ขยายหน้าจอ
  • 1932เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

[สุขภาพ]ตากับคอมพิวเตอร์ [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 

เมื่อใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานๆ ส่วนใหญ่มักเกิดอาการเมื่อยล้าในลูกตา ปวดตา ตามัวหรือเห็นภาพซ้อน ตาแห้ง รู้สึกไม่สบายตา ตาสู้แสงไม่ได้ นอกจากนั้นยังมีอาการปวดศีรษะ ปวดคอ ปวดไหล่ และปวดหลังอีกด้วย พบอุบัติการณ์ของกลุ่มอาการนี้มากถึง 3 ใน 4 ของจำนวนผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั้งหมด นอกจากนี้ในสหรัฐอเมริกายังพบว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายไปกับการให้การวินิจฉัย รวมทั้งการรักษากลุ่มอาการต่างๆที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการใช้คอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกว่า “Computer Vision Syndrome, CVS” ทุกปีประมาณปีละ 2,000 ล้านดอลล่าร์




จักษุแพทย์มักเป็นผู้ที่ต้องให้การวินิจฉัยโรคนี้ ซึ่งผู้ป่วยมักมีอาการต่างๆที่กล่าวมาแล้วนั้น แต่อาการอาจแสดงไม่ชัดเจนนัก บางรายอาจมีเพียงอาการอ่อนเพลียเหนื่อยล้าอย่างเรื้อรังคล้ายความผิดปกติที่ เกิดจากความเครียด ดังนั้นท่านผู้อ่านอาจพิจารณาจากอาการดังกล่าว ร่วมกับถามตัวเองว่าท่านใช้คอมพิวเตอร์บ่อยมากน้อยเพียงใด ซึ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มอาการนี้มักจะพบว่ามีการใช้คอมพิวเตอร์มากกว่า 2 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่องต่อวันเป็นประจำ แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่จะให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ จักษุแพทย์คงต้องหาสาเหตุอื่นๆที่ทำให้เกิดอาการล้าในตา ปวดตา ไม่สบายตา รวมทั้งปวดคอ ไหล่ และหลังก่อน ส่วนสาเหตุที่ทำให้การใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานๆแล้วมีผลต่อตาก็เนื่อง มาจากการที่เราใช้ตาดูจอคอมพิวเตอร์นานๆ เรามักจะจ้องอย่างต่อเนื่องเป็นผลให้การกระพริบตาลดน้อยลงอย่างมากถึง 66 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับปกติ จากการที่มีสมาธิอย่างมาก รวมทั้งมีระยะการกลอกตาค่อนข้างจำกัด ผลก็คือทำให้เกิดน้ำตาระเหยออกไปมาก ก่อให้เกิดปัญหาตาแห้งตามมา ซึ่งก็เป็นตัวก่อให้เกิดอาการไม่สบายตา เมื่อยล้า ตาสู้แสงไม่ได้ นอกจากนี้อาการเหล่านี้ยังเป็นผลมาจากแสงสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์ รวมทั้งแสงสว่างที่ไม่เหมาะสม ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง  นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการที่เราเพ่งทำงานในระยะใกล้ เป็นเวลานานๆ ทำให้กล้ามเนื้อตาที่ใช้ในการเพ่งเกิดการแข็งเกร็ง ก็เป็นสาเหตุนำมาซึ่งอาการปวดตา ปวดหัวได้ ส่วนอาการปวดคอ ปวดไหล่และหลังนั้นเป็นผลจากตำแหน่งในการวางคอมพิวเตอร์ ระยะห่างของคอมพิวเตอร์กับตา แสงสว่างที่ไม่เหมาะสม ทำให้บุคคลเหล่านี้ต้องอยู่ในท่าที่ผิดปกติไป ก่อให้เกิดการเมื่อยล้าและปวดในที่สุด ซึ่งการวางคอมพิวเตอร์ที่ทำให้ต้องแหงนหน้าหรือเหลือบตาขึ้นก็ยิ่งเป็น สาเหตุให้ช่องลูกตากว้างมาก น้ำตาก็จะระเหยออกได้ง่ายยิ่งขึ้น  ดังนั้นวิธีแก้ปัญหานี้เริ่มตั้งแต่


          1. การจัดสิ่งแวดล้อมใหม่ ได้แก่การจัดวางโต๊ะคอมพิวเตอร์ให้จอคอมพิวเตอร์อยู่ในระยะที่ห่างจากลูกตา ประมาณ 20 – 24 นิ้ว วางในระดับที่ต่ำกว่าระดับตาประมาณ 10 – 20 องศาเพื่อจะได้ไม่ต้องเหลือบตาขึ้นสูง ความสว่างของห้องต้องเพียงพอ อย่าใช้คอมพิวเตอร์ในห้องที่มืด ความสว่างในห้องหรือบริเวณโดยรอบจอคอมพิวเตอร์ต้องใกล้เคียงกัน แสงไฟไม่ควรส่องมาจากทางด้านหลังจอคอมพิวเตอร์ และที่สำคัญห้ามส่องตรงเข้าหาจอคอมพิวเตอร์เพราะจะทำให้เกิดแสงแตกกระจาย ผู้ที่จ้องมองจอเป็นเวลานานๆจะเกิดอาการแสบตาและปวดล้าในที่สุด นอกจากนี้ยังอาจใช้แผ่นกรองแสง (Anti-reflection screen filter) ที่มีขายตามท้องตลาดวางด้านหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยลดแสงสะท้อนและแสงที่ แตกกระจายด้วย เป็นต้น

          2. การควบคุมรวมทั้งการใช้งานจอคอมพิวเตอร์ จะขอแนะนำหลักการใช้คอมพิวเตอร์ว่าอย่างไรจึงจะเหมาะสม ได้แก่ความสว่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ ควรจะปรับให้สว่างเท่าๆกับความสว่างของห้อง ส่วนการแยกความแตกต่าง (contrast) ของหน้าจอซึ่งเราสามารถปรับที่จอคอมพิวเตอร์ได้นั้นควรจะปรับให้สูงสุดเท่า ที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ยังรู้สึกสบายตา ขนาดของตัวหนังสือควรจะมีขนาดประมาณ 3 เท่าของขนาดตัวหนังสือที่เล็กที่สุดที่ท่านยังสามารถอ่านได้จากจอ คอมพิวเตอร์ในระยะเดียวกัน ส่วนสีของตัวหนังสือควรเป็นสีดำบนพื้นสีขาวจะเหมาะสมที่สุด นอกจากนั้นควรวางกระดาษหรือหนังสือที่จะต้องดูให้อยู่ในแนวเดียวกับจอ คอมพิวเตอร์ ซึ่งปัจจุบันจะมีการใช้ตัวยึดด้านข้างจอคอมพิวเตอร์ที่สามารถหนีบกระดาษหรือ หนังสือที่ต้องดู เพื่อจะได้ไม่ต้องก้มๆเงยๆมองระหว่างจอคอมพิวเตอร์กับหนังสือหรือกระดาษที่ จะต้องดู เป็นต้น
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
สามารถอัพโหลดไฟล์แนบ สำหรับโพสได้
 
ถอยกลับ ถัดไป