ขยายหน้าจอ
  • 2585เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

[พุทธทาส]ปณิธานข้อสาม การนำโลกออกมาเสียจากวัตถุนิยม [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์openpassorn
 

ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรม และเพื่อนสหธรรมิกทั้งหลาย,

          ในการบรรยายครั้งที่ ๓ นี้จะบรรยายด้วยหัวข้อ คำปณิธานข้อที่ ๓ คือการนำโลกออกมาเสียจากวัตถุนิยม; ฟังดูมันก็ไม่ น่าสนใจอะไร แต่ความจริงเป็นเรื่องที่จะต้องสนใจที่สุดคือ สิ่งที่เรียกว่าวัตถุนิยมนั่นแหละ คือตัวศัตรู อันร้ายกาจของมนุษย์ยิ่งกว่าสิ่งใด. โดยเฉพาะในโลกยุคปัจจุบัน วัตถุนิยมกำลังครองโลก กำลังจับจิตจับใจของมนุษย์ทุกคนในโลก, บีบบังคับให้ดิ้นรนไป ในทางของความลุ่มหลงต่อวัตถุซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเห็นแก่ตัวและส่งเสริมความเห็นแก่ตัวให้ ยิ่งขึ้นไป, โลกจึงเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว เพราะพอใจในรสของวัตถุ ลุ่มหลงยิ่งกว่าสิ่งใด จึงมีความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นเท่ากับความลุ่มหลงในวัตถุ.

ศึกษาให้เข้าใจคำว่า "วัตถุนิยม"
ในบางท่านบางคนอาจจะไม่เข้าใจคำว่า "วัตถุนิยม" ก็ได้. ขอโอกาสพูดกันสักเล็กน้อยในเรื่องนี้ จะเปรียบเทียบด้วยอุปมาเพื่อให้เข้าใจง่าย; เหมือนกับว่า ลูกหนูตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งมาบอกแม่ของมันว่า สัตว์ตัวหนึ่งมันน่าเกลียดน่าชัง หน้าตาดุร้าย ไม่กล้ามอง, อีกสัตว์ตัวหนึ่งน่ารัก น่าคบหาสมาคมเป็นเพื่อน. สัตว์ที่ลูกหนูบอกแม่ว่าน่าเกลียดน่ากลัวที่ สุดนั้นคือ ไก่, ไก่ที่มีหงอน; ส่วนที่ลูกหนูบอกแม่ของมันว่าน่ารักที่สุดนั้นคือ แมว เพราะแมวมันสวย มันน่ารัก. นี้ลูกหนู มันมีความคิดอย่างนี้ มีความสำคัญอยู่ที่ว่ามันหลงกลับกัน; เห็นยักษ์ร้ายเป็นสิ่งที่น่ารัก เห็นสิ่งที่ไม่มีอันตรายว่าเป็นยักษ์ร้าย. คนเราในโลกนี้ ก็จะเป็นเสียอย่างนี้ : ไปหลงพอใจในรสอร่อยของวัตถุ ซึ่งมันจะกัดกินถึงหัวใจ; ส่วนรสอร่อยของธรรมะทางจิตใจนั้นกลับเกลียด กลับกลัว นี่กลัวธรรมะ, กลัวนิพพาน เป็นต้น. ฉะนั้น คนเหล่านี้ก็เหมือนกับลูกหนู ตัวนั้น ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นยักษ์ร้าย, อะไรที่จะไม่มีอันตราย.

          ขอแยกแยะกันดูให้ดี ๆ ว่า วัตถุนิยมสวยงามน่ารัก ยั่วยวนชวนใจ; แต่มันก็มีลักษณะเหมือนกับว่าแมว เมื่อไปเกี่ยวข้องกับหนู; ส่วนความสุขทางจิตใจหรือธรรมนิยมกลับเห็นเป็นของน่าเบื่อหน่าย, มนุษย์เห็นเป็นของน่าเบื่อหน่าย น่าเกลียดน่ากลัวไปเสีย; บางคนก็พูดออกมาตรง ๆ ว่า เกลียดความสงบ คือไม่สนุกสนานไม่ได้กระโดดโลดเต้นไม่ชอบ. นี่ วัตถุนิยมมันมีอะไรอย่างนี้ มันมีความยั่วยวน มีลักษณะอาการที่แสดงออกมาอย่างยั่วยวน, แล้วมันก็มีรสอร่อยตรงกับความรู้สึกของคนปุถุชนทั่ว ๆ ไป คือตามธรรมชาติ ตามธรรมดานั้น, แล้วมนุษย์เขาก็ปรับปรุงเรื่องของวัตถุนิยมนี้ ให้มี อำนาจมีอะไรมากขึ้นทุกที : อร่อยทางตาสวยงาม ก็ยิ่งขึ้นไปทุกที, อร่อยทางหู มันก็ไพเราะยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกที จนสุดเหวี่ยง, อร่อยทางจมูก ก็ทำกันจนถึงที่สุด, อร่อยทางลิ้น โดยเฉพาะอาหารก็ปรับปรุงกันจนถึงที่สุด, อร่อยทางผิวกาย โผฏฐัพพะ ที่มาสัมผัสกับผิวหนัง, ก็ปรับปรุงกันทุกอย่างทุกประการ ให้มันมีความดึงดูดมากขึ้น. นี้เรียกว่าทางวัตถุ ๕ ประการ ก็ได้รับการปรับปรุงอยู่ทุกวันให้ยิ่งขึ้นไป ให้ยิ่งขึ้นไป ผู้ปรับปรุงนั้น เป็นผู้ฉลาดหารายได้ดี, ก็มีโอกาสที่จะปรับปรุงให้ยิ่งขึ้นไปให้ยิ่งขึ้นไป. ดูจะไม่มีจุดจบ; วัตถุนิยมกำลังมีบทบาทอยู่ในโลกนี้ ในลักษณะอย่างนี้.

          คนก็หลงวัตถุก็ซื้อหาวัตถุชนิดที่ไม่จำเป็น ที่ไม่จำเป็นเอามาไว้เต็มบ้านเต็มเรือนที่เกินความต้องการ, อุตส่าห์กู้หนี้ยืมสินไปซื้อหา อุปกรณ์แห่งวัตถุนิยมนี้มาให้มีความเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวกาย; เป็นสิ่งที่ถ้าไม่ มองก็ดูจะไม่มีความหมายอะไร; ถ้าไปมองเข้าแล้วมันมีความหมายมาก คือมันจะกัดกินมนุษย์ให้สูญสิ้นความเป็นมนุษย์, มันจะไม่มีจิตใจอย่างมนุษย์ คือไม่มีความสะอาด สว่าง สงบ เสียเลย; บูชาความเอร็ดอร่อยทางวัตถุ คือทางเนื้อ ทางหนัง อย่างยิ่งอย่างสูงสุด เหมือนกับว่าเป็นพระเจ้า.

          ดูคนที่เล่าเรียนศึกษา ก็มีความมุ่งหวังว่าจะมีรายได้สูงเพื่อไปซื้อหาวัตถุที่บำรุงบำเรอความรู้สึก ทางอายตนะ นี่ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป, แล้วก็ยั่วยวนแก่กันและกัน ประกวดประขันแก่กันและกันให้มันยิ่ง ๆ ขึ้นไป, เงินเดือนไม่พอใช้จนกระทั่งต้องคดโกง ต้องทำคอรัปชั่น หลายอย่างหลายประการ หลาย ๆ วิธี, มันก็เต็มไปด้วยคอรัปชั่น, ในโลกนี้ก็หาความสงบสุขไม่ได้ นี่วัตถุนิยม เป็นยักษ์ร้าย ถึงกับทำลายโลกได้ ชนิดที่สมัครใจ คือมนุษย์สมัครจะวินาศด้วยความสมัครใจ เพราะหลงเสน่ห์อย่างยิ่ง ของสิ่งที่เรียกว่าวัตถุนิยม.

          เมื่อหลงใหลทางวัตถุแล้วก็เห็นแก่ตน ซึ่งหมายถึงการเห็นแก่กิเลสของตน. มันเป็นการให้เหยื่อแก่กิเลส. ไม่ได้ให้เหยื่อแก่จิตใจที่บริสุทธิ์. จิตใจที่บริสุทธิ์มันไม่ต้องการกินเหยื่อดอก, ต้องการปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามสมควรก็อยู่ได้; แต่ถ้าเป็นเรื่องของกิเลส มันก็ต้องการเหยื่อ-เหยื่อ-เหยื่อ, แล้วก็ยิ่ง-ยิ่ง-ยิ่งขึ้นไป. ฉะนั้นความเอร็ดอร่อยทางวัตถุนั้นมันไปหล่อเลี้ยงกิเลส ไม่ใช่ไปหล่อเลี้ยงจิตใจ; แต่ว่ากิเลสมันก็เป็นสิ่งที่รู้สึกกันทางจิตใจ; แต่มันยังแบ่งแยกออกได้ว่าเป็นส่วนจิตใจล้วน ๆ หรือเป็นส่วนของกิเลสที่ห่อหุ้มจิตใจ. เรามันไม่รู้จักแยกออกจากกัน มีตัวกู-ของกู เป็นผู้ที่จะเอร็ดอร่อยทางอายตนะเหล่านี้ให้ถึงขีดสุด, แล้วก็ลุ่มหลงพร้อม ๆ กันทั้งโลก; ไม่มีใครตักเตือน, ไม่มีใครชักชวนว่าหยุดกันเสียบ้างเถิด, ประหยัดลดหย่อนกันเสียบ้างเถิด มันไม่มี มันมีแต่จะช่วยส่งเสริมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยกันทั้งนั้น จึงเต็มไปทั้งโลก.

          ความเจริญก้าวหน้าของโลก ในทางวิชาการก็ค้นคว้าแต่เรื่องวัตถุ ในการประดิษฐ์คิดค้น หรือผลิตขึ้นมา, ก็เป็นแต่เรื่องของวัตถุ, วัตถุจึงครองโลก มันก็เป็นเรื่องที่ไม่รู้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ใครจะรับผิดชอบ. ถ้าจะให้พระเจ้ารับผิดชอบก็ไม่รู้ว่าพระเจ้าอยู่ที่ไหน; แล้วคนเขาบูชาวัตถุยิ่งกว่าพระเจ้า, เขาก็หันหลังให้พระเจ้า. บทบัญญัติทางศาสนาก็เลยเป็นหมันไป, ไม่มีใครเชื่อฟัง ไม่มีใครเหลียวแล; ฝ่ายมารร้ายคือวัตถุนิยมก็ได้เปรียบ เจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปจนครองโลก.


วัตถุนิยมทำให้โลกร้อนด้วยกิน กาม เกียรติ
นี่ดูกันสักนิดว่า การเจริญด้วยวัตถุนี้มันได้อะไร, และมันเสียอะไร? มันได้ความเพลิดเพลินอันหลอกลวงอย่างยิ่งมา; แต่มันสูญเสียความสงบสุขอันแท้จริงไป, มันแลกเปลี่ยนกันอย่างนี้; มันได้ความเพลิดเพลินอันหลอกลวงแสนจะหลอกลวง หลอกลวงถึงกับเป็นบ้าเป็นหลังไปนี้ได้มา, แต่ความสงบเย็นแห่งจิตใจนั้นสูญเสียไปหมด. โลกนี้มันก็ต้องร้อน ต้องระอุ ต้องร้อน แล้วต้องลุกเป็นไฟ ไม่เป็นไฟ อย่างไฟไหม้กระดาษอย่างนี้ แต่เป็นไฟที่ไหม้จิตใจลึกซึ้งอยู่ภายใน เป็นไฟทางจิตทางวิญญาณ; ดูอำนาจของสิ่งที่เรียกว่าวัตถุ มันจุดไฟให้เกิดขึ้น ในจิตในวิญญาณ แล้วก็ร้อนระอุ.

          เราเคยสมมติคำ ๓ คำว่า กิน กาม เกียรติ : เรื่องกินก็เป็นเรื่องอร่อยทางลิ้น สำหรับกินเหยื่อไม่ใช่กินอาหาร; ร่างกายตามธรรมชาตินั้น ที่ไม่เกี่ยวกับกิเลส ต้องการเพียงอาหาร พอให้อยู่ได้; นี้ไม่ใช่กินเหยื่อ, แต่กิเลสนั้นมันไม่กินอาหารอย่างนี้ มันต้องการจะกินเหยื่อ, ต้องการได้เหยื่อที่กระตุ้นความรู้สึกของระบบประสาทอันรุนแรง เรียกว่ามันกินเหยื่อ ความจริงมันจึงเป็นไปในทางส่งเสริมกิเลส.

          เรื่องกามนั้น มันกลายเป็นคนละเรื่องกับการสืบพันธุ์โดยบริสุทธิ์; ธรรมชาติต้องการให้มีการสืบพันธุ์โดยบริสุทธิ์ ไม่ให้ สูญพันธุ์: แต่มนุษย์ก็ไม่พอใจในเรื่องสืบพันธุ์บริสุทธิ์ ต้องการเหยื่อล่อ ที่ธรรมชาติมันปะหน้าไว้ หลอกลวงให้เป็นค่าจ้าง คือความรู้สึกทางเพศที่เรียกว่ากาม ก็คิดในทางที่จะบริโภคกามให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วก็รังเกียจการสืบพันธุ์. แต่ถึงอย่างนั้น ส่วนมากก็ไม่พ้นไปจากการตกเป็นเหยื่อของกาม ได้รับโทษได้รับการตอบแทนในทางการสืบพันธุ์, ต้องจัดการคุมกำเนิดกันอยู่อย่างนี้.

          เรื่องเกียรติ เกียรตินั้นไม่ใช่เป็นเรื่องนามธรรมอันบริสุทธิ์ทางจิตทางวิญญาณ, มันเป็นเครื่องมือที่เขาต้องการจะมีไว้ สำหรับแสวงหาวัตถุ. คนมีเกียรติโดยทั่ว ๆ ไป มีไว้เพื่อแสวงหาวัตถุ, ไม่ใช่เป็นการได้เพียงชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ เป็นเกียรติคุณอันบริสุทธิ์; แต่มันเป็นเกียรติที่จะมีไว้ในลักษณะเป็นอำนาจ ที่จะกวาดเอาวัตถุมาทั้งโดยทางตรงและโดยทางอ้อม. นี่เราจึงมีปัญหามาก เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ.

          ส่วนอีกสามอย่าง คือสาม ส. ได้แก่ สะอาด สว่าง สงบ นั้นมันตรงกันข้าม ไม่มีใครจะสนใจกันสักกี่คน เห็นเป็นความจืดชืดแห้งแล้ง ไม่มีรสชาติ; แต่โดยเนื้อแท้แล้วมันเป็นความสงบสุขอันแท้จริง. เรื่อง กิน กาม เกียรติ มันเป็นสุขหลอกลวง คือเป็นสุขที่ทำให้เผาไหม้, เป็นสุก ก. สะกด เผา จี่ ปิ้ง ให้สุก, เป็นความสุก ก. สะกด ส่วนความสะอาด สว่าง สงบ นั้นเป็นความสุขที่แท้จริง สงบเย็น, เป็น ข. สะกด ที่ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้เราก็เอามาปนกันเสีย : เอาความสุก ก. สะกด สุกไหม้มาเป็นความสุข ข. สะกด และก็ยึดถือไว้, บูชาความสุขชนิดนี้กันอยู่. ดูให้ดี ๆ มันสุขเย็นหรือมันสุกไหม้ ให้แน่เอย. ดูให้ดี ๆ ว่ามันสุขเย็นหรือสุกไหม้, สุก ก. สะกด หรือสุข ข. สะกด, สุกอันเกิดมาจากวัตถุนิยม นี่มันเป็นสุกไหม้ : ถ้าสุขที่เกิดมาจากธรรมนิยมนั้นเป็นสุขเย็น ซึ่งจะได้พูดกันโดยรายละเอียดต่อไป.

วัตถุนิยมเป็นปัญหาใหญ่
การบรรยายครั้งแรก ก็พูดถึงการเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ เมื่อเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ แล้ว ก็มีความเข้าใจกันได้ในระหว่างศาสนา นี้ปัญหามันเหลืออยู่แต่ว่า ทุกคนกำลังเป็นทาสของวัตถุนิยม จะทำอย่างไร? ไม่เข้าถึงหัวใจของศาสนา ก็เพราะมันหลงวัตถุนิยม, มันทำความเข้าใจซึ่งกันและกันไม่ได้ เพราะต่างคนต่างแย่งชิงวัตถุหรือรสอร่อยของวัตถุนิยม ไม่อยากจะปรองดองปรึกษาหารืออะไรกัน. มันทำความเข้าใจกันไม่ได้ จึงถือว่า แม้จะเข้าถึงหัวใจของศาสนาแล้ว ทำความเข้าใจกันได้ระหว่างศาสนาแล้ว; ปัญหาก็ยังเหลืออยู่แต่ว่า สมาชิกทุกคนในโลก เป็นทาสของวัตถุ คือวัตถุนิยม. มันจึงต้องจัดการกับปัญหานี้กันอีกทีหนึ่ง.

          ขอให้ดูให้ดีเถิด การเผยแพร่ธรรมะ ประกาศพระศาสนาไม่สำเร็จ เป็นไปได้โดยยากเย็นนั้น อะไรเป็นอุปสรรคกีดขวาง? มองผิวเผินก็เห็นเป็นอันอื่น แต่ถ้ามองลึกซึ้งแล้วก็จะเห็นว่า ลัทธิวัตถุนิยมในโลกนี่แหละมันเป็นข้าศึกเพราะตัวเองมันก็ เป็นข้าศึกต่อธรรมะอยู่แล้ว, มันยึดจิตใจของคนส่วนใหญ่ในโลกไว้ มันก็ไม่สนใจในเรื่องของธรรมะ. ฉะนั้นถ้าว่าฆ่ายักษ์ตัวนี้ไม่ได้ โลกนี้ก็จะต้องทนอยู่ในความทุกข์ทรมานยิ่ง ๆ ขึ้นไปหรือไม่มีที่สิ้นสุด; ถ้าว่านำโลกออกมาเสียได้จากอำนาจของวัตถุนิยมนั่นแหละมันจึงจะมีความสงบสุข. แต่เดี๋ยวนี้มันเป็นไปไม่ได้ในข้อที่ว่า วัตถุนิยมมันมีเสน่ห์มากกว่า มันจับใจคนมากกว่า มันยึดจิตใจของคนไว้หมด,ทำให้โลกนี้ หลงติดอยู่ในความเอร็ดอร่อยของวัตถุ.

          ผู้ที่จะเผยแพร่ธรรมะหรือพระศาสนา จะต้องมองถึงปัญหาข้อนี้ให้เป็นอย่างยิ่ง คือมันเป็นอุปสรรคอย่างร้ายแรงและแท้จริงของสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ของการเผยแพร่ธรรมะของความหวังที่เราจะอยู่เย็นเป็นสุขกันด้วยการมีธรรมะ, จึงขอฝากไว้ให้พิจารณา สำหรับผู้ที่จะเผยแพร่ธรรมะคือพวกธรรมทายาทก็ดี พวกธรรมทูตก็ดี อะไรที่มีหน้าที่เผยแพร่ธรรมะจะต้องดูให้เห็นว่าอะไรเป็นอุปสรรค.

          ท่านทั้งหลายซึ่งเป็นผู้รับการเผยแพร่ มันก็ต้องดูตัวเองให้ดี ว่าทำไมจิตใจของเราจึงไม่ชอบธรรมะ? เพราะว่าเราหลงอยู่ในเสน่ห์อันใหญ่หลวงของวัตถุนิยม ทั้ง ๆ ที่ปากมันก็พูดไปเหมือนกับว่าไม่ต้องการ. ครั้งหนึ่งเคยสอบถามคน ๆ หนึ่งว่า อยากไปนิพพานไหม? เขาตอบทันทีอยากไปอย่างยิ่ง, อยากได้อย่างยิ่ง อยากไปอย่างยิ่ง. แต่พอบอกว่าในนิพพานนั้นไม่มีรำวงนะ เขาเลยสั่นหัวดิกไม่เอา, ไม่เอา ไม่เอา เพราะว่าเขาเป็นผู้ชอบรำวง พอบอกว่าในนิพพานไม่มี รำวง ก็ไม่ประสงค์นิพพาน, ก่อนหน้านี้ก็หวังจะได้นิพพาน คงจะด้วยความคิดว่า ในเมืองนิพพานนั้นจะมีรำวงที่สนุกสนานยิ่งกว่าที่นี่ นี่ผู้ชอบรำวงคนนี้จึงอยากจะไปนิพพาน บอกว่าอยากไปนิพพาน. นั่นแหละดูให้ดีเถอะว่ามันมี ลักษณะอย่างนี้อยู่ด้วยกันแทบจะทุกคนก็ว่าได้ ปากว่าอยากไปนิพพาน. พอเขาบอกว่าในนิพพานไม่มีรสอร่อยอย่างนี้ นะ รสอร่อยของวัตถุอย่างนี้นะ มันก็สั่นหัวอีกนั่นแหละ. นี่ดูให้ดีว่าอย่างวัตถุนิยมอย่างนี้มันยึดโลกทั้งโลกไว้, ยึดสัตว์โลกทั้งหมดไว้ในลักษณะอย่างไร. เราจะปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนี้ไปจนตาย, หรือว่าจะช่วยกันแก้ไข. ช่วยดึงออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุนิยม.


ไม่ควรเป็นทาสวัตถุ แต่ปฏิบัติตามธรรมเนียม
อาตมาเห็นเป็นความจำเป็นที่ว่า จะต้องยึดมนุษย์ไว้ให้ได้, ไม่ให้ตกเป็นทาสของวัตถุนิยม จึงได้มุ่งมั่นบากบั่นในการเผยแพร่ธรรมนิยม ก็ถือโอกาสพูดถึงธรรมนิยมไปเสียเลยว่า เรื่องวัตถุนิยมนั้นเป็นคู่กันกับจิตนิยม, มันตรงกันข้ามกันอยู่. แต่ว่าถ้าจะหลงใหลในเรื่องจิตนิยม มันก็จะไปติดรสอะไรบางอย่างคล้าย ๆ กันอีกเป็นสุดโต่งฝ่ายจิต มันก็ร้ายพอ ๆ กับสุดโต่งฝ่ายวัตถุ; ต้องอยู่ตรงกลางระหว่างจิตกับวัตถุ หรือว่าครอบงำทั้งจิตและวัตถุ ควบคุมได้ทั้งทางวัตถุ และทั้งทางจิต เป็นความถูกต้องทั้งสองทาง คือพอดีทั้งสองทาง คือทั้งทางวัตถุและทางจิต ความถูกต้องอย่างนี้เราเรียกว่าธรรมะ หรือ ธรรมนิยม.

          อย่าเข้าใจไปว่า หลีกจากวัตถุนิยมแล้วก็จะต้องไปติดกับจิตนิยม มันก็ไม่ได้ มันเหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวาสุดโต่งด้วยกันทั้งนั้น มันต้องถูกต้องอยู่ตรงกลาง แล้วก็เรียกว่าธรรมนิยม. คำว่า ธรรมะ - ธรรมะนี้มีความสำคัญที่จะต้องเข้าใจให้ดี ๆ ให้ถูกต้องเพียงพอ ที่จะระงับความเข้าใจผิดทั้งหมดทั้งสิ้นได้.

          เดี๋ยวนี้มันเป็นธรรมนิยมไม่ได้ เพราะว่าวัตถุนิยมมันดึงดูดไปหมดสิ้น; จิตนิยมแท้ ๆ มันก็ไม่มีการดึงดูดคนทั่วไปเหมือนวัตถุนิยม มันดึงดูดได้เฉพาะบางคนหรือบางพวกที่หลงใหลในเรื่องจิต นั้นมันยังเป็นส่วนน้อย, ถ้าดึงดูดไปได้มันก็ไปเป็นฤาษี มุนี ชีไพรอยู่ในป่า ในดงไม่เป็นปัญหาแก่บ้านแก่เมืองอะไร. เดี๋ยวนี้ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในบ้านในเมืองนี้ เป็นเรื่องของวัตถุนิยมทั้งนั้น; ถ้าสุดโต่งไปอยู่ในป่าเป็นจิตนิยม มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเหมือนกัน, มันจะต้องรู้จักทำชีวิตนี้ให้มีประโยชน์.

          ชีวิตนี้ประกอบอยู่ด้วยสิ่งทั้งสอง คือประกอบอยู่ด้วยวัตถุคือร่างกาย, แล้วก็ประกอบอยู่ด้วยจิต คือจิตใจ, มันมีทั้งทางวัตถุและทางจิตประกอบกันอยู่เป็นชีวิต. นี้จะต้องพิจารณาดูกันต่อไปให้ดี ๆ ว่า มันจะต้องมีความถูกต้องทั้งสองทาง คือทั้งทางวัตถุและทางจิต, เป็นธรรมนิยมขึ้นมา.


พึงรู้ความหมายของวัตถุนิยม
เดี๋ยวนี้เรามาพิจารณาเรื่องวัตถุนิยมโดยเฉพาะ ในฐานะเป็นศัตรูอันร้ายกาจ และท่านทั้งหลายที่ไม่เคยทราบความหมายของคำ ๆ นี้ ยังไม่เข้าใจคำ ๆ นี้ก็จะได้เข้าใจ เพราะว่าคำว่าวัตถุนิยม - วัตถุนิยมนี้ มันก็มีความหมายหลายแง่ หลายมุม หรือหลายลักษณะ.

          ความหมายแรกที่สุด วัตถุนิยมก็คือลุ่มหลงรสอร่อยของวัตถุ บูชารสอร่อยของวัตถุ เพราะมันง่าย; เด็ก ๆ คลอดออกมาจากท้องมารดา มันก็ง่ายที่สุดที่จะติดในรสของวัตถุ นับตั้งแต่น้ำนมของมารดาเป็นต้นมา จนของกินของอร่อยต่าง ๆ เป็นไปได้เอง ไม่ต้องมีใครสอนไม่ต้องส่งเสริม มันก็ยังเป็นไปเองได้. มันมีวัตถุนิยมรอคอย ที่จะจับตัวทารกที่คลอดมาจากท้องแม่ภายในไม่กี่วัน มันก็มีอำนาจครอบงำจิตใจ, เด็ก ๆ เหล่านั้นเติบโตขึ้นมาด้วยความลุ่มหลงในทางวัตถุ; เมื่อเจริญเติบโตขึ้น อายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีสมรรถภาพสูงขึ้น ก็ชวนให้ลุ่มหลงในรสอร่อยทางวัตถุลึกลงไปอีกทุก ๆ ทาง, เลยเสร็จมัน, ยักษ์วัตถุนิยมเอาตัวไปได้ คือไปบูชารสอร่อยของวัตถุ; นี้ก็เรียกว่าวัตถุนิยม.

          เราแม้ไม่ถึงขั้นนั้น มันก็พอใจในความสะดวกสบายทำนองนั้น แม้ไม่ถึงขนาดเป็นลึกซึ้งถึงกามารมณ์อันเหนียวแน่น; แต่เพียงแต่ความสะดวกสบายในทางวัตถุ มันก็ชวนให้เป็นวัตถุนิยม. ต้องการจะบำรุงบำเรอด้วยวัตถุให้มีความสะดวกสบายเพียงเท่านั้นแหละ มันก็ทำให้คนเป็นวัตถุนิยมได้, ไม่ต้องถึงกับเรื่องกามารมณ์อันลึกซึ้ง; รวมกันเข้าทั้งสองอย่าง ก็เลยมนุษย์ส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ใต้อำนาจของวัตถุนิยม : พวกหนึ่งลึกลงไปถึงรสอร่อยทางกามารมณ์ ก็เป็นวัตถุนิยม, พวกหนึ่งเอาเพียงแค่ความสะดวกสบายทางกาย เพียงมีห้องปรับอากาศ หรือมีรถราอะไรที่มันสะดวกสบายแล้วก็พอใจหลงใหล นี้ก็ยังเป็นวัตถุนิยม.

          ทีนี้ คนก็รู้จักแต่ความงามทางวัตถุ ไม่รู้จักความงามในทางจิตใจ; รู้จักค่านิยมแต่ในทางวัตถุ ไม่รู้จักค่านิยมในทางจิตใจ. นี่รู้จักความงามและค่านิยมกันแต่ในทางวัตถุ ความงามทางจิตใจนั้นไม่รู้จัก; แล้วจะฟังไม่ถูก เช่นคำว่าธรรมะมีความงดงามในเบื้องต้น มีความงดงามในท่ามกลาง มีความงดงามในเบื้องปลาย นี่พวกเหล่านี้ฟังไม่ถูก. อย่าว่าแต่ ชาวบ้านญาติโยม แม้แต่พระเณรที่อยู่ในวัดก็ยังฟังไม่ถูกว่าธรรมะมีความงดงามในเบื้องต้น, ในท่ามกลางและในเบื้องปลายอย่างไร; เพราะมีจิตใจรู้จักแต่เรื่องทางวัตถุ และความสะดวกสบายทางวัตถุ จึงไม่พอใจและหลงรักในธรรมะ. แม้จะมีความงดงามอย่างยิ่ง ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านทรงยืนยันไว้เอง ว่าธรรมะนี้มีความงดงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย, ซึ่งสวดกันอยู่ทุกวันนั่นแหละ อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณัง ปริโยสานกัลยาณัง. พระพุทธองค์ทรงกำชับว่าเธอทั้งหลายจงเผยแผ่ธรรมะ ประกาศธรรมะ ให้มีความงดงามทั้งเบื้องต้น ทั้งท่ามกลางและเบื้องปลาย. เดี๋ยวนี้ธรรมทูตธรรมทายาทของเรา รู้จักความงามของธรรมะ เบื้องต้น ท่ามกลาง เบื้องปลายหรือไม่? ถ้าไม่รู้ มันก็ไม่รู้ว่าจะไปเผยแผ่ธรรมะให้มีความงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลายได้อย่างไร; รสนิยมหรือค่านิยมมันยังไกลกันอย่างนี้ ก็เดี๋ยวนี้คนก็รู้จักความงามและค่านิยมแต่ในทางวัตถุ, ภาวะอย่างนี้ก็เรียกว่าวัตถุนิยม.

          ทีนี้มาถึงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ การตรากฎเกณฑ์ บัญญัติกฎเกณฑ์ บันทึกประวัติ ทำอะไรที่เป็นหลักฐานเป็นเรื่องเป็นราวนี้ ก็บันทึกกันได้แต่ทางวัตถุ เพราะไม่รู้เรื่องทางจิตใจ; ฉะนั้น ตำรับตำราอันมหาศาล, กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่บัญญัติสร้างกันขึ้นมา มันก็เป็นเรื่องทางวัตถุไปหมด; แล้วก็หลงว่านี้หมดแล้ว สูงสุดกันเท่านี้ ไม่มีเรื่องอะไรนอกไปจากนี้. นี่การบันทึกประวัติศาสตร์นั้นน่าหัวเราะที่สุด มันก็บันทึกกันได้แต่เรื่องทางวัตถุ หรือแสดงออกมาทางวัตถุทางจิตใจมันไม่มีเลย.

          ทีนี้ที่ว่าจะเป็นนักปราชญ์จะบัญญัติความจริงของธรรมชาติ เรื่องนั้นเรื่องนี้ก็บัญญัติได้แต่เพียงเรื่องทางวัตถุที่ผิวเผิน, ไม่รู้และไม่ได้บัญญัติลึกซึ้งลงไป ถึงกับเรื่องทางจิตหรือทางธรรมะ. แล้วก็ยึดหลักอันนี้ที่บัญญัติขึ้นมาอย่างหลับตา มี วัตถุเป็นหลักนี่ ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นคัมภีร์เป็นตำรับตำราอะไรที่ถูกต้อง ก็ยึดเป็นหลัก, มันก็เป็นวัตถุนิยมหนักขึ้นไปอีก กระทั่งในที่สุดมีทิฏฐิความคิดความเห็นความเชื่ออันแน่นแฟ้นว่า วัตถุเป็นเครื่องนำจิต ตามหลักที่เรียกว่า dialectic materialism, dialectic materialism ลัทธิวัตถุนิยมที่ถึงพร้อมด้วยเหตุผลที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าวัตถุนั้นนำจิต, ก็อย่างที่พวกคอมมิวนิสต์เขาถือเป็นหลักใหญ่ ว่าถ้าวัตถุดีแล้วก็ดีหมด, อะไรก็ดีหมด เพราะว่าวัตถุมันจะนำจิตใจให้ดี, ฟังดู ถ้าวัตถุดี แล้วมันจะนำจิตใจให้ดี; เดี๋ยวนี้เราก็เห็น ๆ กันอยู่แล้วไม่ใช่หรือว่าวัตถุนั้นมันนำจิตให้ไปจมปลัก, ให้มันตกจมอยู่ในวัตถุ ในปลักหนองของวัตถุ, วัตถุนำจิตมันนำไปอย่างนั้น. พวกนั้น เขาอ้างว่าวิวัฒนาการทั้งหลายในสากลจักรวาลนี้ วัตถุนำจิต, วัตถุดีแล้วจิตดี นี้มันฝืนหลักธรรมชาติ, มันหลอก หลอกลวงอย่างยิ่ง, วัตถุจะเป็นเครื่องนำจิต มันก็เป็นเรื่องที่เหลือเกิน. แต่เขาก็ยังหาเหตุผลมาพิสูจน์กันได้ จนให้ทุกคนลุ่มหลงมีความเชื่ออย่างนั้น แล้วมาร่วมแรงร่วมกำลังระดมกันพัฒนาวัตถุเป็นการใหญ่, แล้วเขาก็จะครองโลก; คอมมิวนิสต์จึงคิด จะครองโลกด้วยการพัฒนาทางวัตถุ.

          ส่วนหลักธรรมะนั้น มันไม่เป็นอย่างนั้น, มันตรงกันข้าม. มันมองเห็นข้อเท็จจริง หรือความจริงว่า จิตมันนำวัตถุ, ไม่ใช่ วัตถุนำจิต : ความคิดนึกเป็นไปก่อนแล้ววัตถุจึงจะเกิดขึ้นและเป็นไปตาม. ในร่างกาย ของเรานี้มีจิตเป็นเครื่องนำ ให้ ร่างกายเจริญงอกงามออกมายิ่งขึ้น; เมื่อร่างกายเจริญงอกงามแล้ว มันก็ส่งเสริมจิตจริงเหมือนกัน. ในร่างกายที่ดี ที่ สบาย ที่มีอนามัยสุขภาพดี จิตมันก็ดี; นี้ก็จริงเหมือนกัน แต่ถ้าจะถามว่า อะไรเป็นเครื่องนำอะไรกันแล้ว ก็ดูดี ๆ ว่าวัตถุนำจิตหรือว่าจิตนำวัตถุ; ตามหลักพระพุทธศาสนา เราถือว่าจิตนำวัตถุ ต้องทำจิตให้ถูกต้องแล้วทางกายหรือทางวัตถุก็จะพลอยถูกต้องไปตาม; ข้อนี้มันน่าจะเห็นกันได้ง่าย ๆ, ถ้าเราอย่าไปหลงการหลอกของพวกวัตถุนิยมแล้วเราก็จะเห็นได้ว่า จิตมันนำวัตถุ; เราจึงพัฒนาจิตให้มันถูกต้อง แล้ววัตถุหรือร่างกายนี้มันก็จะถูกต้องเป็นไปตาม. ดังนั้นความเชื่อ ความคิด ความเห็นที่เชื่อว่าวัตถุนำจิตนั่นแหละคือวัตถุนิยม; นี้ก็เป็นลักษณะหนึ่งของวัตถุนิยม.

          พวกนี้ พวกที่นิยมวัตถุนี้เขาเชื่อกันว่า ถ้าเราทำการพัฒนาทำให้เจริญนั้น, การพัฒนาหรือการทำให้เจริญนั้นมันขึ้นอยู่ กับวัตถุ โดยมุ่งแต่จะพัฒนาหรือให้เจริญทางวัตถุ ซึ่งมีผลมหาศาลออกมาเป็นที่พอใจมากมายได้เหมือนกัน; แต่มันเสียสมดุลในการที่ว่าจิตจะนำวัตถุ มันไม่สมดุล, มันก็ถูกให้วัตถุนำไป, เฮ เฮ เฮกันไปทางวัตถุ. ฉะนั้นการที่ถือว่าความเจริญหรือการพัฒนาขึ้นอยู่กับวัตถุนั้นแหละ คือวัตถุนิยม, เป็นความคิดที่เป็นวัตถุนิยม; ฉะนั้นการพัฒนาวัตถุจนท่วมโลก พัฒนากันจนโลกเป็นทาสของวัตถุนิยม, นั่นแหละคือวัตถุนิยม.

          แล้วเขาก็บูชาวัตถุนิยม เป็นลัทธิที่จะช่วยให้รอดได้ก็บูชาวัตถุนิยมอย่างเป็นสิ่งสูงสุด, นับตั้งแต่บูชาความเอร็ดอร่อยทางกามารมณ์ ทางวัตถุเป็นพระเจ้า, หรือยึดถือเอากฎเกณฑ์บัญญัติทั้งหลายที่บัญญัติไว้ โดยอาศัยหลักทางวัตถุเป็นพระเจ้า. การมีวัตถุเป็นพระเจ้านั้นแหละคือลัทธิวัตถุนิยม, เอาวัตถุเป็นสิ่งสูงสุด จึงมีการจมอยู่ในความหลอกลวงของวัตถุอย่างหลับหูหลับตา, พัฒนาวัตถุจนเป็นทาสของวัตถุ.

          ระวังให้ดี ๆ ผู้ที่ชอบวัตถุและพัฒนาทางวัตถุนั้นอย่าให้มันไปถึงขนาดว่า พัฒนาจนตัวเองตกเป็นทาสของวัตถุ; นี่พุทธบริษัทจะต้องระมัดระวัง มิฉะนั้น จะสูญเสียศักดิ์ศรีของความเป็นพุทธบริษัทจนหมดสิ้น.

          ลักษณะดังที่กล่าวมานี้เรียกว่าวัตถุนิยม คือบูชาความเอร็ดอร่อยจากวัตถุ, เห็นวัตถุเป็นสิ่งสำคัญ จะเป็นเครื่องนำจิต พัฒนาจิต ก็คือพัฒนาทั้งหมดแล้วก็บูชาวัตถุหรือกฎเกณฑ์ ทางวัตถุเป็นพระเจ้า มันมีลักษณะอย่างนี้. รวมความแล้วก็ คือวัตถุเป็นใหญ่ วัตถุเป็นหลัก วัตถุเป็นความจริง เอาจิตเป็นเรื่องเหลวไหลหลอกลวง เป็นเพียงปฏิกิริยาทางวัตถุ.

          วิทยาศาสตร์มีส่วนช่วยให้เกิดความคิดเช่นนั้น, พลังงานนี้มันเป็นผลออกมาจากสสาร ก็เลยว่าสสารนั้นแหละทำให้เกิดพลังงาน. กายนี้แหละให้เกิดจิตหรือพลังของจิตทางวิทยาศาสตร์มันก็ชวนให้คิดอย่างนั้น ชวนให้เชื่ออย่างนั้น; มันก็เกิดความยุ่งยากลำบาก แก่พวกที่จะชี้แจงว่า จิตนี้มันนำวัตถุ.


ต้องศึกษาให้ถูกต้องว่า ชีวิตต้องประกอบด้วยวัตถุและจิต
เมื่อเรารู้จักลักษณะของสิ่งที่เรียกว่าวัตถุนิยม วัตถุนิยมกันทุก ๆ ลักษณะแล้ว ก็จะได้พิจารณากันต่อไปถึงข้อที่จะต้องทราบ จะต้องรู้ จะต้องเข้าใจโดยประจักษ์ ซึ่งจะช่วยให้สามารถแก้ปัญหาอันนี้ได้ คือแก้ปัญหาในการที่ว่า โลกมันตกเป็นทาสของวัตถุ จมปลักอยู่ในวัตถุ นี้จะแก้กันอย่างไร; ก็ควรจะมีสิ่งซึ่งควรจะสนใจ หรือมันจะเป็นไปได้ ในทางที่จะแก้ปัญหานี้.

          ต้องเริ่มศึกษากันเสียใหม่ให้ถูกต้อง ว่าชีวิต ชีวิตนี้มันประกอบขึ้นด้วยวัตถุและจิต เรียกเป็นภาษาธรรมะในทางศาสนาว่า นามและรูป, รูปและนาม. ชีวิตมันจะเป็นรูปอย่างเดียวไม่ได้; เป็นนามอย่างเดียวไม่ได้ ชีวิตประกอบด้วยของสองอย่างคือวัตถุ และจิต : รูป และนาม ดังนั้น มันต้องจัดการให้ถูกต้อง ทั้งเรื่องของรูปคือวัตถุ และเรื่องของจิต. ถ้าไปยึดแต่วัตถุฝ่ายเดียว มันก็ผิดหมด มันก็ผิดหมดจนหกคะเมนไปเลย. นี่ให้รู้เสียก่อนว่าชีวิตนี้ประกอบขึ้นด้วยวัตถุและจิต; ดังนั้นต้องมีความถูกต้องทั้งสองเรื่อง แล้วแม้ว่าจะดูโลก โลกในความหมายรวมกันหมดทั้งโลก ไม่แยกเป็นชีวิตก็ยังเห็นได้ว่า โลกนี้มันก็ประกอบอยู่ด้วยวัตถุและจิตสองอย่างอีกนั่นเอง. นี้จะยิ่งเห็นได้ง่ายว่า จิตนำวัตถุ, วิวัฒนาการของโลกดำเนินไปในลักษณะที่ว่าจิตนำวัตถุ. มนุษย์คนหนึ่งก็ดี, หรือว่าโลกทั้งสากลจักรวาลก็ดี, มันประกอบอยู่ด้วยสิ่งสองอย่าง คือวัตถุและจิต. เราจะต้องมีความรู้ถูกต้องทั้งสองเรื่อง.

          ทีนี้ก็มารู้จักให้ลึกลงไปอีกว่า จะเป็นวัตถุก็ดี เป็นจิตก็ดี มันเป็นเพียงสักว่าธาตุตามธรรมชาติ; คำสอนอย่างนี้ดูจะมีแต่ในพุทธศาสนาเท่านั้นแหละ ที่ว่าไม่มีอะไรที่มิใช่ธาตุ, มันเป็นธาตุทั้งนั้นแหละ, ฝ่ายรูปธรรมก็เป็นธาตุ, ฝ่ายนามธรรมก็เป็นธาตุ, ตลอดถึงปฏิกิริยาต่าง ๆ มันก็เป็นธาตุ, ความสุขก็เป็นธาตุ, ความทุกข์ก็เป็นธาตุ, ไม่มีอะไรที่มิใช่ธาตุ; จนกระทั่งถึงพระนิพพานก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ. หากแต่ว่ามันชนิดที่เป็นอสังขตะ คือไม่ต้องมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง หรืออะไรปรุงแต่งได้. มันเป็นธาตุอิสระอย่างนั้น, แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ. ส่วนสิ่งอื่น ๆ นอกไปจากพระนิพพานนั้นก็เป็นสิ่งสังขารปรุงแต่ง มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง มันก็ยังเป็นธาตุตามธรรมชาติ แต่ว่าเป็นฝ่ายสังขตะ คือมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง.

          คำว่าทุกอย่างเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาตินี้ ดูจะไม่มีในลัทธิศาสนาอื่น ดูจะมีแต่ในพุทธศาสนา, เท่าที่เคยศึกษาสังเกตมา มันพบว่ามีแต่การบัญญัติสั่งสอนอยู่ในพระพุทธศาสนา. ทุกอย่างแต่ละอย่างเป็นเพียงสักว่าธาตุตามธรรมชาติจะเป็น สังขตะ หรือ อสังขตะ ก็ดี จะเป็นสังขารหรือเป็นวิสังขารคือนิพพานก็ดี มันก็เป็นสักแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติ.

          นี่เราก็ไม่ลุ่มหลงวัตถุเกินไป, ไม่ลุ่มหลงจิตเกินไป, เพราะทั้งสองอย่างมันเป็นเพียงสักว่าธาตุตามธรรมชาติ; ก็เห็นความเป็นเช่นนั้นเองของธาตุ ข้อนี้อย่างถูกต้อง ว่าพวกที่เป็น สังขตธาตุ ก็ล้มลุกคลุกคลาน ไปตามเหตุตามปัจจัยที่ปรุงแต่ง, ส่วนที่เป็นอสังขตธาตุมันก็ไม่ล้มลุกคลุกคลานอะไร คงที่แน่นอน เที่ยงแท้เป็นนิรันดร; นี่มันก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ ไม่เห็นเป็นตัวเป็นตนที่จะเอามายึดมั่นถือมั่น, เห็นเป็นธาตุตามธรรมชาติ. นี้เรียกว่ารู้สึกถึงที่สุดของเรื่องที่จะต้องรู้ สำหรับเรื่องที่เรียกกันว่าวัตถุและจิต, ยังรู้ไปถึงเรื่องที่สามซึ่งไม่ใช่วัตถุและจิต คือ พระนิพพาน.

          เรื่องวัตถุและจิตนี้เป็นสังขารปรุงแต่ง - ปรุงแต่ง - ปรุงแต่งกันอยู่ในวงนี้, ในขอบเขตอันนี้. ส่วนพระนิพพานนั้นไม่อยู่ในวงนี้ ไม่อยู่ในขอบเขตอันนี้ เพราะอยู่เหนือการปรุงแต่ง : ไม่ปรุงแต่งสิ่งใด, และไม่ถูกสิ่งใดปรุงแต่งไม่มีอาการปรุงแต่งนั้นเป็นนิพพาน. เราเลยรู้มากกว่าที่พวกนั้นรู้ ซึ่งรู้กันแต่เรื่องจิต และเรื่องกายและเรื่องจิต นี้ยังรู้ถึงเรื่องนิพพานที่สูงไปกว่า, และจะเป็นเครื่องยุติหรือดับเสียซึ่งเสน่ห์ของกายและของจิต.

          ถ้าเรารู้ขึ้นมาถึงขนาดนี้ มันง่ายนะที่จะรู้วิธีที่จะกำจัดฤทธิ์เดชของวัตถุนิยม; ถ้าเรารู้เพียงด้านเดียว คือรู้แต่จิตด้านเดียว หรือวัตถุด้านเดียว มันก็ไม่สมดุล, เป็นความรู้ที่ไม่สมดุล. ไม่มีรากฐานที่สมดุล มันก็ไม่รู้อย่างแท้จริงและอย่างถูกต้องได้; เพราะมันเป็นความรู้ที่บกพร่องหรือมันไม่สมดุล คือไม่รู้เรื่องวัตถุอย่างเพียงพอ, ไม่รู้เรื่องของจิตอย่างเพียงพอ และไม่รู้เรื่องที่อยู่เหนือของความเป็นวัตถุและจิตอย่างเพียงพอ ก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงธรรมสัจจะแห่งความหลุดพ้น. ธรรมสัจจะแห่งความรอด, ธรรมสัจจะแห่งความหลุดพ้น มาจากความรู้ที่รู้อย่างถูกต้องครบถ้วนทั้งเรื่องวัตถุและเรื่องจิต, และเรื่องที่เหนือไปกว่านั้น คือมิใช่วัตถุและมิใช่จิต คือเรื่องของพระนิพพาน.

          ศึกษากันมาถึงขั้นนี้ ก็รู้หมดสำหรับที่จะแก้ปัญหายุ่งยากของเรื่องทางวัตถุ; เมื่อเอาความรู้อันถูกต้องของเรื่องวัตถุและของเรื่องจิตมารวมกันเข้ามันก็เป็นเรื่องของธรรมะหรือธรรมนิยม, ธรรมนิยมจึงเป็นเรื่องความถูกต้องของทั้งสองฝ่าย คือทั้งฝ่ายจิตและฝ่ายวัตถุ; แล้วก็เป็นเหตุให้รู้จักสิ่งที่ตรงกันข้าม คือมิใช่จิตและมิใช่วัตถุ คือเรื่องของวิสังขารหรืออสังขตะ ซึ่งไม่มีอะไรจะปรุงแต่งได้ นี่มันก็เลยวัตถุเลยจิตขึ้นไป.

          การรู้เพียงด้านเดียวเพียงเรื่องเดียว แม้จะรู้กันสักเท่าไร ๆ เท่าไร มันก็ไม่ทำอะไรให้ถูกต้องได้ เพราะมันรู้ซีกเดียว; จะรู้เรื่องของวัตถุนี้ยิ่งกว่านี้ มันก็แก้ปัญหาไม่ได้. แต่ว่าแน่นอนมันอาจจะผลิตหรือประดิษฐ์สิ่งที่เป็นวัตถุออกมาอย่างน่าประหลาดอย่างน่าอัศจรรย์ อย่างยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกที; อย่างเดี๋ยวนี้มันมีอะไรเกิดขึ้นมาใหม่ ๆ ตั้งแต่เรื่องอวกาศ เรื่องปรมาณู กระทั่งเรื่องคอมพิวเตอร์ อะไรอะไร; ที่อาศัยระบบอันลึกซึ้งนั้น มันก็ออกมา ๆ, แล้วมันยังจะออกมาอีก ซึ่งก็น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น; แต่มันเป็นเรื่องทางวัตถุอยู่นั่นเอง มันก็เป็นความรู้ซีกเดียว หรือครึ่งเดียวอยู่นั่นเอง มันไม่สามารถจะแก้ปัญหา.


ต้องสนใจทำชีวิตให้เป็นธรรม
นี่เราจะต้องมีความรู้ครบถ้วน ทั้งสองซีกของวงกลม, แล้วก็รู้เรื่องที่อยู่นอกวงกลมเหล่านั้นด้วย. รวมความว่ารู้เรื่องวัตถุดี รู้เรื่องทางจิตดี แล้วก็รู้เรื่องที่เหนือไปกว่าวัตถุและจิต เป็นระบบธรรมะที่จะใช้เป็นหลักวิชาอันสมบูรณ์ในการที่จะทำจิตให้หายโง่, ทำจิตให้อยู่เหนือความหลอกลวงหรือเสน่ห์อันร้ายกาจของวัตถุ. นี้เราจะต้องสนใจสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ธรรมะ คือความถูกต้องของวัตถุและจิต ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงโดยเฉพาะที่จะต้องปฏิบัติให้ได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนเป็นปรกติมีชีวิตเป็นธรรมะ, มีธรรมะเป็นชีวิต; เพราะปฏิบัติถูกต้องทั้งระบบกายและระบบจิต คือถูกต้องทั้งฝ่ายวัตถุและฝ่ายธรรม.

          ฉะนั้น ขอให้รู้และยอมรับรู้ไว้ด้วยว่า คำว่าธรรม, ธรรมะนั้น คือความถูกต้อง ทั้งฝ่ายระบบวัตถุ และฝ่ายระบบจิต และยิ่งขึ้นไปกว่าระบบวัตถุและระบบจิต, มันเป็นความถูกต้องทั้งหมดทั้งสิ้น; แล้วปัญหาอะไรมันจะเกิดได้ ถ้ามันรอบรู้กันถึงขนาดนี้. นี่เราจะแก้ปัญหาได้ก็ด้วยการมีธรรมะเป็นตัวชีวิต, อย่าให้เพียงแต่ว่าวัตถุเป็นตัวชีวิต, หรือจิตเป็นตัวชีวิต.

          ต้องมีธรรมะคือความถูกต้อง ของสิ่งทั้งสองนั้น รวมไปทั้งสิ่งที่อยู่เหนือสิ่งทั้งสองนั้น มารวมเป็นหลักเกณฑ์, มาเป็นระบบที่ชีวิตนี้ดำเนินอยู่ เลยเกิดคำขึ้นมาอีกคำหนึ่งว่า ธรรมชีวี. ใช้คำบาลีว่า ธรรมชีวี หรือใช้เป็นสันสกฤตว่า ธรรมชีวิน อะไรก็ได้ แต่ขอให้มันมีความหมายว่า มีธรรมะเป็นตัวชีวิต เท่านี้แหละมันตะเพิด วัตถุหรือวัตถุนิยมกระเด็นหายไปหมด, แล้วยังจะตะเพิดระบบจิตนิยมบ้าคลั่งให้หายไปหมด, เหลืออยู่แต่ความถูกต้องคือธรรมนิยม.

          ชีวิตนี้ประกอบอยู่ด้วยธรรมะแล้วเข้าถึงความจริงของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงทุกชนิดเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ; เมื่อเป็นธาตุตามธรรมชาติแล้วก็มาเป็นตัวตน หรือเป็นของตนไม่ได้ มันก็ไม่ยึดถือโดยความเป็นตัวตนหรือเป็นของของตน เพราะเห็นความที่ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ. นี้คือทางออกหรือทางลับ ที่จะออกมาเสียได้จากวัตถุนิยม.

          เอาธรรมะมาเป็นหลักของชีวิตหรือถ้าดีกว่านั้นก็เอาธรรมะเป็นตัวชีวิต; อย่าไปเอาตัวชีวิต ที่วัตถุหรือจิตเลย, เอาตัวชีวิตที่ธรรมะคือความถูกต้องของสิ่งทั้งสองนั้นเรียกว่าธรรมะ, แล้วก็มีการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักของธรรมะ. คำว่าธรรมะ ธรรมะนี้มีความหมายที่ดีที่สุด ที่ควรจะกำหนดจดจำไว้ ว่าธรรมะ, ธรรมะนี้คือระบบการปฏิบัติที่ถูกต้อง แก่ความเป็นมนุษย์ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการทั้งเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น นั้นคือสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ.

          ธรรมะเกิดมาจากการที่รู้จักธรรมชาติ, รู้จักความจริงของธรรมชาติโดยครบถ้วน คือรู้จักตัวธรรมชาติ, รู้จักตัวกฎของธรรมชาติ, รู้จักตัวหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, แล้วก็รู้จักผลอันเกิดมาจากการปฏิบัติหน้าที่; มีอยู่ ๕ อย่างที่จะต้องรู้ รู้ธรรมชาติ : รู้กฎของธรรมชาติ, รู้จักหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, รู้จักผลที่เกิดมาจากหน้าที่ แล้วก็รู้ว่าสิ่งที่ ๓ คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั่นแหละคือตัวธรรมะ ที่มีความหมายจำเป็นที่จะต้องมีก่อน หรือยิ่งกว่าความหมายอย่างอื่น รู้จักหน้าที่ที่จะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ.

          รู้ธรรมชาติ ก็ไม่หลงใหลเอาธรรมชาติใด ๆ มาเป็นตัวตน, ของตน รู้จักกฎของธรรมชาติ ก็สามารถจะรู้วิธีที่จะควบคุมสิ่งที่เป็นธรรมชาติในภายในนี้ ร่างกายจิตใจ, ธาตุ ขันธ์ อะไรต่าง ๆ นี้ให้ถูกต้อง แล้วก็รู้หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ธรรมชาติเหล่านั้นจะไม่เกิดเป็นปัญหา หรือเป็นความทุกข์ขึ้นมา.

          หน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั้นคือสิ่งที่จะดับทุกข์ได้; คำสั่งสอนทั้งหมดทั้งสิ้นในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ มันไม่มีอะไรมากไปกว่าหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติที่เราทุกคนจะต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง, แล้วก็เอาชนะความทุกข์ทั้งปวงได้, รู้จักมันดีทั้งเรื่องวัตถุเรื่องจิต และเรื่องที่ตรงกันข้าม คือเรื่องของพระนิพพาน.

          ในทางอภิธรรม เขามีอีกคำหนึ่งคือคำว่า เจตสิก, นี้มันรวมอยู่กับจิต ไม่ต้องแยกก็ได้ รู้เรื่องกาย รู้เรื่องจิตแล้ว ก็เรื่องนิพพานเลยก็ได้ เป็นที่ดับ. แต่อภิธรรมที่เขาเรียน ๆ สอน ๆ กันอยู่ เขามีแยกเจตสิกออกจากจิต เลยกลายเป็น ๔ เรื่อง เรื่องรูป, เรื่องจิต, เรื่องเจตสิก, แล้วก็เรื่องนิพพาน. เจตสิก กับ จิตนั้นไม่แยกกันได้ เพราะฉะนั้นเอาเป็นเพียงเรื่องเดียว มันก็รู้เรื่อง กายนี้อย่างดี, รู้เรื่องจิตอย่างดี, รู้เรื่องสิ่งตรงกันข้าม ที่จะดับเสียได้ซึ่งวัตถุและจิต คือเรื่องพระนิพพาน, ทั้งหมดเป็นธาตุตามธรรมชาติ.

          มีเรื่องธาตุว่าไว้เป็นหลักว่า รูปธาตุ อรูปธาตุ และนิโรธธาตุ; รูปธาตุคือธาตุที่มีรูปเป็นวัตถุ, อรูปธาตุคือธาตุที่ไม่มีรูปเป็นวัตถุ; ส่วนพระนิพพานนั้นเป็นนิโรธธาตุ ไม่รวมอยู่ในคำว่ารูปธาตุหรืออรูปธาตุ แต่เป็นอีกธาตุหนึ่งเรียกว่านิโรธธาตุ; ธาตุเป็นเครื่องดับเสียซึ่งรูปธาตุและอรูปธาตุ.

          ถ้าเราศึกษาจนรู้จักความเป็นธาตุอย่างนี้แล้ว มันจะไปงมงายหลงใหลในวัตถุอย่างไรได้. คิดดูเถอะมันรู้ทั้งหมดทุกเรื่องของวัตถุของจิต และสิ่งที่อยู่เหนือหรือตรงกันข้ามเป็นที่ดับแห่งวัตถุและจิต คือดับความโง่ความหลงที่จะไปยึดมั่นในเรื่องของวัตถุและจิต เพราะรู้เรื่องของพระนิพพาน พุทธบริษัทเราโดยแท้จริง, มันจึงตกไปเป็นวัตถุนิยมไม่ได้. พุทธบริษัทที่แท้จริงจึงไม่โง่ ไม่อาจจะโง่พลัดตกลงไปอยู่ใต้อำนาจของวัตถุนิยมได้; เพราะมันรู้เรื่องจริงรู้ธรรมะ หรือธรรมนิยมสำหรับจะควบคุมความถูกต้องของวัตถุและจิต.


หลักปฏิบัติทำชีวิตให้มีธรรมนิยม
ทีนี้ก็มาถึงธรรมนิยม หรือความถูกต้องนี้กันต่อไป, เมื่อกล่าวโดยหลักปฏิบัติ ที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ ได้แก่เรื่องอัฏฐังคิกมรรค เรื่องความถูกต้อง ๘ อย่าง ๘ ประการมารวมกันเข้าเป็นเรื่องเดียว เรียกว่ามรรคมีองค์แปด ถ้าเรารู้เรื่องวัตถุเรื่องจิตและเรื่องนิพพานถูกต้องแล้ว เราจะสามารถปฏิบัติให้มันมีความถูกต้องแปดประการนี้ขึ้นมาได้โดยสะดวกหรือเป็นไปได้, ปฏิบัติครบถ้วนในองค์มรรคทั้งแปดก็มีสิ่งที่เรียกว่าธรรมชีวี มีชีวิตเป็นธรรม, มีธรรมะเป็นชีวิต, มีชีวิตเป็นความถูกต้องแปดประการ : -

-สัมมาทิฏฐิ ถูกต้องทางทิฏฐิ ความคิด ความเห็น ความรู้ ความเชื่อ หรืออะไรก็ตาม, ที่มันเป็นความเห็นแล้วถูกต้อง.
-ทางความมุ่งหมายต้องการ เมื่อมันมีทิฏฐิถูกต้องแล้ว มันก็มุ่งหมายได้ถูกต้อง.
-แล้วก็มีการกระทำทางวาจาถูกต้อง.
-ทางการทำการงานถูกต้อง.
-ทางการดำรงชีวิตถูกต้อง.
-แล้วมันก็มีการกระทำทางจิต คือมีความพากเพียรถูกต้อง.
-มีสติถูกต้อง.
-มีสมาธิถูกต้อง.

          มีความถูกต้องครบหมด ทั้งเรื่องทางวัตถุ เรื่องทางจิตและเรื่องที่มันเหนือออกไป ที่เหนือกว่านั้น. เรื่องวัตถุเรื่องจิตนี้ก็เป็นเรื่องโลก ๆ มันอยู่ในโลก. ถ้าเป็นเรื่องของพระนิพพานก็เป็นโลกุตตระ หรืออยู่เหนือโลก. เดี๋ยวนี้ก็มารู้จักดีถูกต้อง ครบถ้วนทั้งเรื่องโลก และเหนือโลก.

          จิตนี้ถ้าจะเปรียบเทียบแล้ว มันก็เป็นสิ่งที่น่าสงสาร มันติดมาในชีวิต คลอดจากท้องมารดา ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร, ไม่รู้จะไปทางไหน. ทีนี้อะไรมาถึงเข้า มาเกี่ยวข้องกันด้วยการสัมผัส มันก็ตะครุบเอาความหมายนั้น ๆ, แล้วสิ่งแรกที่มันตะครุบเอา ก็คือรสอร่อยของวัตถุ; จิตก็เลยเริ่มผิด เริ่มโง่ เริ่มหลง ก็ต้องรับโทษ สมกับความโง่ ความหลง คือเป็นทุกข์ทรมานเรื่อย ๆ ไป, จนกระทั่งเอือมระอา จนเห็นความจริงว่าไม่ไหวแล้ว ทนไม่ไหวแล้วต้องเปลี่ยนแล้ว. นี่มันจึงหันมาศึกษาความจริงของเรื่องธรรมะ ปฏิบัติตามหลักของธรรมะ แล้วก็บรรลุพระนิพพาน; เรียกว่าออกมาเสียได้จากวัตถุนิยม ทางวัตถุหรือกาย, แล้วก็ออกมาเสียได้จากเรื่องของจิต ก็มาสู่ที่ว่างข้างนอก คือพระนิพพาน, มีความถูกต้องทั้งทางวัตถุและทางจิต. นั่นแหละคือมนุษย์ที่ถูกต้อง มนุษย์ที่เต็มเปี่ยมถึงยอดสุดของการเป็นมนุษย์แล้ว, ไม่หลง ไม่จม ไม่ติดอยู่ในเรื่องของวัตถุ.

          ดังนั้น จงสนใจในเรื่องของธรรมะ คืออริยอัฏฐังคิกมรรค นั้นเป็นทางออก คำว่าทาง ทางนี้เป็นทางออก, ทางออกมาเสียได้จากความทุกข์ ออกมาเสียได้จากปัญหา. หรือจะพูดให้กว้างกว่านั้น ว่าออกมาเสียจากโลก, ออกมาเสียจากโลก หมายความว่าออกมาเสียจากอิทธิพลทุก ๆ ชนิดที่มันมีอยู่ในโลก ซึ่งส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้สมัยนี้ ยุคนี้ก็คือวัตถุนิยม; ออกมาเสียจากสิ่งที่มีอิทธิพลครอบงำจิตใจ ครอบงำโลก, ออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุนิยม นี่มันเป็นสิ่งสุดท้าย ที่จะแก้ปัญหาได้ ในข้อที่ว่า เดี๋ยวนี้ ทำไมจึงมีความทุกข์มากขึ้น เพิ่มขึ้น? เพราะไม่รู้เรื่องนี้ ไปหลงพัฒนาวัตถุ จนตกเป็นทาสของวัตถุยิ่งขึ้น, และเป็นกันดังนี้ทั้งโลก. น่าขบน่าขันที่สุดที่ช่างร่วมมือร่วมใจร่วมแรงกันดีทั้งโลก, พัฒนาวัตถุขึ้นมาหลอกหลอนชาวโลกให้หลงติด ให้หลงติดอยู่ในวัตถุนิยม; แล้วก็จมอยู่ในความหลงนี้ ก็เร่าร้อนกันไปทั้งโลก ทั้งโลกเลยแล้วมันอาจจะลุกลามไปถึงเทวโลก มารโลกอื่น ๆ ด้วย เพราะความลุ่มหลง.

เลิกหลงติดทางวัตถุ มาศึกษาธรรมนิยมเถิด
ฉะนั้น อย่าพอใจในความลุ่มหลง ในสิ่งที่เรียกว่าสวรรค์วิมาน ของทิพย์ เทวดา อะไรกันนัก; ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านั้นมันเป็นเครื่องลุ่มหลงในความสุขทางเนื้อหนังแล้วก็มันควรจะถือว่าเป็นเรื่องบ้าบอมากกว่า; ฉะนั้นสวรรค์ที่พูดกันถึงกันอยู่นั้น, ไปใคร่ครวญดูให้ดี มันมีความหลงในวัตถุนิยม. พวกคอมมิวนิสต์จึงยกเอามาเป็นข้ออ้างว่านี่บ้านี่หลง, นี่ไม่เอาไม่เอา. เราที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ก็ฟังให้ดี มันจะไปเข้ารอยเดียวกันว่า ไปลุ่มหลงในรสอันอร่อยสูงสุดของวัตถุนิยม ซึ่งเขารู้จักเกลียดกันแล้ว, แล้วจะมาหลงอยู่ในสิ่งที่เขาเริ่มเกลียดกันแล้วได้อย่างไร.

          ในที่สุดนี้ก็จะต้องมุ่งหมายมุ่งมาดปรารถนา จะถอนตัวออกมาเสียจากวัตถุนิยม, ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน; แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะได้ตรัสสอนวิธีปฏิบัติเพื่อการถอนตน; แต่พระองค์ก็ช่วยถอนไม่ได้ ทรงทำได้แต่เพียงชี้บอกให้ทำอย่างนั้น ๆ, เปรียบเหมือนกับผู้ชี้ทางให้เดิน ถ้าคนไม่เดินพระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้. พระองค์ก็ตรัสว่า อย่างนี้ว่าตถาคตก็ได้บอกหนทางแล้ว; แต่มันไม่มีคนจะเดินจะว่าอย่างไร คนชี้ทางมีแต่คนเดินมันไม่เอา จะว่าอย่างไร.

          มาศึกษาให้รู้ความเลวร้าย เสน่ห์อันเลวร้ายของวัตถุนิยม หลอกลวงคนไปจมปลักอยู่ในเรื่องของวัตถุ, ทรมานจิตใจอยู่ด้วยเรื่องมีกิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม ทำกรรมแล้วรับผลกรรม, รับผลกรรม แล้วก็เพิ่มกิเลส, แล้วก็เพิ่มกรรม แล้วก็เพิ่มผลของกรรม แล้วก็เพิ่มกิเลส, นี่คืออาการที่ว่ามันจมปลักอยู่ในวัตถุนิยม เห็นแก่ความสุขสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางรูปธรรมก็ได้ ทางอรูปธรรมก็ได้; แต่ทางอรูปธรรมนั้นเป็นไปน้อยมาก ฉะนั้นเราจึงไม่พูดถึงกัน. แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องดับทุกข์, อรูปธรรม อรูปฌาน อรูปสุขนี้ ยังไม่ใช่เรื่องดับทุกข์ มันต้องมาเป็นเรื่องของพระนิพพาน จึงจะเป็นเรื่องของการดับทุกข์, คืออยู่เหนืออำนาจของวัตถุ โดยประการทั้งปวง.

          รีบศึกษาถึงความจริงข้อนี้แล้วความเกลียดในวัตถุนิยมมันก็จะตั้งต้นเห็นความเลวร้าย, อาทีนพ ความเลวร้าย โทษอันต่ำทรามของวัตถุนิยม, ก็จะเกลียดวัตถุนิยม; แล้วจิตใจก็จะหันเหไปในทางตรงกันข้าม คือธรรมนิยมคือพระนิพพาน; มีความพอใจในความสุขที่แท้จริง สงบเยือกเย็นแท้จริง มันก็เริ่มเกลียดวัตถุนิยม, เกลียดวัตถุนิยมจนไม่อยากจะแตะต้องเหมือนกับเป็นของสกปรก, ไม่อยากแม้แต่จะเอาเท้าไปเขี่ยดู มันก็เกลียดมากถึงขนาดนี้; เพราะว่ามีความรู้จักสุขอันแท้จริง มาจากการรู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง.


พุทธบริษัทต้องศึกษาปฏิบัติเพื่อออกไปจากวัตถุนิยม
เป็นพุทธบริษัทกันให้ถูกต้องเถอะ มันก็รอด เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน รู้อย่างครบถ้วนในเรื่องของวัตถุนิยม จิตนิยม ธรรมนิยม และเรื่องของพระนิพพาน ก็ตื่นจากหลับคืออวิชชา, ปลอดจากการบีบคั้น ของสิ่งเหล่านั้น ก็เป็นผู้เบิกบาน; เบิกบานด้วยธรรมนี้มันไม่รู้จักโรย แต่เราใช้คำว่าเบิกบานเป็นกิริยาอาการของดอกไม้เหล่านี้ เห็นว่ามันบานต่อเมื่อบานมันจึงจะสวยงามถึงที่สุด, แต่ถ้ามันเป็นเรื่องวัตถุอย่างนี้ เดี๋ยวมันก็โรย มันก็เหี่ยวแห้ง; ทางจิตที่มีธรรมะเป็นชีวิตนั้น มีความเบิกบานชนิดที่ไม่กลับร่วงโรยเหี่ยวแห้งนี่ คือความหมายของพระนิพพาน.

          จะเปรียบเทียบด้วยเรื่องโรคทางจิต การหลงวัตถุเป็นทาสของวัตถุบูชาวัตถุเป็นพระเจ้า นั้นเป็นโรคทางวิญญาณที่ขาดสัมมาทิฏฐิ มีแต่มิจฉาทิฏฐิหรืออวิชชา นั่นแหละเป็นเหตุให้เกิดโรค, เกิดโรคทางวิญญาณ ฆ่ามิจฉาทิฏฐิ ทำลายอวิชชาให้หมดไป นั่นแหละคือการหายจากโรค. ที่ว่าอาศัยอริยมรรคมีองค์แปดเป็นทางสายกลาง ที่จะฆ่ามิจฉาทิฏฐิ ทำลายอวิชชา นั้นแหละคือยา, การใช้ยาเพื่อให้เกิดการหายโรค.

          แต่ถ้าใครไม่ยอมรับว่าตนกำลังมีโรคอย่างนี้ก็ไม่มีทางที่จะพูดกัน; ถ้ามองเห็นว่า เรากำลังเป็นโรคอย่างนี้, มีโรคทางวิญญาณ จมปลักอยู่ในรสอันหลอกลวงของสังขารทั้งหลายทั้งปวง และก็เจ็บป่วยเป็นโรค เพราะมีอวิชชาหรือมิจฉาทิฏฐิเป็นต้นเหตุ ก็ฆ่าทำลายต้นเหตุนี้เสียก็เป็นการหายโรค. วิธีฆ่าก็คือการดำเนินอยู่ในความถูกต้องของสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ; เอาบทนิยามกลาง ๆ ว่าธรรมะคือระบบปฏิบัติที่ถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์ของตน ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการทั้งเพื่อตนเองและผู้อื่น. ความหมายเดียวนี้กระจายออกมาเป็นแปดอย่าง : เป็นความถูกต้องแปดอย่าง ซึ่งรวมกันก็เป็นอัฏฐังคิกมรรค; นี้คือทางออกของสัตว์ทั้งหลาย ที่จะออกมาเสียจากอำนาของวัตถุนิยม.



ต้องปฏิบัติธรรมเป็นธรรมชีวี ชีวิตจึงจะออกจากวัตถุนิยม
ทีนี้เราก็มีความมุ่งหมายส่วนใหญ่ ในการที่จะดึงมนุษย์ออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุนิยม เราก็ต้องเผยแผ่สิ่งที่เรียกว่าธรรมะ อย่างถูกต้องและเพียงพอ ให้เพื่อนมนุษย์ทั้งหลายรู้จักสิ่ง ๆ นี้ และใช้ปฏิบัติให้อยู่กับเนื้อกับตัว เป็นธรรมชีวี, เป็นธรรมชีวี มันก็รอดได้. นี่เป็นเรื่องของปณิธานข้อที่สาม ว่าจะดึงโลกออกมาเสียจากวัตถุนิยม ด้วยการช่วยกันมีธรรมะ, ด้วยการช่วยให้มีการศึกษา การรู้ การมีธรรมะ, มีการปฏิบัติธรรมะ จึงจะมีธรรมะ มีแต่ความรู้เฉย ๆ มันก็ไม่มีธรรมะ; แม้ว่ามันจะมีความรู้ธรรมะ แต่ถ้าไม่ได้ปฏิบัติธรรมะก็ไม่มีธรรมะ, แล้วเราก็ต้องช่วยเหลือกันให้ถึงที่สุด ให้รู้เรื่องของธรรมะ, แล้วก็ปฏิบัติธรรมะ จนมีธรรมะ, และก็รู้จักใช้ธรรมะนั้นให้เป็นประโยชน์ ในการดึงโลกออกมาเสียจากวัตถุนิยม.

          ดึงโลก ดึงที่ไหน? คำว่าดึงโลก ดึงที่ไหน? ไปดึงโลกก้อนใหญ่ก้อนนี้อย่างไร? มันก็ไม่ใช่; มันก็ดึงคนทั้งโลก มันก็ไม่ใช่; แต่ว่ามันดึงจิต ดึงจิตของคนแต่ละคน ออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุนิยม. ใครจะช่วยดึงให้ใครได้? ทุกคนมันจะต้องดึงของตัวเอง โดยหลักที่ว่าตนเป็นที่พึ่งแก่ตน; ดังนั้นที่จะช่วยได้ ก็คือทำให้ทุกคนแต่ละคนมีความรู้เรื่องนี้ คือรู้เรื่องดึงจิตของตน ออกมาเสียจากความลุ่มหลงในวัตถุหรือวัตถุนิยม, ช่วยกันเผยแผ่ให้เพียงพอ สำหรับที่เขาจะสามารถดึงจิตของตน อย่างน้อยก็ควบคุมจิตของตนไว้ ไม่ให้ไหลไปตามอำนาจของวัตถุนิยม.

          นี่ขอฝากไว้เป็นความรู้ในลักษณะที่ว่า เป็นของขวัญตอบแทนแก่ท่านทั้งหลาย ที่ให้ของขวัญแก่อาตมา ให้คอยรับฟังการประกาศ การเผยแผ่ธรรมะ ของเจ้าหน้าที่ทางศาสนาของพระพุทธเจ้า คือพวกธรรมทูตก็ดี, พวกธรรมทายาทก็ดี, เขาจะยกกองออกไปเผยแผ่ความรู้เหล่านี้ให้แพร่หลาย ให้กระจายครอบคลุมไปในหมู่มนุษย์ ให้มนุษย์แต่ละคนละคนรู้จักดึงจิตของตนออกมาเสียจากวัตถุนิยม; รวมกันแล้วนั่นแหละคือการดึงโลกออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุนิยมสมตามความปรารถนาทุก ๆ ประการที่ตั้งไว้เป็นปณิธานว่าจะดึงโลกช่วยโลก ออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุนิยม.

          ขอร้องความร่วมมือ ความสนับสนุนจากท่านทั้งหลายว่าจงมาช่วยกันในแผนการอันนี้ จะดึงโลกออกมาเสียจากวัตถุนิยม ด้วยความร่วมมือของท่านทั้งหลาย. ความร่วมมือของท่านทั้งหลายนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่าหรือมากไปกว่าท่านทั้งหลายจงดึงจิตใจของตนออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุนิยม; นี่แหละเป็นความร่วมมืออย่างสูงสุด. โลกพ้นจากอำนาจของวัตถุนิยมแล้ว ก็จะไม่มีวิกฤติการณ์เลวร้ายใด ๆ ในโลกเหลืออยู่ได้; ถ้าตกอยู่ภายใต้อำนาจของวัตถุนิยมแล้วก็เห็นแก่ตัว, เห็นแก่ตัวแล้วก็เปิดโอกาสให้เกิด โลภะ โทสะ โมหะ ท่วมท้นไปหมดทั้งโลก. กิเลสไหลนองครองโลกแล้วก็มีความทุกข์เต็มโลกเพราะอำนาจของวัตถุนิยม ซึ่งมีลักษณะน่ารัก เหมือนกับว่าลูกหนูตัวนั้นเห็นหน้าแมวมันน่ารัก; แต่ไปเห็นหน้าไก่หงอนแดงว่าน่าเกลียดน่ากลัว ไม่อยากเข้าใกล้. แม่หนูก็ต้องบอกว่า ลูกเอ๋ยอย่าโง่ไป ที่น่าเกลียดน่ากลัวนั้น หน้าไก่, เป็นไก่ไม่มีอันตรายอะไร, ที่น่ารัก น่าพอใจนั้นแหละคือหน้าแมว, มันเป็นความตายของพวกแก แกอย่าไปหลงกับมัน.

          นี่เราทั้งหลาย ก็จงเป็นลูกหนูที่ได้รับคำสั่งสอนครบถ้วนถูกต้อง แล้วก็ไม่ไปหลงแมว คือวัตถุนิยมให้ตัวเองตาย. เรายังเป็นปุถุชนอยู่ไม่รู้อะไร มันก็เหมือนลูกหนูโง่ ๆ นั่นแหละ; ต่อเมื่อได้มีความรู้ความเข้าใจในธรรมะสูงขึ้น มันจึงจะพ้นจากความเป็นอย่างนั้น, มันจะได้เป็นหนูที่ฉลาดพ้นจากอำนาจของแมว, แล้วก็รู้จักเรียกว่าอะไรเป็นมิตร อะไรเป็นศัตรู. วัตถุนิยมเป็นศัตรูเต็มตัว, ธรรมะเป็นมิตรเต็มตัว.

          จงอยู่ฝ่ายข้างมิตร มีพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร ผู้ชี้ทางแห่งธรรมะ ให้เดินตามร่องรอยของธรรมะ, แล้วก็หลุดรอดออกมาได้ โดยหลักที่เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมรรคหรือมัชฌิมาปฏิปทา ทางออกของปัญหาทุกอย่างทุกประการตามที่ค้นพบในพระบาลี, พระพุทธเจ้าได้ตรัสระบุอริยอัฏฐังคิกมรรค, อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค นั่นแหละเป็นนิสรณะ คือทางออกมาเสียจากปัญหา หรือความทุกข์ทุกอย่างทุกประการ, ดำเนินตนอยู่ในอริยมรรคมีองค์แปด เหล่านี้แล้วจะไม่มีความเลวร้ายหรือวิกฤติการณ์อันใดมาแผ้วพานได้.

          ขอให้ท่านทั้งหลาย จงมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้, แล้วก็ดำเนินตนไปอย่างถูกต้องอย่างนี้ก็จะเป็นการกล่าวได้ว่า ช่วยกันดึงโลกทั้งโลกออกมาเสียจากวัตถุนิยม. สิ่งที่อาตมาต้องการจะพูดก็มีอย่างนี้ แล้วก็ได้พูดแล้ว เป็นเรื่องที่สามครบถ้วนทั้งสามข้อของปณิธาน. ขอความร่วมมือ จากท่านทั้งหลายทุกคน ๆ ได้ร่วมมือกันให้ปณิธานสามประการนี้สำเร็จประโยชน์; ความสมบูรณ์และความถูกต้องมันก็จะถึงที่สุด, หมดปัญหาโดยประการทั้งปวง. เราทุกคนก็จะสามารถเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอยู่ได้ตลอดไป.

          การบรรยายนี้ สมควรแก่เวลาแล้ว จะขอยุติการบรรยาย, แล้วก็ขอสรุปท้ายด้วยเรื่องส่วนตัวว่า ขอบพระคุณ ขอบคุณ ขอบใจท่านทั้งหลาย ที่ให้ของขวัญวันนี้แก่ข้าพเจ้า, และขอตอบแทนด้วยการให้ของขวัญว่า จงช่วยร่วมมือกันทำให้ปณิธานสามประการนี้ ประสบความสำเร็จสมบูรณ์แล้วผลก็จะเกิดขึ้นแก่ท่านทั้งหลายนั่นเอง; ไม่ใช่ว่าจะได้ดีอะไรที่อาตมาคนเดียว แต่จะได้แก่ทุกคน. ช่วยกันทำปณิธานของข้าพเจ้าให้สมบูรณ์ แล้วผลทั้งหมดก็จะกลับไปได้แก่ท่านทั้งหลายทุกคน. ขอความร่วมมือถึงที่สุดในลักษณะอย่างนี้ว่าทุกคนจงเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ, ทำความเข้าใจระหว่างศาสนา ให้โลกไม่มีความขัดแย้ง, แล้วก็ออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุนิยมด้วยกันจงทุก ๆ คนเถิด.

          ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้.

กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป