ขยายหน้าจอ
  • 1875เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

[สุขภาพ]โรคอะไร? คนไทยตายชั่วโมงละ 2 คนไม่รู้ตัว..ไม่มีอาการมาก่อน [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 


"อโรคยา ปรมาลาภา"ความไม่มีโรคเป็น ลาภอันประเสริฐ เป็นคำสอน เป็นคำเตือนใจ ให้ทุกผู้ทุกนามซึ่งเราทุกคนย่อมรู้ ย่อมเข้าใจ ว่ามันเป็นจริงดังว่า การมีสุขภาพดีเป็นลาภที่ยิ่งใหญ่กว่าเงินทอง เพชรพลอยเสียอีก ทุกคนอยากได้มันแต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้ใส่ใจอย่างที่ควรจะเป็น กล่าวคือ รู้ เข้าใจแต่เข้าไม่ถึง รู้ทั้งรู้ก็ยังไม่ตระหนักจึงไม่มีการพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนดูแลสุขภาพอย่างจริงจังเท่าที่ควร


การละเลยก็เหมือนกับการ "ประมาท" โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ขี้เกียจไม่ยอมออกกำลังกาย ปล่อยอารมณ์ตามใจตัวเอง เครียดตลอดเวลา บางคนยังสร้างปัจจัยเสี่ยงให้กับตัวเอง เช่น ไม่ดูแลร่างกาย ให้เกิดความสมดุลปล่อยตัวตามใจปาก "จนอ้วน" สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และอบายมุขอื่นๆเป็นการสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ผิดๆ ล้วนนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บและเป็นภัยเงียบ.กว่า 50% ไม่รู้ตัวมาก่อนตายเฉียบพลันได้ทันทีเมื่อมีอาการ..เป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับคนที่ประมาท
"โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน" หรือ Acute Coronary Syndrome หรือ Heart Attack คืออันตรายและภัยเงียบที่ผู้เขียนอ้างถึง
ข้อมูลจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าปัจจุบันหลอดเลือดเป็นสาเหตุการป่วยและเสียชีวิตของคนไทยสูงเป็นอันดับ 3รองจากมะเร็งและอุบัติเหตุจราจร โดยมีผู้เสียชีวิตปีละประมาณ 18,000 รายสาเหตุส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 เกิดมาจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจากปัญหาหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน พบผู้ป่วยรายใหม่ปีละประมาณ 22,000ราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
การศึกษาของสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสถาบันโรคทรวงอก และหน่วยงานอื่นๆ ทั่วประเทศ 17 หน่วยงานพบว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดรุนแรงมีอัตราการตายสูงถึงร้อยละ 17 ซึ่งสูงกว่าต่างประเทศที่พบร้อยละ 7 หรือกว่า2 เท่าตัว กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ ชั่วโมงละ 2คน ซึ่งตัวเลข 2 คนนี้ ผู้เขียนถือว่าเป็นตัวเลขที่สูง และมีความสำคัญยิ่งเพราะคนตายมักอยู่ในวัยทำงานหาเลี้ยงครอบครัว มีคุณค่าต่อครอบครัวเพราะมันเป็นภัยเงียบ มักไม่รู้ตัวหรือมีอาการมาก่อนหากไม่ดูแลเฝ้าระวังสุขภาพ
ผู้เขียนอยากให้ทุกคนได้ปรับตัวหรือหันมาร่วมด้วยช่วยกันรณรงค์ป้องกันไม่ให้เกิดกับตัวท่าน หรือญาติพี่น้องช่วยกันลดอัตราการตายให้เป็นศูนย์หรือยืดอายุการเกิดโรคให้เกิดเมื่ออายุมากที่สุด ทั้งนี้ เพื่อรักษาทรัพยากรบุคคลอันมี "ค่า"เพื่อช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งยิ่งขึ้นไป โดยเฉพาะทรัพยากร "วัยทำงาน"
มีตัวอย่างของโรคนี้ที่เกิดขึ้นกับคนมีชื่อเสียงระดับชาติซึ่งผู้เขียนขออนุญาตนำมาเป็นตัวอย่าง เพื่อเป็นวิทยาทานและเป็นความรู้คือสองพี่น้อง "ย.โย่ง" คุณเอกชัย นพจินดา และ "น้องหนู" คุณธราวุธ นพจินดาซึ่งทั้งสองท่านเสียชีวิตด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือที่เราเรียกกันว่าหัวใจวาย ด้วยวัย 44 และ 56 ปี ตามลำดับและรายล่าสุดคือ นักร้องลูกทุ่งเจ้าของเสียงเพลง "รักสิบล้อ ต้องรอสิบโมง"คุณไพรเวศ วงศ์ธนบัตร สมาชิกสตริงคอมโบรุ่นเก๋ารอยัลสไปรท์ เสียชีวิตในวัย65 ปี ด้วยอาการเดียวกัน
ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นนักการแพทย์และการสาธารณสุขคิดว่าแม้เสียชีวิตเพียง 1 คน ก็ถือว่าเป็นอัตราที่สูงแล้วก่อนจะเข้าสู่เรื่องของ การป้องกันก็ขอทำความเข้าใจและให้รู้จักโรคนี้เสียก่อนว่าโรคนี้ คืออะไรมีสาเหตุเกิดจากอะไร? ปัจจัยเสี่ยงมีอะไรบ้าง? อาการและการวินิจฉัยโรคตลอดจนการรักษาจะทำได้อย่างไรบ้าง? และหากเป็นโรคนี้แล้วโรงพยาบาลของรัฐมีช่องทางการเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร?
"โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน" มีสาเหตุมาจากการตีบตันแคบลงของหลอดเลือดแดงเนื่องจากมีไขมันและคอเลสเตอรอลไปเกาะที่ผนังของหลอดเลือดโดยผู้ป่วยจะมีอาการแสดงออกเมื่อมีการตีบตันมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปในลักษณะเจ็บแน่นหน้าอกเวลาออกแรงมากๆ เครียด หรือหลังจากทานอาหารมื้อหนักส่วนมาก 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยจะเจ็บบริเวณกลางหน้าอกคล้ายมีอะไรบีบรัดหรือกดทับและอาจร้าวไปที่คอ กราม ไหล่ซ้ายหรืออาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก หน้ามืด อาเจียนซึ่งอาการเจ็บดังกล่าวหากนั่งพักจะหายไปเอง
การสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือดเกิดขึ้นตั้งแต่ "วัยเด็ก"เป็นปื้นสีเหลืองและจะมากขึ้นเรื่อยๆหากเรายังคงมีพฤติกรรมรับประทานอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูงจึงสะสมเพิ่มจนกลายเป็นแอ่งไขมันในผนังมีเปลือกหุ้มไว้บางๆเมื่อเปลือกหุ้มไขมันนี้ปริแตกออกทำให้ไขมันข้างใต้ออกมาสัมผัสเม็ดเลือดแดงและจับกันเป็นกลุ่ม เกิดการอุดตันหลอดเลือดทันที ทำให้เกิดภาวะ"หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน"
ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นพื้นฐานการก่อให้เกิดโรคนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมสุขภาพ ชอบกินของมัน ของเค็ม ไม่กินผักขาดการออกกำลังกาย มีภาวะอ้วนลงพุง สูบบุหรี่จัด ดื่มเหล้าหนักมีความเครียด นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม อาการที่น่ากลัวสำหรับโรคนี้คือกลุ่มคนที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน แต่มาเสียชีวิตกะทันหัน เช่นเล่นกีฬาแล้วเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ชายวัยทำงานที่ร่างกายแข็งแรงดีไม่เคยมีโรคจึงต้องเฝ้าระวังเพราะคนที่มีอาการจะทราบและดูแลตัวเองดีแต่คนที่ไม่มีอาการจะไม่ค่อยสังเกตตัวเองจึงเสียชีวิตอย่างกะทันหัน
สถานการณ์ของโรค "โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน" เป็นปัญหาสาธารณสุขของคนทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ข้อมูลจากสถาบัน โรคทรวงอก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า 45% ของการเสียชีวิตเฉียบพลัน เป็นอาการจากโรคหลอดเลือดหัวใจในขณะที่ข้อมูลของต่างประเทศพบว่า 80% มีสาเหตุจากโรคหลอดเลือดหัวใจ 15%มีสาเหตุจากกล้ามเนื้อหัวใจพิการ และหัวใจเต้นผิดจังหวะตั้งแต่เกิด และ 5%ไม่ทราบสาเหตุ
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี 2553 มีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นจำนวนถึง 7.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 12.2% ของสาเหตุการตายทั้งหมด
ในคนไทยอัตราตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูงและหลอดเลือดสมอง พบประมาณปีละ 37,000 ราย อัตราการนอนในโรงพยาบาลของผู้ป่วยโรคหัวใจ ต้องการเตียงเฉลี่ยวันละ 1,185 คนโดยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดวันละ 470 คน เสียชีวิตชั่วโมงละ 2 คน
การเสียชีวิตเฉียบพลันจากโรคหัวใจ (Sudden Cardiac Death)คือการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นภายใน 1 ชั่วโมง หลังจากเกิดอาการของโรคหัวใจเช่น อาการแน่นหน้าอก หอบเหนื่อย ใจสั่นประมาณครึ่งหนึ่งจะเสียชีวิตแบบเฉียบพลันพบอุบัติการณ์สูงขึ้นในผู้สูงอายุและในรายที่เป็นโรคหัวใจและพบว่าครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตเฉียบพลันจากโรคหัวใจที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน
สำหรับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน จะมีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าผู้อื่นประมาณ 4-6 เท่า
อาการสำคัญที่ควรต้องรู้จักและสังเกตให้ได้คืออาการแน่นหน้าอกที่รุนแรงเหมือนมีของหนักทับ เหงื่อออก ใจสั่นปวดร้าวไปกรามลามไปสะบักหลังหรือแขนซ้าย จุกคอหอยบางรายอาจจุกลิ้นปี่คล้ายโรคกระเพาะอาหาร หรือกรดไหลย้อนเหนื่อยง่ายขณะออกแรง เป็นลมหมดสติ ในรายที่รุนแรงมีโอกาสเสียชีวิตทันทีได้ประมาณร้อยละ 30-40 ดังนั้น จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยรวดเร็วถูกต้องและทันเวลา...ถ้าหากท่านมีอาการดังกล่าวให้รีบไปโรงพยาบาลที่ใกล้บ้านที่สุด
สำหรับผลการรักษาผู้ป่วย จะดีขึ้นเร็ว ช้า ดีมาก ดีน้อย แค่ไหน?ขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพของหลอดเลือด ผู้ป่วย ระยะเวลาที่ผู้ป่วยมาพบหมอรวมถึงสถานพยาบาลที่ให้บริการที่มีความพร้อมอยู่เสมอเพื่อให้ได้การรักษาที่ดี ผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาภายใน 12 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก
และการให้ยาละลายลิ่มเลือดควรได้รับภายใน 30 นาที ส่วนการใส่บัลลูนควรจะใส่ภายใน 90 นาที ผู้ป่วยจะปลอดภัย และผลการรักษาจะดีที่สุด นั่นคือ"รอดตาย" หายป่วยและพอจะปฏิบัติงานได้ตามปกติประจำวัน
ทั้งหมดนี้ ผู้เขียนต้องการให้ "พวกเรา" ได้รู้จักโรค อาการสำคัญของโรคและการรักษา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความตระหนัก แต่ไม่ให้ตระหนก หรือ "กลัว"เพราะเราสามารถป้องกันได้ โดยใช้หลักการ "ปิงปองจราจรชีวิต 7 สี" คือ สีขาว สีเขียวเข้ม สีเขียวอ่อน สีเหลือง สีส้ม สีแดง และสีดำ ในการดูแลสุขภาพป้องกันเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ด้วย "3 อ." คือ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลดหวาน มัน เค็ม ออกกำลังกายเป็นนิจ วันละ 30 นาที อาทิตย์ละอย่างน้อย 3 วัน สร้างอารมณ์ให้เบิกบาน แจ่มใสอยู่เสมอ ไม่เครียด ลดอ้วน เลิกเหล้า บุหรี่ ทั้งหมด
สีขาว คนปกติ ความดันอยู่ที่ 120/80 น้ำตาล <100mg/dl ใช้ "3 อ." ต่อเนื่องจะไม่เป็น สีเขียวอ่อน (กลุ่มเสี่ยง) สีเหลือง (ป่วยระดับ 1) สีส้ม (ป่วยระดับ 2) สีแดง (ป่วยระดับ 3) สำหรับคนที่ป่วยระดับรุนแรงมาก สีแดง(ระดับ 3) เป็นโรคความดัน >180/120 mgh เบาหวาน รุนแรง > 183mg/dlซึ่งกินยาคุมอาการตามแพทย์สั่ง รณรงค์ให้ใช้ "3 อ." เต็มที่อย่างต่อเนื่องจะลดเป็นสีส้ม สีเหลือง สีเขียวอ่อน สีเขียวเข้ม (ปกติ กินยาคุมอาการ)
อย่างไรก็ตาม ในกรณีเกิดโรคแทรกซ้อน (สีดำ) เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแล้ว สถานบริการสาธารณสุขทุกจังหวัด ทุกอำเภอ มีระบบบริการช่องทางด่วน เรียกว่า "Stemi fast track" ไว้คอยบริการเพื่อให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีผ่านระบบสายด่วน "1669"ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้มุ่งหวังเพื่อช่วยเหลือชีวิตให้รอดปลอดภัยจากโรคดังกล่าว
ขอเชิญชวนให้แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม.และคนไทยทั่วประเทศได้ร่วมกันรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักใส่ใจในการดูแลสุขภาพด้วย "3 อ." ซึ่งเป็นวัคซีนชีวิตและยาวิเศษอย่างจริงจัง สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง คนที่อ้วนอยู่ก็ขอให้ลดน้ำหนักคนสูบบุหรี่ กินเหล้า ก็ขอให้เลิกเสีย จะได้ห่างไกลโรคนี้อยากให้เราช่วยกันตั้งเป้าหมาย และมุ่งมั่นร่วมกันสู่กันทำสู่ความสำเร็จ
ขอให้ลดการตายจากโรคนี้ชั่วโมงละ 2 คน เป็น 1 คน หรือเป็น "0"เพื่อคนไทย อายุยืน ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องผ่าตัดลดค่าใช้จ่ายที่ต้องสูญเสียไป ซึ่งปี 2551สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ประมาณการค่าใช้จ่ายโรคหัวใจสูงถึง 155,000ล้านบาท หากเราช่วยกัน ชาติจะประหยัดงบประมาณได้ และนำงบประมาณส่วนนั้นไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราต่อไป
และทุกอย่างจะเกิดขึ้นและสำเร็จได้ก็ด้วย "มือเราเอง"..สุขภาพของเราไม่ได้อยู่ในมือของใคร แต่อยู่ใน "มือของท่าน" เอง...นะครับ


ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน โดย นายแพทย์วิชัย เทียนถาวร อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป