ขยายหน้าจอ
  • 1757เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

[ครอบครัว]กอดของแม่นั้น..สำคัญไฉน [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 



ท่ามกลางความเจริญในยุคปัจจุบัน ทุกสิ่งเต็มไปด้วยความเร่งรีบและการแข่งขัน การเลี้ยงลูกก็เป็นสิ่งที่ท้าทายมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย แต่ความต้องการจากส่วนลึกในใจเด็กยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ลูกยังคงต้องการให้พ่อแม่แสดงความรักต่อเขา และเขาสามารถสัมผัสได้ถึงความรักความห่วงใยที่มีต่อเขา ความรักเป็นรากฐานให้เด็กรู้สึกมั่นคงและเป็นคนที่รู้จักให้และรู้จักรักคนอื่น
แต่เราจะสื่อสารภาษารักให้ลูกเข้าใจว่าเรารักเขาได้อย่างไรนั้น พญ.ภัทรวรรณ ขันธ์แก้ว จิตแพทย์ทั่วไป โรงพยาบาลมนารมย์ อธิบายว่า เด็กทุกคนมีภาษารักเป็นของตนเอง และวิธีการที่จะสื่อให้เด็กรับรู้ถึงความรักที่มีต่อเขาทำได้หลายวิธี ได้แก่ การสัมผัสทางกาย ถ้อยคำชื่นชม เวลาแห่งคุณภาพ ของขวัญและการเอาใจใส่ดูแล การสัมผัสทางกาย เช่น การกอด ซึ่งเป็นวิธีแสดงความรักที่ใช้กันมากที่สุด เปรียบเหมือนอาหารมีความจำเป็นแก่การเติบโตทางร่างกาย สัมผัสที่แม่มีให้แก่ลูกก็จำเป็นสำหรับการเติบโตทางจิตวิญญาณ

พญ.ภัทรวรรณ อธิบายถึงลักษณะการกอดว่ามีหลายแบบ เช่น กอดแบบหมี (Bear hug) กอดแบบหน้าแนบหน้า (A frame hug) กอดแนบแก้ม (Cheek hug) กอดกันกลม (Sandwich hug) กอดเป็นกลุ่ม (Group hug) กอดจากหัวใจ (Heart centered hug) สามารถใช้การกอดได้หลายแบบขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในช่วงวัยของเด็กและเวลา รวมทั้งสถานที่ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 วัย ดังนี้

1. การกอดในวัยแรกเกิดและหัดเดิน เด็กต้องการสัมผัสอย่างมากเป็นพิเศษในช่วง 2-3 ปีแรก และโชคดีที่การอุ้มและการกอดเป็นสัญชาตญาณของแม่ เด็กควรได้รับการสัมผัสอย่างรักใคร่และอ่อนโยน ไม่ว่าจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ้าอ้อม ป้อนอาหารหรือขณะอุ้มพอโตขึ้นทั้งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงล้วนยังต้องการ การกอดและการหอม สัมผัสกันด้วยความรักใคร่เหมือนกัน เพราะมีความสำคัญมากต่อพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็ก

2. การกอดในวัยเริ่มเรียน คือการกอดลูกก่อนไปโรงเรียนทุกเช้า อาจส่งผลให้เขามีอารมณ์มั่นคงได้ตลอดทั้งวัน ในขณะเดียวกัน การกอดลูกตอนกลับจากโรงเรียนอาจทำให้เขารู้สึกสงบ ไม่งอแง เพราะเวลาไปโรงเรียนเขาต้องเจอเหตุการณ์ใหม่ๆ ทุกวัน อาจมีทั้งความรู้สึกดีหรือไม่ดีต่อคนรอบข้าง การกอดด้วยความรักอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายและสามารถปรับตัวเข้ากับคนรอบข้างได้ง่ายขึ้น

"เด็กผู้ชายอายุ 7-9 ปี อาจมีบางช่วงเวลาที่เขาไม่อยากให้สัมผัส ดังนั้นการสัมผัสอาจเป็นการเล่นกีฬา เช่น มวยปล้ำ การเล่นต่อสู้กันหรือการกอดกันแรงๆ การเอามือลูบผม การแตะไหล่หรือแขน พร้อมคำพูดแนวให้กำลังใจ การกอดเด็กไว้ขณะอ่านหนังสือให้เด็กฟังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่เด็กหลายคนประทับใจ เพราะกอดนานและรู้สึกใกล้ชิดอบอุ่น ส่วนเด็กผู้หญิง นอกจากการสัมผัสในลักษณะที่ออกแรงแบบเล่นกีฬาแล้ว ยังชอบการสัมผัสแบบอ่อนโยนด้วย"

3. การกอดสำหรับลูกวัยรุ่น สิ่งสำคัญ คือ การแสดงความรักในทางสร้างสรรค์และเหมาะสมทั้งเวลาและสถานที่ พ่อแม่ควรแสดงความรักต่อทั้งลูกสาวลูกชาย เพราะวัยรุ่นยังต้องการการสัมผัสเหมือนเดิม เพียงแต่ควรทำที่บ้าน แม่ไม่ควรกอดลูกชายต่อหน้าเพื่อนของลูก เนื่องจากเด็กกำลังพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง การทำแบบนั้นอาจทำให้เด็กอายและอาจถูกเพื่อนล้อ ในทำนองเดียวกันลูกสาวก็ยังต้องการการกอดและการหอมจากพ่อ ดังนั้นเวลาและสถานที่จึงมีความสำคัญในวัยนี้ ส่วนการที่พ่อกอดลูกชายและแม่กอดลูกสาวอย่างรักใคร่ เป็นสิ่งที่เหมาะสมในทุกช่วงการพัฒนาการของเด็ก

นอกจากการกอดแล้วเรื่องของคำพูดก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ลูกรู้สึกดี โดยจิตแพทย์ท่านนี้ ได้ให้คำแนะนำหลักการพูดกับลูกหลักๆ 3 ข้อดังนี้

- คำพูดที่แสดงความรักใคร่ห่วงใย เช่น เวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอนก็กอดเขาไว้ ก็บอกเขาว่า "ลูกจ๋า..แม่รักลูกนะ"

- คำพูดชมเชยที่เหมาะสมและตรงตามความเป็นจริง เช่น "แม่ภูมิใจ ที่ลูกของแม่เป็นคนดี" ควรใช้ในจังหวะที่เด็กทำสิ่งที่เขาภูมิใจและหวังว่าจะได้รับคำชมเชย

- คำพูดให้กำลังใจ หมายถึง การปลูกฝังความกล้าให้เด็กมีความกล้าที่จะทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น เพราะทุกประสบการณ์ในชีวิตเด็กเป็นสิ่งใหม่ เช่น หัดเดิน หัดพูด หัดขี่จักรยาน คำพูด "เกือบได้แล้วลูก" "ดีลูก" "ใช่แล้ว" "ดีมาก" "ได้แล้ว" เป็นถ้อยคำที่สร้างกำลังใจในการเรียนรู้ต่อไป





ที่มา : หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ โดย พญ.ภัทรวรรณ ขันธ์แก้ว จิตแพทย์ทั่วไป โรงพยาบาลมนารมย์

สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
สามารถอัพโหลดไฟล์แนบ สำหรับโพสได้
 
ถอยกลับ ถัดไป