ขยายหน้าจอ
  • 1347เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

[สุขภาพ]รู้ทัน 'โรคไร้พรมแดน' รับมือ 'ภัยเงียบประชาคมอาเซียน' [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 

ให้รู้สึกคึกคักเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการคืบใกล้เข้ามาของ "ประชาคมอาเซียน" หลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน เริ่มมีนโยบายในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 นี้แล้ว ดังจะเห็นได้จากการเตรียมพร้อมในด้านต่างๆ
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งน่าสนใจ เพราะเป็นความเปลี่ยน แปลงที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่โดยตรง คือ "การเปลี่ยนแปลงต่อระบบการให้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทย"
โดยเฉพาะในด้านบุคลากรทางการแพทย์ที่อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากเมื่อเปิดประเทศ จะมีผู้ใช้บริการจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายังประเทศไทยเป็นจำนวนมาก รวมถึงการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ ที่จะมีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจการแพทย์ในอนาคต อย่าง บริการทางไกล เช่น การให้คำปรึกษาผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์ ฯลฯ การรับบริการข้ามแดน เช่น เมดิคัล ฮับ, การข้ามชาติไปลงทุนบริการในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ธุรกิจโรงพยาบาลและอุตสาหกรรมยา, การเคลื่อนย้ายแรงงานด้านสุขภาพ เช่น แพทย์เฉพาะด้าน พยายาบาล นักเทคนิค เป็นต้น
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การแพร่ระบาดมากขึ้นของโรคติดต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคที่แฝงมากับการพัฒนาและการเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ รวมทั้งความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ประเทศไทยต้องเปิดรับอาหารและผลิตภัณฑ์ เช่น บุหรี่ สุรา มากขึ้น
จึงจำเป็นที่ภาครัฐ ต้องสร้างเครือข่ายเฝ้าระวัง "โรคไร้พรมแดน" หรือแม้แต่ "โรคอุบัติใหม่" ที่อาจเป็น "ภัยเงียบ" มาพร้อมกับการเปิดประเทศในอนาคตอันใกล้
ในเรื่องนี้ นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงแนวทางการเตรียมรับมือกับปัญหาดังกล่าวว่า ได้ยึดกติกาสากล ข้อตกลงระหว่างประเทศ แผนยุทธศาสตร์ เป็นกรอบในการดำเนินงาน ได้แก่
1.การดำเนินงานตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ. 2548 การเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดต่อและภัยสุขภาพระหว่างประเทศ 2.แผนแม่บทประชาสังคมวัฒนธรรมอาเซียน 3.แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 พ.ศ.2555-2559 โดยยึดหลักปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" สร้างสมดุลในการพัฒนา โดยมีการพัฒนาคนเป็นศูนย์กลางในทุกมิติ พร้อมรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศ
4.กรอบยุทธศาสตร์การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของไทย ในยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการคุ้มครองทางสังคม และยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความมั่นคงและ 5.ยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน กระทรวงสาธารณสุข และแผนแม่บทการแก้ปัญหาสาธารณสุขชายแดน พ.ศ.2555-2559 เน้นความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาขีดความสามารถการป้องกันควบคุมโรคติดต่อ
"สถานการณ์โรคติดต่อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีโรคติดต่อหลายโรคที่ยังคงเป็นปัญหา และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่น โรคไข้เลือดออก ที่ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มมาก จนมีการกำหนดให้มี 'วันไข้เลือดออกอาเซียน' ขึ้นเพื่อรณรงค์ป้องกันโรคนี้พร้อมกันทั้งภูมิภาค
"อีกทั้งยังมีโรคอื่นๆ ที่เป็นปัญหาได้แก่ โรคมือเท้าปาก โดยเฉพาะที่ประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2555 มีเด็กเสียชีวิตหลายสิบราย โรคไข้หวัดนกที่มีการระบาดทั้งในเวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย มีทั้งคนและสัตว์ที่เสียชีวิตจำนวนมาก นอกจากนั้นในบางโรค แม้ว่าผู้ป่วยจะลดน้อยลง แต่มีปัญหาเชื้อดื้อยารุนแรงขึ้นในภูมิภาค เช่น ปัญหาเชื้อมาลาเรียดื้อยารุนแรง เป็นต้น" อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวแสดงความเป็นห่วง
ด้านหน่วยงานซึ่งมีวิสัยทัศน์เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่ชี้นำการพัฒนาสาธารณสุขมูลฐาน และสุขภาพชุมชนในระดับประเทศ และระดับภูมิภาค อาเซียน หรืออาจกล่าวได้ว่า เกาะติดข้อมูลเรื่องนี่โดยตรง ก็มีความเป็นห่วงต่อกรณี"โรคไร้พรมแดน" รวมถึง "โรคอุบัติใหม่" ด้วยเช่นกัน
โดย พญ.สุพัตรา ศรีวณิชชากร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน บอกว่า การแพร่ของโรคจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่งนั้นมีมานานแล้ว แต่เมื่อมีการเปิดประเทศจะเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายของโรคได้ง่ายขึ้น
ระบบสุขภาพไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศ อื่นๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศโดยรอบอย่าง ลาว เวียดนาม พม่า กัมพูชา ถือว่าประเทศไทยก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นๆ ทั้งในแง่ของระบบบริการทางการแพทย์ และระบบสาธารณสุขในเชิงควบคุมป้องกันโรค อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายังไม่ได้เปิดประเทศอย่างเป็นทางการ แต่ความเชื่อมโยงในลักษณะของรัฐที่มีดินแดนติดต่อกัน ได้ส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น
สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ช่วงปีที่ผ่านมา ได้รับการเปิดเผยถึงโรคที่พบว่า...
โรคมาลาเรีย ตามชายแดนพม่า กัมพูชา ลาว, โรคเท้าช้าง ซึ่งจริงๆ ในประเทศไทยอาจหายไปนาน แต่เมื่อมีคนผ่านเข้า-ออกทำให้มีการแพร่ของโรคนี้ได้ง่ายขึ้น, วัณโรค ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการอพยพของคนในประเทศเพื่อนบ้าน, ไข้หวัดใหญ่ โรคไข้หวัดนก โรคซาร์ส เป็นโรคที่แพร่กระจายติดเชื้อทางไวรัส ก็จะมีการแพร่กระจายมากขึ้น หรือแม้แต่ โรคเอดส์ ที่มาพร้อมกับบริการและการท่องเที่ยว และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น วัยกลางคน และแรงงาน
ผอ.สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน บอกว่า หลักการจัดการเรื่องสุขภาพ จริงๆแล้วจึงควรใช้หลักการป้องกันพื้นฐาน ทั้งการดูแลเรื่องอาหารการกิน สารปนเปื้อนในอาหาร การป้องกันการติดเชื้อทางอากาศ ฯลฯ ใช้หลักการเดียวกันทั้งในช่วงที่เปิดแล้วและยังไม่เปิดประชาคมอาเซียน พร้อมกันนี้ ต้องดูด้วยว่า การเฝ้าระวังของประเทศต่างๆ ไปถึงไหนแล้ว เพื่อจะได้รู้ว่า เราจะต้องเตรียมรับมือกับโรคอย่างไร เราอาจจะต้องฟังข่าวการติดเชื้อ การแพร่ระบาดของโรคต่างๆ ด้วยไม่ใช่เฉพาะแค่ในประเทศไทย
"ต่อมาคือ เมื่อมีการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงาน ระบบสาธารณสุขที่ใช้ก็ต้องเหมือนกัน ไม่ว่าคนไทยหรือคนต่างด้าว โดยใช้หลักการพื้นฐานภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพราะถ้าเราดูแลแต่คนของเรา แล้วไม่ดูแลคนอื่น เขาก็อาจจะแพร่เชื้อโรคให้เราได้ เพราะฉะนั้น ต้องดูแลคนต่างด้าวด้วย" พญ.สุพัตรา กล่าว
เรื่องสุขภาพในภูมิภาคอาเซียนวันนี้ไม่ได้มีแค่ปัญหาจากโรคติดเชื้อเท่านั้นที่ต้องเตรียมรับมือ แต่โรคไม่ติดเชื้ออย่าง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดัน ก็เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ต้องรับให้ดี
"โดยเฉพาะโรคอุบัติใหม่ที่มาในรูปของปัญหายาเสพติด โรคที่มากับคอมพิวเตอร์ ปัญหาสังคม ความรุนแรงต่างๆ ที่ไม่อาจแก้ไขด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงเข้ากับมิติทางสังคมวัฒนธรรม และจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วย" พญ.สุพัตรา ทิ้งท้าย "โรคไร้พรมแดน" จึงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าจับตา และหลายฝ่ายต้องเตรียมหาทางรับมืออย่างรู้เท่าทัน


ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป