ขยายหน้าจอ
  • 2057เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

[แก่นพุทธศาสนา]วิปัสสนา [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 

วิปัสสนา  มาจาก วิ - วิเศษ,พิเศษ + ปัสสนา - การเห็น,ความเข้าใจ  จึงหมายถึงการเห็นหรือการเข้าใจอย่างวิเศษ  คือการเห็นแจ้งอันหมายถึงเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งตามความจริงในธรรมคือสภาวธรรมหรือธรรมชาติ โดยเฉพาะในเรื่องของทุกข์และเพื่อการไปใช้ดับทุกข์  คือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม  ไม่ใช่การเห็นเป็นไปตามความเชื่ออันคือทิฏฐิ หรือทฤษฎี หรือความชอบของตัวตน;  ปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์อันให้ถอนความหลงผิด รู้ผิด ในสังขารเสียได้;  การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้ง รู้ชัด ภาวะของสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็นของมันเอง(สภาวธรรมหรือธรรมชาติ)   ดังนั้นการปฏิบัติวิปัสสนาจึงหมายถึงการปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญาหรือความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามความเป็นจริงแห่งธรรมหรือเข้าใจในธรรมชาติของจิต ในการก่อให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ ก็เพื่อการดับไปแห่งทุกข์  ให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงขั้นปรมัตถ์(ตามความเป็นจริงขั้นสูงสุด) เพื่อใช้ไปในการปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ อันเป็นสุขอย่างยิ่งนั่นเอง

        การวิปัสสนาจึงสามารถทำเมื่อใดก็ได้ เมื่อสงบระงับจากการดำริพล่านคือความคิดฟุ้งซ่านหรือคิดนึกปรุงแต่ง  แต่เมื่อไม่สามารถสงบระงับจากการดำริพล่านได้ ก็จำต้องใช้สมถสมาธิเข้าไปช่วยให้สงบระงับลงไปเสียก่อน แล้วดำเนินการเจริญวิปัสสนาต่อไป คือหยิบยกข้อธรรมขึ้นมาพิจารณาอย่างใช้ความคิดพิจารณา โดยแยบคายอย่างหาเหตุหาผล หรือเหตุปัจจัย  จึงไม่ใช่หมายถึงการบริกรรมท่องบ่น

        อันจักเกิดได้ด้วยการภาวนา อันคือการพิจารณาในธรรมต่างๆที่บังเกิดขึ้นแก่จิต หรือถูกจริตแห่งตน โดยแยบคาย(อย่างชาญฉลาด) เป็นประจําแทบทุกขณะจิตที่มีโอกาสหรือแทบจะกล่าวได้ว่าทุกลมหายใจเข้าออก ด้วยความเพียร มานะ อันเป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่งยวดในการบรรลุถึงธรรม  เหมือนดังพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ในมรณัสสติสูตร  ซึ่งได้อุปมาเรื่องความเพียรไว้ดังนี้  ให้มีความเพียรพยายาม ดุจดั่งเธอเพียรพยายามอย่างยิ่งในการดับไฟที่กําลังไหม้ศีรษะหรือกําลังไหม้ผ้าโพกศีรษะที่เธอกําลังสวมใส่อยู่   หรือดังที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล กล่าวไว้ว่า "ถ้ามีเวลาสําหรับหายใจ ก็ต้องมีเวลาสําหรับภาวนา"(อตุโล ไม่มีใดเทียม หน้า๔๖๑)  กล่าวคือปฏิบัติในชีวิตประจําวันทั่วๆไปนั่นเอง อันได้แก่ เห็นเวทนา(ความรู้สึก)หรือจิต(ความคิด)ในชีวิตประจําวันที่เกิดขึ้น นั่นแหละเป็นการปฏิบัติตามแนวทางของปฏิจจสมุปบาท หรือสติปัฏฐานนั่นเองคือเวทนานุปัสสนาและจิตตานุปัสสนา(เห็นเวทนาความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการผัสสะ  และเห็นจิตหรือจิตสังขารอันคือ ความคิด ความนึก)

