ขยายหน้าจอ
  • 1538เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

[สุขภาพ]รู้จัก "ชะลอวัย" ให้ถูกวิธี [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์karminsc
 

ปัจจุบันมีสถานพยาบาลและโรงพยาบาลหลายแห่งเปิดบริการ "ชะลอวัย" "เวชศาสตร์ชะลอวัย" ซึ่งล้วนตอบสนองเพื่อยับยั้งหรือชะลออาการต่างๆ ของวัยสูงอายุ ให้ข้อแนะนำ รวมถึงดูแลตรวจและรักษาทดแทนในส่วนที่บกพร่อง มุ่งหวังจะให้มีอายุยืนยาวมากขึ้น ชะลอโรคหรือป้องกันโรคต่างๆ รวมทั้งเสริมแต่งทั้งภายนอก ภายในให้ดูดี ทั้งผิวหนัง หน้าตา บุคลิก น้ำหนักตัวให้เหมาะสม เป็นต้น
ถ้าทุกท่านมีความรู้พอเพียง และเอาใจใส่ด้านสุขภาพยาวนาน พอถึงวัยนี้ส่วนใหญ่ก็จะดูดีสมวัย หรือดูอ่อนกว่าวัยอยู่แล้ว ถ้าไม่เป็นไปดังคาดจะลองใช้บริการ "ชะลอวัย" ดูบ้างก็คงได้ ขอให้ได้รับการปฏิบัติการตรวจ-รักษาจากแพทย์ก็จะถูกต้องตามหลักวิชาการมากขึ้น

แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนวัยทองหลายคนไม่เพียงแต่ห่วงสุขภาพ แต่ห่วงที่จะดูดี เพราะในวัยทองนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงของผิวพรรณอันเกิดจากการขาดฮอร์โมนด้วย ในกรณีที่เป็นมากจริงๆ การให้ฮอร์โมนก็อาจจะช่วยได้ แต่โดยหลักการแพทย์ในปัจจุบันการรักษาด้วยการใช้ฮอร์โมนเพศ ไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้เพื่อการชะลอวัย หรือทำให้แก่ช้าลง หรือทำให้ผิวหนังเต่งตึงมากขึ้น
ถ้าเป็นปัญหาเฉพาะที่ผิวหนังเหี่ยวหรือแห้ง เราก็จะแนะนำว่าให้ใช้วิธีธรรมชาติคือการใช้ครีมบำรุง หรือสารให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้ผิวหนังแย่ลง เช่น การใช้สารเคมีต่างๆ หรือการโดนแสงแดด รวมถึงอากาศแห้งๆ เพราะการที่จะไปใช้ฮอร์โมนเพื่อหวังผลเรื่องความงามอย่างเดียวยังไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ทางการแพทย์โดยตรง
ดังนั้นเพื่อให้ผู้สูงอายุทุกท่าน เป็นวัยทองที่ผ่องอำไพและงามสง่า คุณหมอมีคำแนะนำในการดำเนินชีวิตว่า
1.ต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของวัยทองนี้
2.เรื่องของการปฏิบัติตัวในวัยทอง แบ่งได้เป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ อาหาร, การออกกำลังกาย, การทำจิตใจให้สงบ ผ่องใส รวมถึงมองโลกในแง่ดี
ในส่วนของอาหาร ถ้าเราสามารถรับประทานอาหารได้ครบถ้วน วิตามินหรือแร่ธาตุต่างๆ ที่อยู่ในอาหารตามธรรมชาติถือว่าดีต่อสุขภาพที่สุด ไม่จำเป็นต้องไปสรรหาวิตามินหรืออาหารเสริมพิเศษอะไรมารับประทาน แต่อาจจะให้วิตามินหรือแร่ธาตุบางตัวเสริมในกรณีที่รับประทานไม่เพียงพอ ที่ให้กันบ่อยๆ ก็คือแคลเซียม ในคนที่เข้าสู่วัยทองแนะนำว่าต้องมีแคลเซียมในร่างกายอย่างน้อยประมาณ 1,000 มก./วัน
ทั้งนี้เนื่องจากอาหารไทยที่เรารับประทานกันจะมีแคลเซียมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-500 มก./วัน จึงควรทานอาหารที่มีแคลเซียมมากขึ้น เช่น ดื่มนมวันละ 2 แก้ว แต่ถ้าไม่เพียงพอก็อาจรับประทานแคลเซียมเสริมบ้าง อันนี้ก็ไม่ได้มีข้อห้ามแต่ประการใด ส่วนวิตามินหรืออาหารเสริมตัวอื่นๆ ถ้ารับประทานอาหารตามธรรมชาติได้เพียงพอแล้วก็ไม่จำเป็นเลย ไม่มีอาหารที่วิเศษอะไรเลย เพราะอาหารที่ดีที่สุดก็คืออาหารตามธรรมชาติ และพร้อมกันนี้ควรรับประทานอาหารที่มีกากใยหรือไฟเบอร์ให้เพียงพอ เพื่อช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายด้วย

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง โดย นพ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ karmins.com ครับ
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป