ขยายหน้าจอ
  • 1489เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

วันนี้คุณบริโภคผักปนเปื้อนสารเคมี มากเท่าไรแล้ว? [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 

ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 9 ต่อปี มีสัดส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมต่อการส่งออกทั้งหมดประมาณร้อยละ 23 ขณะเดียวกันก็มีการใช้สารเคมีเพิ่มขึ้นทุกปีโดยปี 2552 นำเข้าสารเคมีทางการเกษตร โดยเฉพาะสารปองกันกำจัดศัตรูพืชคิดเป็นปริมาณสารออกฤทธิ์ 39,634 ตัน มูลค่า 9,116 ล้านบาท เปรียบเทียบการทำเกษตรใช้สารและไม่ใช้สารเคมี พบว่าเกษตรกรที่ใช้สารเคมีในการผลิตเป็นสัดส่วนร้อยละ 99

แนวโน้มการนำเข้าสารเคมีเกษตรเพิ่มขึ้นทุกปี ในจำนวนนี้มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ประเทศพัฒนาแล้วและเพื่อนบ้านอาเซียนประกาศห้ามผลิต ห้ามใช้ และไม่ให้ขึ้นทะเบียน ประกอบด้วย คาร์โบฟูราน, เมโทมิล, ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น ซึ่งสารเคมีทั้งสี่ประเภทนี้มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์แล้วว่า เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ ทว่า ในประเทศไทยยังขายได้
จากผลการสำรวจผักยอดนิยมในกลุ่มผู้บริโภคเจ็ดประเภท ประกอบด้วย กะหล่ำปลี คะน้า ถั่วฝกยาว ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ผักชี และพริกจินดา ที่ขายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ตลาดสด และรถเร่ในเขตกรุงเทพฯ พบว่ามีปริมาณสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินมาตรฐานของสหภาพยุโรป ร้อยละ 40 ในจำนวนนี้ คือ คาร์โบฟูราน, เมโทมิล, ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น กล่าวได้ว่าคุณภาพชีวิตของคนไทยน่าเป็นห่วงยิ่ง ด้วยในชีวิตประจำวันต่างบริโภคสารเคมีเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ขณะที่เกษตรกรผู้ผลิตก็มีความเสี่ยงไม่น้อยเช่นกัน
ในการประชุมวิชาการเพื่อการเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช จัดโดยเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชนพ.พิบูล อิสระพันธุ์ รองผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ระหว่างปี 2548-2552 สูงถึง 520,312 ตัน มีขนาดเท่ากับเส้นผ่าศูนย์กลาง 46 เมตร สูงเทียบเท่าตึกใบหยก 2 หรือมีความสูงถึง 304 เมตร และมูลค่าการนำเข้าปี 2554 เป็นเงิน 20,875.37 ล้านบาท
จากการตรวจเลือดเกษตรกรปี 2554 พบว่า เกษตรกรมีผลการตรวจเลือดอยู่ในระดับเสี่ยงและไม่ปลอดภัย 173,243 ราย จาก 533,524 ราย คิดเป็นร้อยละ 32 โดยผลการตรวจเลือดประชาชน 99,263 ราย พบว่า มีเลือดอยู่ในระดับเสี่ยงและไม่ปลอดภัย 35,949 ราย คิดเป็นร้อยละ 36 ซึ่งเป็นแนวโน้มเดียวกับผลการตรวจเลือดในปี 2555 ที่พบว่าเกษตรกรมีผลตรวจเลือดในระดับเสี่ยง และไม่ปลอดภัยสูงถึง 41,457 ราย จากจำนวนทั้งสิ้น 117,131 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 30
จึงกล่าวได้ว่า 'การแก้ไขปัญหาจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช' เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องพิจารณา ดังที่ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ คณะทำงานวิชาการเฉพาะประเด็น 'ความปลอดภัยทางอาหาร การแก้ไขปญหาจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช' กล่าวว่า ประเทศไทยมีวิกฤติผลกระทบจากการใช้สารเคมีในหลายเรื่อง เช่น ใช้เพิ่มขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะในนาข้าว ประเทศไทยใช้มากที่สุด มีสารตกค้างในพืชผักผลไม้ และจากการตรวจสอบในห้างและสถานที่จำหน่ายทุกระดับพบสารเคมีปนเปอน เมื่อตรวจเลือดเกษตรกรพบว่าอยู่ในระดับเสี่ยง แสดงว่าปญหาเกิดตลอดเป็นห่วงโซ่ จึงต้องแก้ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงการควบคุมการใช้สารเคมี และดูแลให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในการควบคุมไม่ให้สารเคมีที่ตกค้างกระจายไปสู่ผู้บริโภค
ในการประชุม 'สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 5' จัดโดย คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) ระหว่างวันที่ 18-20 ธันวาคม 2555  ที่ไบเทค บางนา ที่ผ่านมา จึงมีข้อเสนอเพื่อแก้ไขปญหา ดังนี้
1) เสนอให้ยกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายที่หลายประเทศห้ามใช้แล้ว 4 ชนิดข้างต้น และเรียกร้องให้ขึ้นทะเบียนสารอีกหลายตัวอยู่ในจำพวกสารเฝระวัง เพราะในต่างประเทศเริ่มทยอยยกเลิกการใช้แล้ว แต่ไทยยังไม่ดำเนินการ
2) ขอให้กระทรวงการคลังศึกษาความเป็นไปได้และแนวทางในการจัดตั้งกองทุนเพื่อนำมาใช้ในการเยียวยา ชดเชยผลกระทบทางสุขภาพและเศรษฐกิจจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช
3) สร้างระบบในการเป็น Alert System เป็นระบบการเตือนภัยจากสารเคมี ที่ผ่านมามีการดำเนินงานแต่ไม่ต่อเนื่อง โดยต้องผลักดันให้มีระบบการเฝระวังที่มีประสิทธิภาพ และให้ทุกฝยมีส่วนร่วม กลไกเหล่านี้ต้องดึงเกษตรผู้บริโภคมาช่วยดูแล
4) การผลักดันให้ระบบการเกษตรที่
ดี (Good Agricultural Practice : GAP) ให้เป็นระบบบังคับ ที่ผ่านมาเป็นเกษตรแบบสมัครใจ ใครจะเข้าร่วมก็ได้ แต่ข้อเสนอนี้ต้องการให้เป็นระบบบังคับ ถ้าทำเกษตรกรรมเคมีต้องดำเนินการภายใต้ระบบที่มีความปลอดภัย ซึ่งข้อเสนอทั้งหมดได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม อีกเรื่องที่เกี่ยวกับอาหารเช่นกัน คือ 'การพัฒนากลไกและกระบวนการที่สามารถรับมือผลกระทบด้านสุขภาพ จากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะอาหารและสินค้าเกษตรที่เป็นอาหาร'
ภญ.ดร.ชุติมา อรรคลีพันธุ์ เลขานุการคณะทำงานวิชาการเฉพาะประเด็นดังกล่าว อธิบายว่าข้อเสนอทั้งหมดมาจากสามหน่วยงานซึ่งเสนอประเด็นใกล้เคียงกัน ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ องค์กรอาสาบูรณะชนบทเพื่อพัฒนาชุมชนที่ชัยนาท และศูนย์เชียงรายศึกษา
"ปัจจุบันมองเห็นว่ามีความเคลื่อนไหวในอาเซียนมาก มีอาหารนำเข้าจากกลุ่มอาเซียนมาไทยค่อนข้างเยอะ ทีนี้มีกลไกอะไรเตรียมรองรับผลกระทบเกี่ยวกับสุขภาพบ้างหรือยัง หน่วยงานแกนกลางมองว่าสามข้อเสนอน่าจะรวมกันได้ เลยออกมาเป็นร่างมตินี้ ทางด้านหนึ่งของชุมชนมองว่าภาคประชาชนแทบจะไม่เตรียมตัว ขณะ ที่ฟากเศรษฐกิจ ผู้ผลิตหรือส่วนอื่นๆ เตรียมพร้อมเข้าสู่อาเซียนแล้ว"




ที่มา : หนังสือพิมพ์เนชั่นสุดสัปดาห์
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
สามารถอัพโหลดไฟล์แนบ สำหรับโพสได้
 
ถอยกลับ ถัดไป