไม่มีอะไรน่ากลัว ไม่มีอะไรน่ารัก ไม่มีอะไรน่าอัศจรรย์, ไม่มีอะไรน่าอัศจรรย์ แม้แต่ความรู้ความคิดเรื่องอวกาศ เรื่องปรมาณู อะไรอีกร้อยเท่าพันเท่า ก็เป็นของเด็กเล่น, ไม่น่าอัศจรรย์สำหรับบุคคลผู้มีจิตลุถึงแล้วซึ่งวิสังขารคตะ คือจิตถึงแล้วซึ่งวิสังขาร; นี้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นผลของการปฏิบัติ, ยอดสุดของหัวใจของพุทธศาสนาในชั้นที่เป็นผลของการปฏิบัติ.

          เราจงรู้จักหัวใจในขั้นปริยัติ สอนเรื่องความหลุดพ้น, รู้จักหัวใจในขั้นปฏิบัติ คือปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น. รู้จักหัวใจแห่งผลของการปฏิบัติ คือปฏิเวธว่าหลุดพ้นแล้ว มันเป็นเรื่องหลุดพ้นอย่างเดียว, หลุดพ้นอย่างเดียว; ทำให้หลุดพ้นอย่างเดียว จะเป็นความรู้ก็ได้, เป็นการปฏิบัติก็ได้, เป็นผลของการปฏิบัติก็ได้, ก็เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาทั้งนั้น.

          ดังนั้นขอให้มีความรู้เรื่องหัวใจของพระพุทธศาสนากันอย่างนี้ สำหรับพุทธบริษัทเราทุกคน ที่จะต้องเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ. ส่วนศาสนาอื่น ศาสนิกของเขาก็เข้าถึงหัวใจของศาสนาของเขาไปตามเรื่องตามราว; แต่เรา พวกเราที่ เป็นพุทธบริษัทนี้ ขอให้เข้าใจถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา กันในลักษณะอย่างนี้เถิด, จะเป็นพุทธบริษัทเต็มตัว หรือว่าค่อย ๆ เต็ม ค่อย ๆ เต็ม ค่อย ๆ เต็มจนเต็มตัว นี่ความสำคัญที่จะต้องรู้จักหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา อาตมาจึงได้ยกเอาขึ้นมาเป็นปณิธานข้อแรก, ข้อแรกให้ทุกคนเข้าใจถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน แล้วก็จะหมดปัญหา.

          นี่ การบรรยายในวันนี้ ก็บรรยายขยายความเรื่องปณิธานข้อแรก ให้ทุกคนเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ หวังว่าท่านทั้งหลายที่ได้มาร่วมประชุมกัน ให้ของขวัญแก่อาตมา งดอาหารกันเสียวันหนึ่งนี้ ก็ขอให้มันรวมอยู่ในการประพฤติ ปฏิบัติ ที่จะเข้าถึงหัวใจแห่งพระพุทธศาสนาด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. เห็นไหมว่า มันไม่ตายดอก, แล้วมันก็คลายความยึดมั่นถือมั่นลงไปได้ไม่น้อยเหมือนกัน คือจะไม่แยแสกับกิเลสตัณหาหรือความเคยชินของกิเลสตัณหา; วันนี้ล้อมันเล่น ล้ออายุมันเล่นเสียด้วยการไม่กินอาหารเสียสักวันหนึ่ง, หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้รับประโยชน์ จากการกระทำบุญชนิดที่เรียกว่า ล้ออายุ ล้อเลียนอายุ ที่มันน่าล้อด้วยกันได้จงทุก ๆ คนเถิด, จะได้มีความเจริญงอกงามก้าวหน้าในทางแห่งพระพุทธศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา, มีความก้าวหน้าในทุกวิถีทาง มีความสุขสวัสดีอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.

          ขอยุติการบรรยายภาคเช้า.


สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป