ขยายหน้าจอ
  • 1918เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

"โรคหัวใจ" คุกคาม [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์openpassorn
 

"เหนื่อยง่าย หายใจเร็ว เขียวตามร่างกาย สัญญาณอันตรายที่บอกว่าบุตรหลานของท่านกำลังถูก "โรคหัวใจ" คุกคาม
"เหนื่อยง่าย หายใจเร็ว เขียวตามร่างกาย สัญญาอันตรายที่บอกว่า บุตรหลานของท่านกำลังถูก "โรคหัวใจ" คุกคาม ซึ่งปัจจุบันพบในเด็กไทย 8,000 คนต่อปี และตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี โดยคาดว่าเมื่อถึงปี 2560 ประเทศไทยจะมีเด็กที่รอการผ่าตัดหัวใจหมื่นคน





รศ.นพ.สัมพันธ์ พรวิลาวัณย์ ศัลยแพทยหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยว่า "โรคหัวใจในเด็กเป็นโรคที่มีรายละเอียดซับซ้อนอยู่มาก นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดที่ว่า ไม่ใช่แพทย์โรคหัวใจทุกคนจะมีความรู้หรือเข้าใจเรื่องโรคหัวใจในเด็กได้ เพราะแพทย์โรคหัวใจในเด็กจะต้องได้รับการเรียนรู้เฉพาะทางที่ต่อยอดจากหลักสูตรแพทย์หกปี เรียนเรื่องโรคหัวใจอีกสามถึงห้าปี จากนั้นต้องเรียนในหลักสูตรเกี่ยวกับโรคหัวใจในเด็กโดยเฉพาะอีกสองปี ทำให้แพทย์โรคหัวใจในเด็กที่ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วย
โรคหัวใจในเด็กแบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่เป็นแต่กำเนิด คิดเป็นร้อยละ 70 ซึ่งส่วนมากมักเกิดขึ้นเองโดยไม่ทราบสาเหตุมีส่วนน้อยที่เกิดจากพันธุกรรม หรือการติดเชื้อ หรือการใช้ยาของแม่ระหว่างการตั้งครรภ์โดยเฉพาะใน 3 เดือนแรก ส่วนอีกร้อยละ 30 เป็นกลุ่มที่พบภาวะโรคหัวใจเกิดขึ้นในภายหลัง ภาวะที่พบบ่อยที่สุดคือลิ้นหัวใจตีบหรือลิ้นหัวใจรั่ว
ขณะที่ในประเทศไทยพบบ่อยที่สุด เกิดจากการติดเชื้อรูห์มาติก เชื้อไวรัส หรือติดเชื้ออื่นๆ ที่ส่งผลต่อการทำลายลิ้นหัวใจโดยตรง นอกจากนี้ยังมีโรคที่เกิดกับหลอดเลือดหัวใจอย่างเช่นโรค ทากายาสุ (Takayasu Disease) ซึ่งผู้ป่วยจะมีหลอดเลือดหัวใจโป่งพองเป็นกระเปาะ ถ้ามีขนาดใหญ่อาจส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจแตก และเสียชีวิตได้
ฃทั้งนี้ เด็กที่มีแนวโน้มเป็นโรคหัวใจสามารถดูได้จากอาการทั่วๆ ไป เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น อ่อนแรง หรือมีอาการเขียวที่ริมฝีปาก เล็บมือ และเล็บเท้า โดยอาการดังกล่าวจะแสดงออกเร็วกว่าเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกันที่ทำกิจกรรมอย่างเดียวกัน
ฃบางครั้งเด็กเหล่านี้อาจมีอาการ และสามารถบอกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตนเองได้ ดังนั้น จึงไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับกลุ่มที่เป็นโรคหัวใจแบบไม่แสดงอาการซึ่งวินิจฉัยได้ยากกว่าเพราะเด็กกลุ่มนี้จะสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เป็นปกติทุกอย่าง แต่หากมีการตรวจร่างกายจึงจะพบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ
ฃสำหรับการตรวจหาโรคหัวใจที่ง่าย และเชื่อถือได้มากที่สุดวิธีหนึ่ง คือการทำการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงหรือที่เรียกสั้นๆ ว่าการตรวจเอคโค่ (echocardiography) โดยคลื่นเสียงความถี่สูงจะแสดงภาพภายในของหัวใจแสดงเป็นรูปสองมิติ สามมิติ และบางครั้งอาจได้ถึงสี่มิติ คือ มิติของเวลาด้วย ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยภาวะผิดปกติของวงจรหัวใจได้ละเอียดขึ้น
ฃวิธีการนี้มีความปลอดภัยสูงมากเพราะผู้รับการตรวจจะไม่ต้องเสี่ยงต่อกัมมันตรังสี เนื่องจากไม่มีการเอ็กซเรย์มาเกี่ยวข้อง และไม่มีความเจ็บปวดใดๆ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนจะสามารถตรวจเอคโค่ได้เพียงพอ โดยแพทย์อาจต้องส่งตรวจต่อไปด้วยการทำคอมพิวเตอร์ซีทีสแกน (CT scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กแรงสูงที่เรียกว่า เอ็มอาร์ไอ (MRI) หรือการสวนหัวใจ (cardiac catheterization)
ส่วนการรักษาโรคหัวใจในเด็กนั้น แบ่งเป็นสามวิธี คือ 1) การให้ยาและติดตามอาการโดยนัดตรวจเป็นระยะ 2) การทำหัตถการบางอย่าง เช่น ทำบอลลูนขยายลิ้นหรือหลอดเลือดหัวใจที่ตีบหรือใส่เครื่องมือเข้าไปปิดรูรั่วในหัวใจ เป็นตัน และ 3) การผ่าตัด ทั้งนี้ การตัดสินใจว่าจะเลือกรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีใดนั้น ขึ้นอยู่กับชนิดและระดับความรุนแรงของโรคในขณะที่ตรวจพบ
ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยอีกว่า "ความรุนแรงของโรคเป็นข้อบ่งชี้ที่สำคัญที่สุดในการกำหนดวิธีการรักษา กล่าวคือ บางครั้งแม้แต่โรคเดียวกันก็ยังมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น "โรคผนังหัวใจรั่ว" ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดในเด็กที่มีอาการหัวใจพิการแต่กำเนิด คนไข้โรคนี้บางคนอาจจะไม่มีอาการอะไรเลยขณะที่บางคนมีอาการมากถึงขนาดมีหัวใจวาย หรือระบบหายใจล้มเหลวจนต้องใส่ท่อเพื่อช่วยหายใจ อาการดังกล่าวนี้จะไม่ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย เด็กบางคนอาจมีอาการมากตั้งแต่แรกเกิดเพียงไม่กี่วัน ปริมาณของเลือดที่ไหลผ่านรูรั่วบนผนังหัวใจ เป็นผลให้ความดันในหัวใจด้านขวาเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ความดันในปอดสูงขึ้นตามมา ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยง่าย ไอเป็นเลือด หรือขาบวม และเป็นโรคหัวใจวายได้ในที่สุด
ในผู้ป่วยที่มีจำนวนเลือดไหลผ่านรูรั่วในหัวใจน้อย ความดันในปอดมักจะไม่สูงหรืออาจเป็นปกติ จะใช้วิธีติดตามอาการ หรือให้ยาที่จำเป็นโดยการนัดตรวจเป็นระยะๆ แต่เมื่อไหร่ที่ปริมาณเลือดมีมากขึ้นจนเริ่มก่อความเสียหายต่อหัวใจ เช่นหัวใจโต เพราะต้องทำงานหนักขึ้น เมื่อนั้นเราก็ต้องรักษาด้วยการปิดรูรั่วไม่ให้เลือดไหลข้ามมาด้วยวิธีที่สอง คือการปิดผนังหัวใจแบบไม่ต้องผ่าตัด โดยแพทย์จะประเมินจากการตรวจเอคโค่ เอ็กซเรย์ และคอมพิวเตอร์ซีทีสแกน จนสรุปตำแหน่งและลักษณะของรูรั่วได้ จากนั้นจึงสอดสายเข้าไปแล้วใส่เครื่องมือที่มีลักษณะเป็นรูปร่มเพื่อไปกางเปิดรูรั่วนั้นไว้
แต่เมื่อใดก็ตามที่การรักษาด้วยวิธีที่สองมีข้อจำกัด เช่นมีความเสี่ยงการเกิดโรคแทรกซ้อนสูง หรือประเมินแล้วว่าผลสำเร็จมีเปอร์เซ็นต์ต่ำ เราก็ต้องไปสู่วิธีที่สาม คือการผ่าตัด อันเป็นวิธีการที่แน่นอน และให้ผลดีชัดเจนกว่า และช่วยลดความเสี่ยงจากสิ่งที่มองไม่เห็นได้ โดยเฉพาะกรณีที่กล่าวมา เราพูดถึงเพียงภาวะโรคหัวใจชนิดหนึ่งในเด็กหนึ่งคน แต่ยังมีโรคหัวใจในเด็กอยู่อีกประมาณร้อยละ 30 ที่พบว่ามีโรคหัวใจหลายชนิดรวมอยู่ในคนเดียว เช่น อาจมีทั้งอาการเส้นเลือดใหญ่สลับขั้ว มีรูรั่วในหัวใจ หรือลิ้นหัวใจตีบ เมื่อเป็นเช่นนี้การรักษาก็ต้องปรับให้เหมาะสมกับอาการแต่ละอย่าง ผู้ป่วยเหล่านี้มักต้องลงเอยด้วยการผ่าตัดเนื่องจากมีภาวะผิดปกติหลายอย่างซึ่งสามารถแก้ไขได้พร้อมกันในการผ่าตัดคราวเดียวกัน"
นอกเหนือจากข้อจำกัดเกี่ยวกับขนาดของร่างกาย ซึ่งทำให้การผ่าตัดโรคหัวใจในเด็กมีขั้นตอนรายละเอียดที่แตกต่างจากการผ่าตัดหัวใจในผู้ใหญ่โดยสิ้นเชิง รศ.นพ.สัมพันธ์ เสริมอีกว่า "ประเด็นสำคัญอยู่ที่ เราไม่สามารถผ่าตัดโรคหัวใจในเด็กโดยเทียบบัญญัติไตรยางค์กับผู้ใหญ่แล้วย่ออัตราส่วนลงมาได้ในเชิงเทคนิค เนื่องจากโรคหัวใจในผู้ใหญ่จะมีเพียงสามภาวะหลักๆ เท่านั้นที่พบบ่อย คือ ลิ้นหัวใจตีบ หลอดเลือดหัวใจตีบ และเส้นเลือดใหญ่โป่งพอง การเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคของแพทย์จึงให้ความสำคัญอยู่เพียงสามภาวะนี้เท่านั้น
แต่ในเด็กมีความผิดปกติของหัวใจหลากหลายกว่ามาก รายละเอียดมีมากกว่า เราสามารถกล่าวถึงโรคหัวใจในเด็กได้เป็นร้อยชนิด และแต่ละชนิดก็มีความซับซ้อนของโรคที่ต้องใช้เทคนิคเฉพาะแบบที่สำคัญ ศาสตร์ต่างๆ เกี่ยวกับโรคหัวใจในเด็กยังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีกรณีใหม่ๆ เกิดขึ้น มีวิธีการผ่าตัดใหม่ๆ เกิดขึ้น มีองค์ความรู้ใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา ในวงการแพทย์โรคหัวใจเด็กมีการจัดประชุมวิชาการเกี่ยวกับโรคหัวใจในเด็กโดยมีแพทย์จากทั่วโลกเข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องโรคหัวใจในเด็ก และการผ่าตัดโรคหัวใจในเด็กทุกสี่ปี ซึ่งหกครั้งที่ผ่านมาในรอบยี่สิบกว่าปีนี้ ได้แสดงให้เห็นว่าโรคหัวใจในเด็กเป็นวิชาความรู้ที่ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ยังมีการคันพบเทคนิคการผ่าตัดที่ไม่เคยมีมาก่อนอยู่เสมอ การตรวจวินิจฉัยและการรักษาจึงมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยตลอดเวลา เพื่อให้คุณภาพของการรักษาดีขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเราพูดได้ว่าร้อยละ 99 ของโรคหัวใจในเด็กสามารถรักษาได้ หมายถึงการรักษามีส่วนสำคัญในการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วย ทำให้เขากลับมาช่วยเหลือตัวเองได้ดีขึ้น ดำเนินชีวิตตามปกติได้อีกครั้งโดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น ไม่ทรมานกับอาการเหนื่อยหอบหรือเขียวตามร่างกายหลังการมีกิจวัตรประจำวัน
แต่ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถให้การวินิจฉัยและการรักษาได้เร็วหรือช้าแค่ไหนด้วย เพราะการรักษาช้าย่อมส่งผลเสียให้กับผู้ป่วยเนื่องจากหัวใจหรือปอดส่วนที่เสียหายไปแล้วอาจไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพปกติได้ ดังนั้น การรักษาแต่เนิ่นๆ ย่อมหมายถึงการป้องกันความสูญเสียของหัยใจ หรือปอดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้
อย่างไรก็ตาม มีความเข้าใจอยู่อย่างหนึ่งเกี่ยวกับโรคหัวใจในเด็ก คือ บางคนมักเข้าใจว่าไม่ควรผ่าตัดเด็กที่ยังมีน้ำหนักไม่ถึงสิบกิโลกรัม แต่ในความเป็นจริงแล้ว การผ่าตัดในปัจจุบันสามารถทำได้แม้เด็กแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวน้อยมากหากมีความจำเป็น ฉะนั้น จึงไม่ควรรอจนอาการมากแล้ว นั่นเท่ากับเป็นการปิดโอกาสในการรักษา สิ่งสุดท้ายที่อยากฝากไว้คือโรคหัวใจในเด็กหากมีข้อบ่งชี้ในการรักษา ควรรักษาก่อนวัยเรียน เพราะหากยิ่งรอนานขึ้นเท่าไหร่ ก็หมายถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียที่มีเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น"


ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
สามารถอัพโหลดไฟล์แนบ สำหรับโพสได้
 
ถอยกลับ ถัดไป