ขยายหน้าจอ
  • 2426เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

[แก่นพุทธศาสนา]โยนิโสมนสิการ [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 

โยนิโสมนสิการ คือ การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การกระทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสายแยกแยะออกพิเคราะห์ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธีให้เห็นสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย และเป็น ฝ่ายปัญญา,  ดังมีพระดำรัสเกี่ยวกับโยนิโสมนสิการไว้ดังนี้
       “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่ ย่อมมีแสงอรุณขึ้นมาก่อน เป็นบุพนิมิต ฉันใด ความถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ ก็เป็นตัวนำ เป็นบุพนิมิต แห่งการเกิดขึ้นของอารยอัษฎางคิกมรรค แก่ภิกษุ ฉันนั้น”
       “เราไม่เล็งเห็นองค์ประกอบภายในอื่นแม้สักอย่างเดียว ที่มีประโยชน์มากสำหรับภิกษุผู้เป็นเสขะ เหมือนโยนิโสมนสิการ ภิกษุผู้มีโยนิโสมนสิการ ย่อมกำจัดอกุศลได้ และย่อมยังกุศลให้เกิดขึ้น”
       “เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่น แม้สักข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้สัมมาทิฏฐิที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ก็เจริญยิ่งขึ้น เหมือนโยนิโสมนสิการเลย”
       “เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่น แม้สักข้อหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้ความสงสัยที่ยังไม่เกิด ก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ถูกขจัดเสียได้ เหมือนโยนิโสมนสิการเลย”
       “โยนิโสมนสิการ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่, เพื่อความดำรงมั่นไม่เสื่อมสูญ ไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม” ฯลฯ
องฺ.เอก. ๒๐/๖๐/๑๓,๑๘๖/๔๑
      "เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างเดียว  ที่เป็นเหตุให้กุศลกรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น   หรือให้อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนโยนิโสมนสิการเลย   เมื่อมีโยนิโสมนสิการ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลกรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป"
(องฺ.เอก ๒๐/๖๘/๑๕)
     โยนิโสมนสิการ การพิจารณาธรรมในใจ โดยละเอียดและแยบคาย(ชาญฉลาด) เป็นปัญหาใหญ่ที่นักปฏิบัติสงสัยกันอยู่เสมอๆว่าปฏิบัติอย่างไร  และผู้เขียนได้เขียนบ่อยครั้งมากๆในหนังสือหรือเว็บนี้จนนับครั้งไม่ถ้วน เพราะได้เห็นความสําคัญของการพิจารณาธรรม, การเลือกเฟ้นธรรม(ธรรมะวิจยะ) อันเป็นธรรมในโพชฌงค์ ๗ องค์แห่งการตรัสรู้ โดยการโยนิโสมนสิการอย่างละเอียดและแยบคาย  การโยนิโสมนสิการสามารถกระทำในสมาธิในระดับขณิกสมาธิ หรือก็คือวิปัสสนาสมาธิ อันเป็นสมาธิรดับต้นๆจักดีที่สุด  ถ้าระดับลึกเกินกว่านี้จิตหรือสติมักจะเคลิบเคลิ้ม หรือลงภวังค์ง่าย สติไม่บริบูรณ์ต่อการใช้ปัญญาอย่างเต็มที่  และควรปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ทุกขณะจิตที่ว่าง สงบสบาย ไม่ฟุ้งซ่าน ซัดส่าย จึงเป็นสิ่งถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด  เพราะเราต้องการดับทุกข์ที่ล้วนเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันมิใช่หรือ?
        ปัญหาใหญ่สุดของนักปฏิบัติ คือเมื่อได้อ่าน หรือฟังธรรมอันใดแล้ว เมื่อเกิดความสนใจในธรรมนั้น ก็จะพิจารณาให้เกิดความเข้าใจแบบทางโลกๆ อันเป็นความเข้าใจอันยังให้เกิดความสบายใจในระดับหนึ่งแบบทางโลก  และเกิดความเข้าใจว่าเข้าใจธรรมนั้นๆดีแล้วจึงหยุดการพิจารณาเสีย อันเป็นธรรมชาติของจิต ซึ่งต้องเกิดเช่นนี้เป็นธรรมดา, หรือเมื่อพิจารณาก็พิจารณาแต่ตรงประเด็นที่เข้าใจหรือตามความเชื่ออันคือทิฐฏิและมักเป็นมิจฉาทิฏิคืออย่างผิดๆนั้นทุกครั้งทุกที  หรือพิจารณาตรงตามคําสอนหรือคําอ่านนั้นโดยไม่ได้สนใจขยายความเข้าใจนั้นๆไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งถึงแก่นยิ่งขึ้นไปอีก อันจักนําไปสู่ความเข้าใจถึงขั้นปรมัตถ์ในที่สุด  ลองพิจารณาจากตัวอย่างนี้  อย่างในกรณีผู้เขียนเกิดความเข้าใจในธรรม โดยเฉพาะขันธ์ ๕ ขึ้นมา จากการลองตีแขนตัวเองประกอบการพิจารณา
        หลายท่านพอบอกให้ตีแขนตัวเองแรงๆ เพื่อการพิจารณา ก็หัวเราะหรือยิ้มขําทันที ไม่ค่อยอยากทํา คิดว่าหรือแลดูว่าเป็นเรื่องไร้สาระหรือตลกในการปฏิบัติธรรม คิดว่าผู้เขียนบอกกล่าวธรรมะอะไรกัน ช่างดูตํ่าต้อยด้อยค่าเสียเหลือเกิน แลดูไม่น่าเชื่อถือ  ลองพิจารณาธรรมข้อนี้ของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล "จิตพุทธะในสัตว์โลกจะตํ่าต้อยก็หาไม่  จิตพุทธะในพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะยิ่งใหญ่กว่ากันก็หาไม่" (อตุโลไม่มีใดเทียม น. ๔๒๓)  ดังนั้นถึงแม้จะแลดูรู้ผิดๆว่าตํ่าต้อยหรือตลกว่า ปฏิบัติธรรม, ปฏิบัติวิปัสสนาอะไรกัน มานั่งตีแขนตัวเอง  เพราะหารู้ไม่ว่า ถ้าเข้าถึงสภาวธรรมได้สิ่งนี้ก็จะเป็นเฉกเช่นที่หลวงปู่ดูลย์ได้กล่าวไว้  จึงจะว่าตํ่าต้อย, ด้อยค่า หรือตลกหาได้ไม่.
กาย กระทบสัมผัส กายวิญญาณ ผัสสะ สัญญาจํา เวทนา สัญญาหมายรู้ สัญเจตนา สังขารขันธ์
        นักปฏิบัติ ลองตีแขนตัวเองแรงๆ แล้วให้จับการรับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เป็นความรู้สึกจริงๆ แท้ๆ(ความรู้สึกที่ย่อมเกิดขึ้นจากการที่ระบบประสาทสัมผัสรับรู้กับการกระทบนั้นล้วนๆ) ไม่ใช่ความคิดใดๆทั้งสิ้นเช่นสังขารขันธ์ทางใจว่า"เจ็บ" นั้นเป็นสังขารทางใจเสียแล้ว ถ้าอุทานออกมาด้วยก็เป็นสังขารทางวาจาเสียแล้วเช่นกัน,  เราต้องการจะจับแต่ความรู้สึกที่เกิดจากการกระทบสัมผัสอันไม่ชอบใจนั้นได้  นั่นแหละคือเวทนาชนิดไม่ชอบ ไม่สบาย หรือทุกขเวทนานั่นเอง  อันเกิดขึ้นแต่กายกระทบผัสสะกัน  อันต่างล้วนทํางานเฉกเช่นเดียวกันในอายตนะทั้ง๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ( อันคือใจหรือจิต ที่กระทบกับ ธรรมารมณ์-ความคิดนึก)
        ส่วนใหญ่มักสับสนกับสังขารขันธ์คิดที่เกิดขึ้นตามมาด้วย เช่นคิดว่า "เจ็บจัง"  "ตีตัวเองบ้าหรือเปล่า"  แยกไม่ออกว่าสิ่งไหนแน่ที่เป็นเวทนา อะไรทํานองนี้อยู่ตลอดเวลา  อันล้วนเป็นสังขารขันธ์คิดทั้งสิ้น หาใช่เวทนา(Feeling)ไม่ !
        นักปฏิบัติที่พิจารณาอย่างถี่ถ้วนจะเข้าใจ และจับความรู้สึกรับรู้หรือเวทนานั้นได้ในที่สุด เข้าใจว่าเวทนาคืออะไร  แล้วก็จบเพียงเท่านั้น คิดไปว่าเข้าใจดีแล้ว แจ่มแจ้งแล้ว  แต่ถ้าเราโยนิโสมนสิการจริงจังต่อเนื่องแล้ว เราอาจจักพบสัจจธรรมอันแท้จริงมากกว่าการแค่รู้จักเวทนา-การรับรู้ความรู้สึกในสิ่งที่กระทบสัมผัสพร้อมความจําได้(สัญญา)ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกคือถึงขั้นสามารถค้นพบสภาวธรรมหรือสภาวธรรมชาติอย่างแท้จริงของเวทนา อันเป็นสภาวธรรมของทุกชีวิตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
        ดังตัวอย่างต่อไปนี้ เช่น ถ้าเราโยนิโสมนสิการต่อไปในเวทนานี้  เมื่อกายกระทบผัสสะเกิดความรู้สึกรับรู้ในการกระทบสัมผัสนั้น(เวทนา)อันเกิดขึ้นขณะแรกกระทบ,  สังเกตุความรู้สึกนั้นดีๆ จะเห็นว่าเกิดขึ้นเมื่อกระทบ ตั้งอยู่คือยังมีความรู้สึกรับรู้ที่กําลังจางคลายหรือแปรปรวนอยู่, สังเกตุว่าความรู้สึกรับรู้นั้นได้ ดับไป แสดงพระไตรลักษณ์ ในแบบวงจรชีวิตสั้นๆ คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วขณะ แล้วดับไป  และแสดงให้รู้,ให้เข้าใจในพระไตรลักษณ์ของเวทนาอันไม่เที่ยง คงอยู่ไม่ได้ และดับไปในที่สุด  ในระดับหนึ่ง
        เราลองโยนิโสมนสิการต่อไปอีกว่า การตีแรงๆแล้วเกิดทุกขเวทนาขึ้นนั้น อันคือรับรู้ความรู้สึกที่ไม่ชอบนั้น เป็นกระบวนการปกติตามธรรมชาติใช่หรือไม่?   ถ้าไม่รับรู้ เราผิดปกติไหมหนอ?   ฝืนได้ไหมหนอ? (อาจได้ แต่เป็นครั้งคราวสั้นๆ เช่น ใช้ยาชา ฤทธิ์ของสมาธิ อันล้วนไม่เที่ยง ไม่ใช่สภาวะธรรมชาติ เป็นสภาวะสังขารขันธ์อันต้องปรุงแต่งขึ้น อย่าสับสนเอามาปนเป) เป็นจริงแท้ๆตามธรรมชาติไหมหนอ?  ตีกี่ทีกี่ครั้งก็เจ็บใช่ไหมหนอ?  เป็นระบบการทํางานทางด้านประสาทสัมผัสอันเป็นธรรมดาใช่ไหมหนอ?  ถ้าไม่มีสัญญาจําจะแยกเป็นชอบ ไม่ชอบ หรือเฉยๆได้อย่างไรหนอ?  เป็นสภาวะธรรมอันจริงแท้แน่นอนใช่ไหมหนอ?  มันเป็นเช่นนี้เองใช่ไหมหนอ?  พิจารณาหาคําตอบหรือข้อสรุปที่เห็นและเข้าใจด้วยตนเอง
        ต้องการให้จับที่เวทนา ให้เข้าใจเวทนา  เห็นเวทนาชัดๆ
        การตีแรงๆนั้นเป็นทุกขเวทนารับรู้ความรู้สึกที่ไม่ชอบอันเกิดแต่การกระทบสัมผัสอย่างแรง
        ทําไมเราจึงไม่รู้สึกเป็นความทุกข์ แค่รับรู้ความรู้สึกจริงๆเท่านั้นว่าไม่ถูกใจ ไม่ชอบ?
        เพราะเราตีเอง จึงไม่เป็นทุกข์ เพราะมีสัญญาจําและเข้าใจ ว่าเราตีเอง สัญญานี้จะเรียกว่าเข้าใจดีหรือหมดจดก็ได้ เปรียบเทียบได้กับไม่มีอาสวะกิเลสในวงจรปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง และมีวิชชาคือรู้ตามความเป็นจริงและรู้เท่าทัน(เพราะความตั้งใจกระทําด้วยตนเองอย่างมีสติ)  ผลที่เกิดขึ้นก็คือรับรู้แต่เวทนาที่เกิดขึ้น  และเป็นเวทนาตามธรรม(ชาติ)ไม่มีอามิสหรือกิเลสให้ขุ่นมัวแฝงอยู่ (สังเกตุด้วยนะว่าต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา) จึงไม่เกิดอุปาทานทุกข์,  หรือเกิดอาการที่เรียกว่า
เกิดเวทนาก็สักแต่เวทนา มันเป็นเช่นนั้นเอง
หรือ
ทุกขเวทนานั้นยังมีอยู่  แต่ไม่มีทุกข์อุปาทาน
         ดังนั้นการตัดเวทนาหรือดับเวทนาหรือเวทนาสักแต่ว่าเวทนานั้น จึงเป็นภาษาทางโลกสมมุติเท่านั้น มิได้หมายความว่าดับที่แปลว่าดับสูญ หรือตัดขาดไม่ให้เกิด ไม่ให้มี ไม่ให้เป็น ไม่ให้เอา อย่างความหมายในทางโลกๆโดยทั่วๆไป  ในทางธรรมหรือภาษาธรรมนี้จึงหมายความถึงมีความรู้ความเข้าใจแล้ว ไม่ไปยึดเกาะเกี่ยวเวทนาที่ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดานั้น
        ท่านลองโยนิโสมนสิการดู ถ้าเป็นคนอื่นมาตีท่าน อะไรจะเกิดขึ้น?   คิดพิจารณาอย่างใจเป็นกลาง อย่าคิดอย่างฟุ้งซ่านเอาเฉพาะความเห็นความรู้สึกของตนแต่ฝ่ายเดียว เอาสิ่งที่เป็นกลางโดยธรรมชาติของปุถุชนทั่วไป
        เวทนานี้เกิดกับเราก็จริง แต่ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนอย่างถาวรใช่ไหม?  เกิดแต่เหตุปัจจัยอันมาประชุมปรุงแต่งกันชั่วขณะ  แล้วตั้งอยู่อย่างแปรปรวน แล้วดับไปโดยพระไตรลักษณ์เช่นกัน  แต่เราขาดสติไปอยากหรือไม่อยาก(ตัณหา)ให้เวทนาที่เกิดนั้นเป็นไปตามตัณหาของเรา จึงเกิดอุปาทานชนิดไม่พึงพอใจ เมื่อมิได้ตามปรารถนาจึงเกิดทุกข์ขึ้น, อันเป็นการเริ่มต้นของทุกข์ในเรื่องนั้นครั้งแรก(เกิดมาจากทุกข์เดิมๆก็ได้เช่นกันแต่เกิดใหม่อีก)  แล้วทุกข์นั้นก็จะต้องดับไปภายใต้พระไตรลักษณ์เช่นกัน  แต่ขณะที่ตั้งอยู่นั้นเพราะอวิชาความไม่รู้ตามความเป็นจริงและรู้เท่าทัน เพราะไม่เข้าใจปฏิจจสมุปบาท(ความไม่รู้ไม่เข้าใจปฏิจจสมุปบาทกระบวนการเกิดและดับของทุกข์เป็น ๑ในอวิชชา๘) จึงเกิดความคิดนึกปรุงแต่งขึ้นอีกทุกขณะจิต  ลองสังเกตุดูดีๆจะมีความคิดทะยอยเกิดอยู่ในจิตของท่านอยู่เป็นระยะตลอดเวลาขณะที่เกิดทุกข์นั้น มิได้เกิดขึ้นครั้งเดียวหรือไม่กี่ครั้งอย่างเด็ดขาด ยิ่งเกิดนานยิ่งแสดงว่ามีคิดนึกปรุงแต่งมาก เป็นเหตุปัจจัยกัน,   จึงต้องเข้าใจและฝึกสติควบคู่กันไป
        ลิ้นกระทบสัมผัสรส,  เวทนาความรู้สึกรับรู้ถูกใจ(สุขเวทนา) หรือไม่ถูกใจ(ทุกขเวทนา) ในรสนั้นย่อมเกิดขึ้นตามความเป็นจริง(ตามแต่จริต-สัญญาความจํา)ตามธรรมชาติใช่ไหมหนอ?
        ตากระทบรูป.......(ลองคิดถึงรูปของคนที่ไม่ชอบมากระทบ แล้วไล่ลําดับจิตดูให้เห็น)
        หูกระทบเสียง.......(ลองคิดถึงเสียงของคนที่ไม่ชอบมากระทบ แล้วไล่ลําดับจิตดูให้เห็น)
        จมูกกระทบกลิ่น........(ลองคิดถึงกลิ่นที่ไม่ชอบมากระทบ แล้วไล่ลําดับจิตดูให้เห็น)
        ลิ้นกระทบรส.......(ลองคิดถึงรสที่ไม่ชอบมากระทบ แล้วไล่ลําดับจิตดูให้เห็น)
        กายกระทบสัมผัส......(ลองคิดถึงสัมผัสที่ไม่ชอบมากระทบ แล้วไล่ลําดับจิตดูให้เห็น)
        ใจกระทบคิด....... (ลองคิดถึงความคิดที่เป็นทุกข์ที่ไม่ชอบมากระทบ แล้วไล่ลําดับจิตดูให้เห็น)
        แล้วลองไล่ลําดับจิตของสิ่งที่ชอบที่สบายใจ ที่มากระทบสัมผัส(ผัสสะ)ดูบ้าง
        อายตนะทั้ง ๖ นี้ ต่างทํางานเฉกเช่นกัน  ดังจะเห็นจากพุทธพจน์อยู่เสมอๆว่าเมื่อท่านตรัสท่านจะตรัสถึงอายตนะทั้ง๖ ไล่เป็นลําดับเหมือนๆกัน  จริงๆแล้วเพื่อชี้ให้เห็นเป็นบันทัดฐานในการพิจารณาไล่ลําดับจิตอันยากแก่การเข้าใจ จะได้ไม่หลงทาง  อันผู้เขียนเองเมื่อหัดแรกอ่านธรรมะใหม่ๆรู้สึกว่าช่างชักช้ายืดเยื้อจริงหนอ อันเป็นการไม่เข้าใจในอุบายวิธีและการสื่อของท่าน
        เมื่อพิจารณาอย่างแยบคายก็จักพบสัจจธรรมว่าตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ เวทนานั้นยังคงมีอยู่เช่นนี้เป็นธรรมดา อันจักทําให้ใจนั้นคลายจากทุกข์ได้ส่วนหนึ่งจากความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องส่วนหนึ่ง และไม่ไปสาละวนกับการเพียรพยายามดับเวทนาอันมิสามารถดับให้ขาดสูญได้  อันล้วนเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาต่อเวทนานั้นน้อยลง อันย่อมทําให้จางคลายจากทุกข์ตามหลักปฏิจจสมุปบาท  และต้องควรพิจารณาต่ออีกว่าควรปฏิบัติเยี่ยงไรจึงจะไม่เป็นอุปาทานทุกข์อันกัดกร่อนใจ
         เวทนาสักแต่ว่าเวทนา คือความเข้าใจสภาวะธรรมนี้นี่เอง มันเป็นเช่นนี้โดยธรรม  มิใช่หมายถึงเวทนาสักแต่ว่าเวทนาอันหมายถึงมีเวทนาใดๆต้องรู้สึกเฉยๆไม่รู้สึกรู้สาต่อสิ่งใด
         ดังนั้น ใจ กระทบ คิด(ธรรมารมณ์) ก็เป็นเฉกเช่นกัน คือเกิดทุกขเวทนาไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจ หรือเกิดสุขเวทนาชอบใจหรือสบายใจ อันเป็นไปตามสภาวะธรรม,  ดังนั้นการที่มีทุกขเวทนามากระทบแล้วมีอาการต่างๆเกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องของสภาวะธรรมแท้ๆ หรือสภาวะธรรมชาติแท้ๆนั่นเอง,  ปุถุชนจะมีความรู้สึกคิดว่าเป็นความทุกข์(อวิชชา) จึงคิดนึกปรุงแต่งต่อเติมจนเป็นทุกข์(ทุกข์อุปาทาน)จริงๆ, วิธีที่ถูกต้องคือเข้าใจและยอมรับสภาวะธรรมนั้นด้วยใจที่เข้าใจอย่างจริงจัง  แล้วไม่คิดนึกปรุงแต่งต่อ เวทนานั้นก็จะดับไปในเวลาสั้นๆ,   อันความนี้ตรงกับที่มีผู้เรียนถามหลวงปู่ดูลย์ อตุโลว่า "ท่านยังมีโกรธ อยู่ไหม" ท่านได้ตอบตามความสัตย์จริงดังนี้ " มีโกรธ  แต่ไม่เอา " คือไม่เอาไปคิดนึกปรุงแต่งจนเกิดอุปาทานทุกข์  เพราะความโกรธนั้นเป็นสังขารขันธ์อันเกิดขึ้นแค่ชั่วขณะสั้นๆ, เกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วขณะ แล้วดับไป อันเป็นสภาวะธรรมของผู้มีชีวิตทุกผู้นาม   ดังนั้นการที่เราอยากไม่รู้สึกเป็นทุกข์ใดๆเลย(หมายถึงทุกขเวทนาและสังขารขันธ์เท่านั้น) จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ผิดสภาวะธรรม อันไม่มีผู้ใดฝืนได้,   และถ้ามีคิดนึกปรุงแต่งไปร่วมด้วย อันหมายถึงแต่ละคิดนึกปรุงแต่งนั้นเป็นกระบวนการขันธ์๕กระบวนการหนึ่ง อันย่อมยังให้เกิดเวทนาในทุกๆแต่ละความคิดนึกปรุงแต่ง อันย่อมเปิดโอกาสให้เกิดตัณหาจากเวทนาตัวใดตัวหนึ่งของความคิดนึกปรุงแต่งนั้น, อันเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาท เวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา  ซึ่งหลวงปู่ดูลย์ได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ดังนี้  
         เมื่อจิตกระทบเข้ากับอารมณ์ภายนอกอย่างไร ก็ให้หยุดอยู่แค่นั้น, อย่าไปทะเลาะวิวาทโต้แย้ง, อย่าไปเอออวยเห็นดีเห็นงามให้จิตได้โอกาสก่อรูปก่อร่างเป็นตุเป็นตะเป็นเรื่องเป็นราวยืดยาวออกไป อย่าไปวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป อย่าไปใส่ใจอีกต่อไป พอกันเพียงรู้อารมณ์เท่านี้เอง หยุดกันเพียงเท่านี้ (อตุโล ไม่มีใดเทียม  น.๒๒๐)
      เมื่อเข้าใจแล้วแยกแยะให้ชัดเจน จะเห็นว่าหลวงปู่สั่งสอนให้ "หยุดคิดนึกปรุงแต่งนั่นเอง" ท่านให้หยุดอยู่แค่นั้นเอง  เหตุผลก็เพราะแต่ละความคิด(ปรุงแต่ง)ย่อมยังให้เกิดเวทนาอันยังให้เกิดตัณหาเป็นทุกข์ขึ้นได้ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว และเมื่อเป็นทุกข์แล้วก็ย่อมคิดนึกปรุงแต่งวนเวียนอย่างฟุ้งซ่านไม่หยุดหย่อน ซึ่งย่อมประกอบไปด้วยอุปาทานจึงเป็นไปดังชราในองค์ธรรมปฏิจจสมุปบาท
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป