ขยายหน้าจอ
  • 1800เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

[สุขภาพ]สร้างสรรค์เทคนิค...ดูแลจิตผู้ป่วยสมองเสื่อม [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 

ความเครียดย่อมแทรกซึมเข้าสู่ครอบครัวที่มีผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังหรือป่วยแบบ “ติดเตียง” อยู่ในบ้าน ยิ่งอาการป่วยที่รักษาไม่หาย แต่จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆตามระยะเวลาของการป่วยอย่างโรคสมองเสื่อม ย่อมทำให้ผู้ดูแล(care giver) ต้องรับภาระหนัก ถ้าไม่มีความรัก ความเมตตาและความอดทนก็จะทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพเท่าที่ควร แต่ก็มีผู้ป่วยหลายคนที่โชคดี มีผู้ดูแล (ส่วนใหญ่เป็นลูกหลาน ญาติพี่น้อง)ที่ใส่ใจและทุ่มเ
ทจนสามารถนำประสบการณ์การดูแลมาเล่าสู่กันฟัง



ผู้ดูแลอย่าง คุณกรกมล  สุวรรณฤทธิ์เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ยอมลาออกจากงานบัญชีเพื่อออกมาดูแลบุพการีที่ป่วยด้วยโรคสมองเสื่อม  เธอเล่าว่า  คุณพ่อเริ่มเป็นอัมพฤกษ์เมื่อปี 2541พอเข้าปี 2548 ก็ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย ปัจจุบันอายุ  83 ปีเป็นหลายโรคทั้งหัวใจรั่ว  โรคเกาต์  ความดันโลหิตสูง  ไส้เลื่อนต่อมลูกหมากโต ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ช่วงเวลา 7 ปีที่ผ่านมาเธอบ่มเพาะประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมไว้มากมาย และพร้อมที่จะแชร์เทคนิคการดูแลผู้สูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อมให้แก่ผู้ดูแลคนอื่น ๆ

คุณกรกมลเริ่มจากการใช้หลักความใส่ใจและวิธีครูพักลักจำโดยจะไปนั่งดูพยาบาลดูแล ให้อาหาร หรือทำกายภาพบำบัดให้กับคุณพ่อถ้าไม่เข้าใจก็จะถาม จำแล้วทำจนชำนาญและจะคอยพูดให้กำลังใจหรือชมเชยคุณพ่ออยู่เรื่อย ๆ ก็เหมือนการดูแลเด็กเล็กๆ นั่นเอง   แนวคิดสำคัญในการดูแลคือใช้สิ่งที่เขาคุ้นเคยในอดีตมาเป็นเครื่องมือ ยกตัวอย่างเช่นเวลาทำกิจวัตรประจำวันให้คุณพ่อ(อาบน้ำ แต่งตัว)ก็จะให้คุณพ่อท่องสูตรคูณทุกวัน เพราะท่านเป็นครูเก่าแต่ผู้ดูแลต้องท่องนำก่อน “ห้า หนึ่ง.....” คุณพ่อก็จะต่อ “ห้า”  “ห้าสอง..” คุณพ่อต่อ “สิบ” หรือจะให้ท่องพยัญชนะไทย 44 ตัวก็เช่นเดียวกันต้องท่องนำก่อนว่า “ก.เอ๋ย ก...” พ่อก็จะตอบว่า “ไก่” ท่องไปเรื่อย ๆ พ่อตอบได้ก็จะปรบมือให้ บอกว่า “ปรบมือให้คนเก่ง”เธอทำเช่นนี้ทุกวัน เป็นเทคนิคที่คิดขึ้นเองพยายามจูงใจให้คุณพ่อมีปฏิสัมพันธ์ตอบโต้ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือต้องช่างสังเกต จะทำให้รู้ว่าเขาชอบอะไร และไม่ชอบอะไร  เช่นเวลากลางวันจะเปิดเพลงให้เขาฟัง สังเกตว่าถ้าเป็นเพลงยุคใหม่  เขาฟังเฉย ๆแต่เมื่อไรที่เปิดเพลงเก่า ๆ อย่างเพลงสุนทราภรณ์ หรือเปิดลิเกเพลงไทยเดิมอย่าง เพลงรำพลายชุมพล  พระลอตามไก่ (เนื้อร้อง : สร้อยแสงแดงพระพาย.....) คุณพ่อจะกระดิกเท้าตาม และจีบมือหรือกระดิกนิ้วเธอจึงมักเปิดเพลงเก่า ๆ เอาไว้ คุณพ่อก็จะนอนกระดิกเท้าตามจังหวะเพลง   หรือเปิดทีวีไว้ให้ เขาจะได้รู้สึกว่ามีคนอื่น ๆ อยู่ด้วย

ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือ  คุณพ่อมีอาการท้องผูก ได้ลองนำใบสะเดาอ่อนมาต้มและปั่น ใช้สักสองช้อนโต๊ะผสมกับอาหารเหลวประมาณสามชั่วโมงก็ถ่ายออกมาและไม่เหลวด้วย  เวลาทานอาหารถ้าป้อนข้าวเปล่าจะสำลัก ลองป้อนข้าวต้มก็สำลักอีก ป้อนโจ๊กก็สำลักเลยทดลองป้อนข้าวเปียก คือข้าวหุงแฉะ ๆ ปรากฏว่าทานได้ไม่สำลักเขาจะชอบทานผัดฟักทอง เนื้อปลา คุณกรกมลจะทำอาหารเอง ชอบนั่งทานอาหารใกล้ ๆพ่อ ให้เขาเห็น พอเขามองก็จะยื่นชามข้าวไปรองใต้จมูก(กระตุ้นให้อยากทานอาหาร) ถามเขาว่าอยากทานไหม เขาบอกว่าอยากก็จะไปทำอาหารมาป้อน  เมื่อก่อนคุณพ่อชอบทานแกงมัสมั่นมากก็ลองนำมาให้เขาทาน อะไรที่เขาเคยชอบมาก่อน ก็จะนำมาให้เขาเห็นดูว่าเขาอยากทานไหม อย่างที่กล่าวมาแล้ว ต้องดูว่าในอดีตเขาเคยชอบอะไรเคยคุ้นชินกับอะไร ก็นำสิ่งนั้นมาเป็นเครื่องมือช่วยในการดูแลเขานอกจากนั้น เวลาป้อนข้าวเธอจะคอยถามชื่อ และคุยกับเขาตลอด

เวลาให้ใส่แพมเพอส (pampers) ผู้สูงอายุจะชอบดึงออกเพราะรู้สึกไม่สบายตัว จะซื้อกางเกงที่เป็นหูรูดมีเชือกผูกโดยจะใส่ให้เชือกไปอยู่ข้างหลัง เขาก็จะเอี้ยวตัวไปแก้เชือกเองไม่ได้  

ต่อมาคุณพ่อนั่งไม่ได้ ต้องนอนตลอด ก็กลัวแผลกดทับ มาปรึกษาหมออนามัยให้ลองใช้ถั่วเขียวใส่ถุงผ้าเล็ก ๆ หลาย ๆ ถุง นำมาใส่ที่นอนช่วยป้องกันการเกิดแผลกดทับได้  เวลานอนจะเอามือตบก้นเบา ๆ เหมือนทำกับเด็กๆ เขาจะหลับสบาย ก่อนนอนจะบอก “Good night” เขาก็จะตอบว่า “คร้าบบบ”

เวลาพาคุณพ่อไปเที่ยวจะชวนให้เขาอ่านป้ายข้างทางส่วนใหญ่จะพาเขาไปไหว้พระที่วัดไร่ขิง จะเอาอาหารใส่กระติก ชงนมอุ่น ๆติดไป รถเข็นใส่ท้ายรถ ไปเที่ยวไหนเธอจะพาคุณพ่อไปและชวนเพื่อนบ้านรวมทั้งอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ (อผส.) ไปด้วยแต่จะเป็นสถานที่ไม่ไกลนัก เป็นที่ซ้ำ ๆก็ได้เพราะเขาจำไม่ได้ว่าเคยมาแล้ว

การดูแลผู้สูงอายุสมองเสื่อม คนดูแลจะต้องทุ่มเท ทำให้รู้สึกเหนื่อยเครียด และท้อใจในบางครั้ง เพราะบางทีผู้ป่วยดื้อ ต่อต้าน เช่น เขาจะจิกข่วน เราก็เจ็บ รู้สึกโกรธ แรก ๆ ก็ตีมือเขา แต่ต่อมาก็คิดได้บอกตัวเองตลอดเวลาว่า พ่อไม่รู้ตัว ช่วยตัวเองไม่ได้ ทำให้รู้สึกสงสารนึกถึงอดีตที่เขาเหนื่อยยากเพื่อลูก ๆ เพื่อครอบครัวมานาน ความรู้สึกโกรธท้อใจก็จะหมดไป อีกอย่างจะมองหาอารมณ์ขันจากพ่อนึกถึงทีไรก็จะหัวเราะออกมาเสมอ ยกตัวอย่าง พอให้แปรงฟัน เขาก็บอกว่า“แปรงไม่ได้ กฎกระทรวงไม่ให้แปรงฟัน” พอเพลงชาติขึ้นก็อยากจะยืนตัวตรงบอกว่าต้องเคารพธงชาติ   พาไปหาหมอหมอที่โรงพยาบาลใส่เครื่องแบบใหม่เป็นผ้าพิมพ์ลาย ก็ไม่ยอมให้หมอตรวจบอกว่า “ไม่ได้ใส่เสื้อขาวแสดงว่าไม่ใช่หมอ”

ยังมีผู้ดูแลอีกหลายคนที่ใส่ใจดูแลคนป่วยที่บ้านอย่างทุ่มเท เขาและเธอเหล่านี้ต้องการทั้งกำลังใจทั้งความรู้เพิ่มเติม และช่วงเวลาสำหรับพักผ่อน ได้ดูแลตนเองบ้าง บางทีการได้พบปะพูดคุยกันระหว่างผู้ดูแลด้วยกันเอง หรือระหว่างแพทย์พยาบาลกับผู้ดูแล ก็จะช่วยให้ผู้ดูแลไม่รู้สึกโดดเดี่ยวได้ค่ะ









ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดย อมรากุล อินโอชานนท์
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
สามารถอัพโหลดไฟล์แนบ สำหรับโพสได้
 
ถอยกลับ ถัดไป