        เหตุที่การภาวนา(ไม่ได้หมายถึงการการบริกรรมท่องบ่น นั่นเป็นอุบายวิธีในการรวมจิตให้ตั้งมั่นไม่ซัดส่ายอันเป็นสมถสมาธิ) โดยการพิจารณาธรรมนั้น(ธรรมะวิจยะโดยการโยนิโสมนสิการ)นั้นเป็นสิ่งจําเป็นจนเรียกว่าขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาดนั้น ก็เพราะการที่จิตวนเวียนพิจารณาอยู่ในธรรมทุกขณะจิตที่มีโอกาส หรือมีสติ หรือทุกลมหายใจนั้น(แยกแยะให้ดีไม่ใช่ฟุ้งซ่าน) เป็นการส่งเสริมให้เกิดสัมมาปัญญาให้พ้นทุกข์ขึ้นทีละเล็กทีละน้อยทุกขณะจิตโดยไม่รู้ตัว(ทํางานคล้ายๆการเกิดของอาสวะกิเลส-อ่านรายละเอียดในปฏิจจสมุปบาท)  ในขณะเดียวกันนั้นเองจักทําให้จิตฟุ้งซ่านคือจิตที่ซัดส่าย สอดแส่ไปคิดนึกปรุงแต่งต่อสิ่งรอบกายหรือในกาย(ความคิด)ที่กระทบสัมผัส อันก่อให้เกิดทุกข์อยู่ทุกขณะจิตโดยไม่รู้ตัวเช่นกันนั้นมีหน้าที่อันควร ตลอดจนนุ่มนวลควรแก่การใช้งาน และหยุดการส่งจิตออกไปคิดนึกปรุงแต่งต่างๆ ทําให้จิตในขณะนั้นเองขาดจากตัณหาและอุปาทาน อันย่อมไม่มีความทุกข์ใดๆเกิดขึ้น ณ ขณะจิตนั้น  อันย่อมยังให้จิตมีกําลังแห่งจิตเกิดขึ้นและเป็นกําลังของจิตชนิดที่ขาดการครอบงําทั้งจากกิเลสตัณหาและอุปาทาน จึงทําให้เข้าใจสภาวะธรรมหรือธรรมชาติหรือสิ่งต่างๆได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ทีละเล็กทีละน้อย  ซึ่งเมื่อเราปฏิบัติหรือภาวนาเช่นนี้เป็นประจําสมํ่าเสมอ ปัญญาญาณหรือสัมมาญาณอันนําพาให้พ้นทุกข์ก็จักบังเกิดขึ้น จน ณ.ขณะจิตหนึ่งจะเกิดอาการดังเช่น  อ๋อ มันเป็นเช่นนี้เอง พร้อมความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในธรรมนั้นๆ  การปฏิบัติเยี่ยงนี้ความจริงแล้วก็คือ ธรรมานุปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง

         อันสิ่งที่เรารู้ เราเห็นด้วยใจหรือความเข้าใจอย่างถูกต้องแท้จริงอย่างถึงแก่นถึงแกน หรือที่ผู้เขียนมักกล่าวบ่อยๆว่าเข้าใจถึงใจแล้ว ย่อมยังประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่ผู้ปฏิบัติในที่สุด
         ธรรมะของพระพุทธองค์ท่าน ล้วนแล้วแต่เพื่อปฏิบัติให้เกิดปัญญา(สัมมาญาณอันเป็นมรรคองค์ที่ ๙ ในสัมมัตตะ ๑๐)ในการพ้นทุกข์ ตลอดจนให้เกิดนิพพิทา ความเบื่อหน่าย คลายกําหนัด(ความชื่นชม,ความยินดี)จากการไปรู้ตามความเป็นจริง ในสิ่งต่างๆที่ยึด ที่หลงใหล  อันเป็นหนทางแห่งการหลุดพ้นจากทุกข์หรืออุปาทานทุกข์ทั้งสิ้น

         ส่วนการนั่งปฏิบัติในรูปแแบบ ให้มีสติอย่าปล่อยให้เลื่อนไหลลงสู่สมาธิที่ลึกเกินไป ผ่อนคลายกายและใจ อย่าเกร็งหรือกดข่ม เมื่อใช้สติดูลมหายใจหรือบริกรรมเช่นพุทธโธ จิตอาจส่งออกนอกไปคิดนึกปรุงแต่ง คิดนั่น คิดนี่ หงุดหงิด เห็นนั่น เห็นนี่ (นิมิต หรืออาจเป็นสังขารในปฏิจจสมุปบาทที่ผุดขึ้นมานั่นเอง) อันเป็นธรรมดาที่ต้องเกิด แต่นักปฏิบัติจะหงุดหงิดใจ, จงอย่าหงุดหงิด จงดีใจที่ได้เห็น แต่ต้องรู้ว่านั่นแหละจิตสังขาร เป็นความคิดความนึกที่อยู่ในจิตที่ได้สั่งสมอบรมไว้, แต่อย่าตาม ให้มีสติละเสีย(หยุดการคิดต่อเนื่องติดพันไป-ปรุงแต่ง) อันเป็นการได้ปฏิบัติจิตตานุปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ แล้ว คือเห็นจิตในจิตหรือเห็นคิดหรือเจตสิกนั่นเอง,  หรือเมื่อปวดเมื่อยก็ให้รู้ว่านั่นแหละเวทนา(ทุกขเวทนา) ก็ให้มีสติรู้ว่าเป็นเพียงการรับรู้ความรู้สึกต่อกาย เมื่อรู้แล้วก็ละเสีย(หยุดคิดปรุงแต่ง) อันเป็นเวทนานุปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔,   หรือข้อธรรมใดบังเกิดต่อจิต ก็ให้พิจารณาธรรมนั้นๆเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจอันมีกําลังของสมาธิเป็นเครื่องช่วย อันเป็นธรรมานุปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔,   หรือพิจารณากาย ว่าเป็นเพียงธาตุ ๔, สิ่งปฏิกูล....เพื่อให้เบื่อหน่ายคลายกําหนัดในกายแห่งตนและบุคคลอื่น อันเป็นการปฏิบัติกายานุปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔  แม้แต่การมีสติในลมหายใจนั้นพระองค์ท่านจัดลมหายใจว่าเป็นกายสังขารอย่างหนึ่ง อันเกิดแต่การปรุงแต่งของกายขึ้นนั่นเอง จึงจัดเป็นกายานุปัสสนาอย่างหนึ่งเช่นกัน,  อย่างนี้เป็นการปฏิบัติสมถวิปัสสนาหรือเจริญวิปัสสนา อย่างถูกต้องดีงาม กล่าวคือนําสมาธิหรือฌานไปเป็นกําลังหลักในการสนับสนุนการปฏิบัติวิปัสสนา

         ข้อสําคัญที่สุดในการปฏิบัติสมาธิคือ เมื่อจิตหยุดการซัดส่าย เป็นสมาธิตั้งมั่นได้แล้วอาจจะเกิดอาการหรืออารมณ์ขององค์ฌานต่างๆขึ้น เช่น ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์ อุเบกขา อันล้วนเป็นสุขเวทนาและสังขารขันธ์อันน่าอภิรมณ์  อันจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเป็นธรรมดาเพราะสภาวะธรรมหรือสภาวธรรมชาติเป็นเช่นนั้นเอง  เป็นที่พักผ่อนและให้กําลังแห่งจิตอันมีคุณประโยชน์อย่างยิ่ง, แต่อย่าไปหลงยึดติดเพลินเข้าไปอย่างเด็ดขาด  เกิดขึ้นเป็นธรรมดาเพราะอาการเหล่านี้เป็นอาการธรรมชาติของจิตที่เกิดขึ้นเมื่อเป็นจิตสมาธิ ไม่ใช่อิทธิปาฏิหาริย์แต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะถ้าหลงไปยึดหรือเสพเสวยอย่างติดเพลินซึ่งจะเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวด้วยความไม่รู้(อวิชชา) จักทําให้เกิดวิปัสสนูปกิเลส อันคือเกิดอาการติดปีติ หรือสุข หรืออุเบกขา อันล้วนเป็นอุปสรรคหรือนําผลร้ายมาสู่นักปฏิบัติ,  ขอให้ทําความเข้าใจด้วยใจที่หนักแน่นว่า นั่นเป็นอาการธรรมชาติธรรมดาๆของจิต อย่าไปคิดนึกปรุงแต่งหรือเชื่อตามที่เขาเล่าลือหรือถ่ายทอดกันมาอย่างชนิดงมงาย  จงพิจารณาให้เห็นด้วยตนเองเท่านั้น เพราะไม่ใช่หนทางแห่งการพ้นทุกข์ (และยังก่อปัญหาต่างๆตามมาอย่างรุนแรงชนิดคาดไม่ถึง โดยเฉพาะนักปฏิบัติที่มุ่งหวังในสิ่งอื่นๆซ่อนเร้นอยู่ในจิตอันไม่ใช่การดับทุกข์อย่างแท้จริง),  แต่ให้ปฏิบัติโดยการใช้สมาธินั้นเป็นบาทฐานหรือขั้นบันได อันเป็นสิ่งสําคัญยิ่งและจําเป็นยิ่งในการปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อให้จิตที่ซัดส่าย สอดแส่ และเป็นทุกข์ให้สงบลง อันก่อให้เกิดกําลังแห่งจิต เพื่อใช้เป็นฐานกําลังสําคัญในการพิจารณาธรรม(วิปัสสนา)  เพื่อให้เกิดปัญญาญาณ(สัมมาญาณ)ความรู้ความเข้าใจอันเป็นปัจจัยให้เกิดสัมมาวิมุตติ(สุขจากการหลุดพ้น) อันเป็นมรรคองค์ที่ ๑๐ ของเหล่าอริยเจ้า (อ่านมรรคองค์๑๐ในอริยสัจ)

         และบางท่านอาจเข้าใจว่าถ้าปฏิบัติสมาธิดีแล้วหรือกล้าแกร่งแล้ว ปัญญาจักเกิดขึ้นเอง  ลองพิจารณาเหล่าโยคีในอินเดียแม้ในปัจจุบันนี้ ท่านเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีสมาธิหรือพลังสมาธิอันกล้าแข็งเหนือบุคคลธรรมดาจนสามารถแสดงบางสิ่งที่เหนือปุถุชนทั่วไป แต่ท่านเหล่านี้ไม่ได้เป็นอริยเจ้าในทางพุทธศาสนาเลย กล่าวคือไม่พ้นทุกข์อย่างแท้จริง เป็นการปฏิบัติแบบสีลัพพตปรามาส-ยึดมั่นถือมั่นในศีลหรือวัตรปฏิบัติอย่างงมงายหรือไม่รู้ตามความเป็นจริงนั่นเอง อันเป็นการทรมานตนเองเพื่อให้หลุดพ้นหรือเพื่อสวรรค์อย่างผิดๆโดยอาศัยฤทธิ์ของสมาธิหรือฌานเท่านั้น อันยังเป็นเพียงวิกขัมภนวิมุตติ

         การปฎิบัติสมถะแต่อย่างเดียวโดยขาดการพิจารณาในธรรมอย่างจริงจัง(วิปัสสนา - วิ = วิเศษ,พิเศษ ; ปัสสนา=การเห็น)> เป็นหนทางอันนําไปสู่การเกิดวิปัสสนูปกิเลสโดยไม่รู้ตัว  อันเกิดขึ้นเป็นธรรมดากับนักปฏิบัติ(เป็นสภาวธรรมชาติอันยิ่งใหญ่อย่างหนึ่ง)
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป