ขยายหน้าจอ
  • 1780เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

[นานาสาระ]ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน สร้างสุขกาย-ใจหลังเกษียณ [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 


"ต้องแยกแยะให้ได้ว่า ชีวิตมีหลายช่วงในชีวิตช่วงทำงานก็ทำให้ดีที่สุดเพื่อให้ถึงจุดสูงสุดของอาชีพแต่เมื่อเกษียณแล้วก็ไม่ได้หมายความว่ายุติทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตลงแต่เป็นอีกก้าวหนึ่งของช่วงชีวิตซึ่งสามารถถึงจุดสูงสุดของชีวิตในช่วงนี้ได้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ว่าจะเป็นรูปแบบที่เปลี่ยนบทบาทไป"

"เกษียณ" เมื่อนึกถึงคำนี้ขึ้นมา อาจทำให้ใครหลาย ๆคนที่กำลังจะก้าวเข้าไปเป็นสมาชิก รู้สึกใจหาย บางคนถึงขั้นหดหู่ใจเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตหลังเกษียณดี?
ชีวิตหลังการทำงานประจำ หรือที่พูดกันจนชินหูว่า "เกษียณ" นั้น จะเป็นชีวิตที่มีความสุขได้ถ้ามีการเตรียมตัวล่วงหน้าไว้ก่อน ผศ.ดร.คัคนางค์  มณีศรี คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวก่อนวัยเกษียณว่า สิ่งที่ควรเตรียมไว้มี 2 เรื่องใหญ่ ๆ เรื่องแรก คือ การเงิน ซึ่งจะต้องมีการเก็บสะสมไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยจะต้องมีการวางแผนการใช้เงินอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้กลายเป็นปัญหาในภายหลัง
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การเตรียมใจต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า การเกษียณเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของชีวิตมนุษย์หากดูจากสถิติแล้วจะเห็นว่าคนสมัยใหม่มีรูปแบบการเกษียณที่แตกต่างจากคนในสมัยก่อน คือหลายคนยังคงทำงานต่อ นักจิตวิทยาจึงทำการวิจัยระหว่างคน 2 กลุ่ม คือคนที่ทำงานต่อหลังเกษียณ กับคนที่ไม่ทำงาน หยุดทำงานไปเลยหลังเกษียณ พบว่าคนที่ยังทำงานต่อแต่ทำงานแบบเบา ๆ ไม่ได้ทำเต็มเวลาเหมือนในช่วงวัยทำงานไม่ใช่หยุดทำงานโดยสิ้นเชิงหรือบางคนยังทำแบบเต็มเวลาแต่เปลี่ยนรูปแบบการทำงาน คนกลุ่มนี้จะมีสุขภาพดีโดยพบว่า อาการความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคมะเร็ง โรคเกี่ยวกับปอดโรคหัวใจโรคเส้นเลือดตีบ ปัญหาทางจิต โรคซึมเศร้าจะมีอัตราต่ำกว่าผู้ที่ไม่ทำงานหรือหยุดทำงานไปเลยหลังเกษียณ
สิ่งที่ได้จากการศึกษาตรงนี้ คือการทำงานต่อไม่ใช่แบบหยุดโดยสิ้นเชิงมีผลต่อสุขภาพในชีวิตหลังเกษียณซึ่งนอกจากเรื่องโรคต่าง ๆ แล้ว คนที่ทำงานแบบเบา ๆ หลังเกษียณยังสามารถทำกิจวัตรต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เช่น สามารถแต่งตัวได้ด้วยตัวเอง การคิดเรื่องนั้น เรื่องนี้การตัดสินใจด้วยตนเองการทำงานของสมองจะเร็วกว่าคนที่ไม่ทำงานหรือหยุดทำงานไปเลยเมื่อเป็นเช่นนี้เกษียณแล้วอย่าหยุดอยู่เฉย ๆ ต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน
การเปลี่ยนรูปแบบการทำงานหลังเกษียณจะเปลี่ยนอย่างไรให้เหมาะกับตัวเราผศ.ดร.คัคนางค์  กล่าวต่อว่า บางคน เกษียณที่อายุ 60 ปี บางคนเกษียณที่อายุ55 ปี หรือ 65 ปี  ซึ่งในปัจจุบันทุกหน่วยงานตระหนักดีว่าในอนาคตจะมีกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้น จึงทำให้ในหลาย ๆ สถานที่เมื่อมีคนเกษียณเกิดขึ้นก็มักจะจ้างต่อ อย่างที่มหาวิทยาลัยฯก็มีโครงการนี้เช่นกันแต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ที่เกษียณด้วยว่าอยากจะเกษียณหรือว่าอยากทำงานต่อเพราะไม่มีใครบอกได้ว่าแบบใดดีกว่ากัน เจ้าตัวจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจเอง
"จะต้องสำรวจตัวเองว่า อยากจะเกษียณหรือไม่สุขภาพเอื้ออำนวยในการทำงานต่อหรือเปล่าถ้าไม่อยากทำงานเต็มเวลาอีกต่อไปแล้ว อยากมีเวลาพักผ่อนให้มากกว่าเดิมจะต้องเตรียมตัววางแผนให้ดีก่อนที่จะเกษียณเพราะบางคนเมื่อถึงเวลาเกษียณจริง ๆ ตั้งรับไม่ทันทำให้มีอาการหดหู่เกิดสภาวะทางจิต เพราะชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้วางแผนชีวิตเอาไว้ก่อนไม่รู้จะทำอะไรต่อไปดี"
ในทางจิตวิทยากล่าวไว้ว่ามนุษย์มีพัฒนาการในแต่ละวัยเพื่อสร้างเอกลักษณ์  คือการมองว่าตัวเราเป็นใคร ตัวเรามีความหมาย มีความสำคัญแค่ไหนโดยมีพัฒนาการมาตั้งแต่วัยเด็ก ในวัยทำงานก็มีเอกลักษณ์เพราะคำนิยามให้กับตัวเราว่า เราเป็นใคร เช่นครูมีเอกลักษณ์ในการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นคำนิยามว่า ครูเป็นใครสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกภาคภูมิใจและเป็นการกำหนดเป้าหมายชีวิตว่า อะไรเป็นสิ่งที่เราควรจะทำอะไรเป็นสิ่งที่เราทำได้ดี อะไรเป็นสิ่งที่เราได้รับการยอมรับจากสังคมแต่เมื่อเกษียณ เอกลักษณ์ สิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมาหมดไปจึงต้องมีการวางแผนชีวิตไว้ก่อนว่าจะเดินก้าวไปข้างหน้าอย่างไรเมื่อเกษียณแล้ว
'วิธีที่ง่ายที่สุด คือลองดูตัวเองว่าชอบอะไร ทำอะไรได้ดีถ้าร่างกายเอื้ออำนวยอาจรับงานไม่เต็มเวลา โดยเป็นอาจารย์พิเศษ หรือวิทยากรให้กับหน่วยงานต่าง ๆ หรือหน่วยงานที่เราเคยทำงานมาแต่ที่ได้รับความนิยมในยุคนี้ คือ การเป็นอาสาสมัครในหน่วยงานต่าง ๆเพราะในปัจจุบันมีองค์กรไม่แสวงหากำไรเกิดขึ้นมากมายทั้งในส่วนของการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือองค์กรช่วยเหลือคนป่วยและคนพิการ"
รวมทั้งลองดูว่าเราสามารถมีบทบาทอะไรในชุมชนได้บ้างหรือเพียงแค่ในครอบครัวก็ได้ไม่ใช่มองหางานนอกบ้านเท่านั้น แต่สามารถหางานเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบ้านทำก็ได้เช่น ปรับปรุงบ้าน ปลูกต้นไม้ เลี้ยงหลาน งานเย็บปักถักร้อย ทำขนมงานบ้านต่าง ๆ แต่จะต้องเป็นงานที่สามารถทำได้เป็นประจำทุกวันจะได้ไม่รู้สึกเบื่อ โดยพยายามให้แต่ละวันมีอะไรทำ แม้จะเป็นสิ่งเล็ก ๆน้อย ๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้มีอะไรทำ อย่าหยุดอยู่เฉย ๆ
"ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะทำให้รู้สึกว่าเรามีคุณค่า เพราะการที่มีอะไรทำมีแผนการทำงานจะทำให้รู้สึกว่ามีเป้าหมายในชีวิตเพราะเมื่อเกษียณแล้วจะไม่มีสิ่งที่มากำหนดชีวิตแล้วว่าต้องตื่นกี่โมงต้องแต่งตัวอย่างไรถึงจะเหมาะสม วันนี้จะต้องทำอะไรถ้าไม่เตรียมการหลังเกษียณเอาไว้บางทีตื่นมาแล้วไม่รู้จะทำอะไรเพราะไม่ต้องไปทำงานอีกต่อไปแล้ว ตรงนี้จะทำให้รู้สึกสูญเสียซึ่งอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้"
สิ่งที่ต้องระวังหลังเกษียณ คือ การนั่งคำนึงถึงแต่อดีต ตรงนี้อันตรายเพราะคนที่ประสบความสำเร็จจะมีอดีตที่งดงามก็จะนั่งคิดแต่ว่าเมื่อสมัยนั้นฉันมีรถประจำตำแหน่ง เงินเดือนดี  มีบริวารถ้านึกถึงในระดับที่พอเหมาะก็ไม่เป็นอะไรแต่อย่ายึดติดอยู่กับสิ่งนั้นเป็นอันขาด เพราะจะเกิดการเปรียบเทียบกับปัจจุบันทันทีแต่ให้คิดว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจบไปแล้ว ในขณะเดียวกันถึงแม้ชีวิตในวัยทำงานของเราจะไม่ได้ประสบความสำเร็จนักก็อย่ามานั่งเสียใจกับอดีตที่ผ่านมา การทำอย่างนี้ไม่มีประโยชน์เพราะเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้
ต้องแยกแยะให้ได้ว่า ชีวิตมีหลายช่วงในชีวิตช่วงทำงานก็ทำให้ดีที่สุดเพื่อให้ถึงจุดสูงสุดของอาชีพแต่เมื่อเกษียณแล้วก็ไม่ได้หมายความว่ายุติทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตลงแต่เป็นอีกก้าวหนึ่งของช่วงชีวิตซึ่งสามารถถึงจุดสูงสุดของชีวิตในช่วงนี้ได้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ว่าจะเป็นรูปแบบที่เปลี่ยนบทบาทไป
เพราะฉะนั้นต้องมองไปข้างหน้าว่าชีวิตหลังเกษียณไม่ใช่เรื่องความสำเร็จในอาชีพอีกต่อไปแต่เป็นความสำเร็จในการพัฒนาศักยภาพของการเป็นมนุษย์ทำอย่างไรให้เรารู้สึกว่าเราเป็นมนุษย์ที่เต็มอิ่มซึ่งจะเกิดขึ้นมาจากการที่เราได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น ให้กับสังคม  เช่นได้ทำประโยชน์ไว้ให้กับอนุชนรุ่นหลัง
ผศ.ดร.คัคนางค์  ให้ข้อคิดทิ้งท้ายว่าถ้าเป็นไปได้ควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 10 ปี ก่อนเกษียณเพราะจะต้องเตรียมทั้งการเงิน ที่จะต้องใช้เวลาสะสมพอสมควรผู้ที่ต้องทำงานต่อก็จะต้องมีการวางแผนว่าจะทำในส่วนใดโดยจะต้องมีการติดต่อไว้ก่อน ในส่วนของจิตใจต้องทำความเข้าใจกับชีวิตที่จะต้องก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ บางคนมักเข้าใจว่านี่คือความสูญเสีย ถ้าคิดอย่างนั้นสุขภาพจิตจะเสื่อมถอยลง เมื่อจิตใจไม่พร้อม การคิดการตัดสินใจ การมองอนาคตจะหยุดลงทันที จึงต้องเตรียมใจไว้ตั้งแต่ใจยังเต็มที่อยู่เพราะจะได้มองและตัดสินใจกับสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างสมเหตุสมผล  ใครที่ยังไม่ได้เตรียมตัวหากย่างเข้าสู่วัย 50 ก็ควรจะเริ่มคิดได้แล้วว่าหลังเกษียณจะใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างไรให้มีความสุข.
ปัจจัยที่ทำให้การเกษียณมีความสุขและไม่มีความสุข
จากการศึกษา อ.ดร.จอร์จ เวลแลนท์ วิทยาลัยแพทย์ฮาร์วาร์ด พบว่าการเกษียณเป็นทั้งวิกฤติและโอกาส โดยปัจจัยที่ทำให้คนเราเกษียณได้อย่างมีความสุข ได้แก่
1. มิตรภาพที่มีความหมายประเภทจริงใจและมีใจให้กันและกัน โดยเฉพาะกับคู่สมรส
2. ทำงานอาสาสมัครที่ได้มีส่วนช่วยเหลือคนอื่น
3. มีงานอดิเรกที่ชอบ และทำกิจกรรมที่มีความหมาย มีคุณค่า
4. เข้าสังคมพอประมาณ
5. มีความหวัง เช่น ได้ทำอะไรที่ตั้งใจไว้นานแล้วหลังเกษียณ เช่น ท่องเที่ยว ฯลฯ
ปัจจัยที่ทำให้คนเราเกษียณอย่างไม่มีความสุข ได้แก่
1. ปิดตัว ไม่เข้าสังคม
2. ทำงานที่ไม่ค่อยมีความหมายหรือคุณค่า
3. ฆ่าเวลา คือ ทำเวลาให้ผ่านไปมากกว่าสนุกกับการทำอะไร เช่น ดูโทรทัศน์หรือเล่นการพนันทั้งวัน ฯลฯ
4. ใช้เครื่องหมายแห่งความสำเร็จจากภายนอก เช่นตั้งเป้าความสำเร็จในชีวิตด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ เช่น เงินทอง ตำแหน่ง ฯลฯซึ่งเมื่อหยุดทำงานแล้ว มีแนวโน้มที่ชีวิตจะสะดุดทันที


สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
สามารถอัพโหลดไฟล์แนบ สำหรับโพสได้
 
ถอยกลับ ถัดไป